"ออกหลวงสาครหรือเ้าคะ" จันทร์เอ่ยทวนชื่อที่เพิ่งได้ยินมาด้วยความประหลาดใจ เพราะนี่เป็ชื่อเดียวกับบิดาของเธอ หรือก็คือท่านรัฐมนตรีสาครนั่นเอง
"ใช่ ออกหลวงสาครท่านมารับตำแหน่งที่กรมพระคลังเห็นว่าย้ายมาจากเมืองบางกอกกันทั้งครอบครัว คงมิผิดแล้วกระมัง" นางปริกเอ่ยบอกเื่ที่รู้มาให้หญิงสาวได้ฟังเพิ่ม เผื่ออีกฝ่ายจะพอนึกเื่ราวขึ้นมาได้บ้าง
"เมืองบางกอก…กรุงเทพอย่างนั้นเหรอ" จันทร์พอได้ยินว่าหลวงสาครมาจากเมืองใดก็ต้องให้ประหลาดใจอีกครั้ง พร้อมกับคิดว่ามันจะบังเอิญอะไรขนาดนี้ ทั้งชื่อคนทั้งชื่อเมืองที่อีกฝ่ายจากมา
"อ้อ ที่เมืองของออเ้าเรียกเมืองบางกอกว่ากรุงเทพเยี่ยงนั้นรึ มิน่าข้าถึงมิรู้จัก" นางปริกพอได้ยินที่แม่หญิงพูดก็เหมือนจะนึกถึงชื่อเมืองที่อีกฝ่ายเคยบอกตอนเจอกันครั้งแรกได้ เมืองกรุงเทพหรือคงจะเป็เมืองบางกอกนั่นเอง
"ไม่ใช่หรอกเ้าค่ะ กรุงเทพเป็ชื่อที่ข้าเรียกเอง แต่จริงๆ แล้วเรียกว่าบางกอกเ้าค่ะ" จันทร์กลัวว่ายายปริกจะจำชื่อกรุงเทพไปพูดกับผู้อื่น และอาจจะเป็ปัญหาได้ จึงรีบบอกปัดออกไป ถ้าอย่างไรให้เธอวิปราสเพียงคนเดียวก็พอแล้ว
"เอาเถอะๆ ตอนนี้ออเ้าก็พักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ รอครอบครัวมารับเถอะนะ ข้าไปล่ะ" นางปริกเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มพูดจามิรู้ความอีกแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจ พร้อมกับเอ่ยบอกให้อีกฝ่ายพักอยู่ที่นี่รอครอบครัวได้อย่างวางใจ แล้วก็เตรียมจะเดินออกจากห้องไป
"ขอบพระคุณยายปริกมากเ้าค่ะ" จันทร์ยกมือไหว้พร้อมเอ่ยขอบคุณยายปริกที่อีกฝ่ายมีน้ำใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักกันแบบเธอ ซึ่งก็ได้รับเป็รอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีดำในปากเป็ภาพที่น่าขบขันทีเดียว
จนกระทั่งมองส่งยายปริกออกจากห้องไปแล้ว เธอถึงกลับมาขบคิดถึงเื่ที่เพิ่งได้ฟังมา สรุปว่าเธอมีครอบครัวอยู่ที่นี่จริงอย่างนั้นหรือ ชื่อบิดาที่เหมือนกันและอีกฝ่ายเพิ่งย้ายมาจากเมืองบางกอก ซึ่งจะเรียกว่ากรุงเทพก็ไม่ผิด แล้วยังมีบุตรสาวชื่อจันทร์ที่ผลัดตกน้ำเหมือนกันอีกด้วย หรือว่าเธอพอจะคาดหวังอะไรบางอย่างจากเื่นี้ได้
และก็เป็อย่างที่นางปริกคิดเอาไว้ กว่าครอบครัวของแม่หญิงจันจะมาถึงก็เป็วันที่สามหลังจากที่ไปแจ้งความเอาไว้ คนที่มาเป็ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่ดูแล้วน่าจะเป็พี่ชายและพี่สาว เพราะทั้งสองคนมีใบหน้าละม้ายคล้ายแม่หญิงจันอยู่หลายส่วน และยังมีบ่าวไพร่ติดตามมาด้วยอีกเกือบสิบคน โดยมีนายตำรวจสองนายเป็ผู้นำทางมา
"น้องจัน" หญิงสาวในขบวนพอมาถึงเรือนที่นายตำรวจช่วยนำทางมาก็มองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มคนที่ยืนอยู่ ซึ่งอีกฝ่ายมีใบหน้าเหมือนกับน้องสาวของตนเองไม่มีผิดเพี้ยน จึงเร่งเท้าเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกว่ากำลังดีใจเป็อย่างมาก
"…พี่ดาว" จันทร์ที่ตอนแรกยังมองเห็นหน้าเหล่าคนที่มาไม่ชัด แต่พอหญิงสาวคนนี้เดินมาหยุดตรงหน้าเธอก็ถึงกับใ เพราะคนตรงหน้ามีใบหน้าเหมือนพี่สาวคนรองของเธอไม่มีผิด เพียงแต่ดูอ่อนวัยกว่ามากซึ่งเหมือนกับตอนที่พี่สาวมีอายุ 16-17 ปีเท่านั้น
"น้องจัน น้องเป็เยี่ยงไรบ้าง" คราวนี้ผู้พูดคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคาย และยังมีบุคลิกที่สง่างามเป็อย่างมากดั่งบุตรชายขุนนางทั้งหลายที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี
"พี่เมฆ…" จันทร์ได้เห็นหน้าชายหนุ่มที่เรียกเธอว่าน้องจันก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เพราะใบหน้านี้เหมือนกับพี่ชายคนโตของเธอไม่ผิด แต่เป็ใน่ตอนที่อีกฝ่ายอายุประมาณ 20 ปีเท่านั้น
"โอ้ แม่หญิงจำได้แล้วกระนั้นรึ" เสียงของนางปริกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของเหล่าคนที่เพิ่งได้พบกัน
"หมายความว่ากระไรรึขอรับคุณป้า จำกระไรได้เยี่ยงนั้นรึ" ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเมฆหันไปเอ่ยถามหญิงชราที่ยืนอยู่ข้างน้องสาวคนเล็กของตนด้วยความสงสัย ตอนที่ตำรวจพระนครบาลไปแจ้งข่าวกับครอบครัวก็บอกแค่ว่าเจอหญิงสาวชื่อจันที่พลัดตกน้ำแล้วเท่านั้น
"อ๋อ ตอนที่ข้าเจอแม่หญิงนางบอกว่าจำความกระไรมิได้ แต่นี่เห็นเรียกชื่อออเ้าทั้งสองคนได้ แสดงว่านางก็น่าจะเริ่มกลับมาจำความได้แล้วกระมัง" นางปริกได้ยินคำถามของชายหนุ่มก็รีบเอ่ยตอบกลับไป นางเองก็คาดหวังว่าคนที่มานี่จะเป็ครอบครัวของแม่หญิง ด้วยรู้สึกสงสารที่อีกฝ่ายลืมความทุกอย่างไปสิ้น ถ้ามีครอบครัวคอยดูแลคงจะดีกว่า แต่ถ้าไม่ใช่นางเองก็ไม่รังเกียจที่จะให้อีกฝ่ายอาศัยอยู่ด้วยกันต่อไป
"เป็เช่นนั้นรึน้องจัน น้องหลงลืมเื่ราวไปเยี่ยงนั้นรึ แล้วนี่น้องจำพี่กับแม่ดาวได้แล้วใช่ไหม" เมฆที่ได้ยินคำตอบของหญิงชราก็ถึงกับใ และสงสารน้องสาวคนเล็กที่ต้องผลัดตกน้ำแล้วยังมาลืมความจนสิ้น แต่จากที่อีกฝ่ายจำได้ว่าตนกับน้องสาวคนรองมีชื่อว่ากระไรก็อาจจะเริ่มกลับมาจำได้แล้วก็เป็ได้
"เออ…คือ ข้ายังจำกระไรไม่ได้ดอกเ้าค่ะ เพียงแต่พอเห็นหน้าของพี่ทั้งสองก็นึกชื่อออกมาได้เสียอย่างนั้น แต่นอกนั้นก็ยังจำกระไรไม่ได้เ้าค่ะ" จันทร์ที่ใกับใบหน้าของทั้งสองคนจนเผลอเรียกชื่อออกไป ซึ่งก็ดันตรงกับชื่อของทั้งสองเข้าพอดีเสียอย่างนั้น แต่พอถูกถามเื่ความทรงจำจึงต้องเอ่ยปฏิเสธออกไป เพราะเธอไม่ได้มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับที่นี่และคนในครอบครัวอย่างที่อีกฝ่ายบอกเลย
"เป็เยี่ยงนี้นี่เอง แต่น้องจันมิต้องกลัวไปนะ ประเดี๋ยวกลับไปบ้านเรา ได้เจอคุณพ่อ คุณแม่ แล้วคงจะค่อยๆ จำได้เอง" ดาวได้ยินที่น้องสาวคนเล็กเอ่ยบอกก็ให้รู้สึกสงสารจับหัวใจ และไม่ลืมเอ่ยปลอบอีกฝ่ายออกไปให้วางใจ เมื่อกลับไปถึงเรือนได้เจอผู้คนที่คุ้นเคยก็คงจะจำเื่ราวได้เอง แต่ถึงจำไม่ได้ก็ไม่เป็กระไร ทุกคนในครอบครัวต่างรักและเอ็นดูน้องสาวคนนี้ยิ่งนัก
"เ้าค่ะ" จันทร์เอ่ยตอบรับกลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เหมือนกับว่าเธอเป็น้องสาวของทั้งสองคนจริงๆ ทั้งๆ ที่เธอรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่ แต่ถ้ามองที่หน้าตาแล้วทั้งสองคนก็มีหน้าตาเหมือนกับพี่ชายและพี่สาวของเธอไม่มีผิดเพี้ยน จึงแอบคาดหวังว่าคุณพ่อ คุณแม่ ที่อยู่ที่นี่ ก็น่าจะมีหน้าตาเหมือนกับบิดามารดาของเธออีกด้วย
"ข้าขอบพระคุณคุณลุง คุณป้ามากหนาขอรับที่ช่วยน้องสาวของข้าเอาไว้ แล้วยังอุตส่าห์ยอมส่งคนไปแจ้งความไว้อีก ไม่เยี่ยงนั้นพวกเราก็คงมิรู้ว่าจะต้องไปตามหาที่ใดแล้ว" เมฆหันไปยกมือไหว้ชายชราและหญิงชราที่น่าจะเป็เ้าของเรือน ที่อีกฝ่ายให้ความช่วยเหลือน้องสาวของเขาเอาไว้ และน่าจะดูแลเป็อย่างดี เพราะใบหน้าของน้องสาวดูแล้วว่าการอยู่ที่นี่น่าจะมีความสุขดี
"มิเป็กระไรดอกหนาออเ้า เห็นคนเดือดร้อนมาช่วยกระไรได้ก็ช่วยกันไป" ตาชัยเอ่ยตอบชายหนุ่มกลับไป ด้วยว่าเห็นคนเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือแบบนี้ จะไม่ใส่ใจช่วยเหลือก็มิใช่วิสัยของพวกตน อีกอย่างแค่แม่หญิงตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวพวกตนก็มิได้ลำบากกระไร และดูท่าแล้วเมียของเขาก็ชื่นชอบแม่หญิงผู้นี้อยู่ไม่น้อยทีเดียว
"ถ้าอย่างนั้นพวกข้าคงต้องขอตัวลากลับก่อน ด้วยคุณพ่อคุณแม่ท่านเองก็ร้อนใจนัก ร่ำๆ ว่าจะตามมาด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะคุณพ่อท่านติดงานคงมาด้วยกันแล้ว" เมฆเอ่ยขอตัวกับอีกฝ่าย ด้วยทางบิดามารดาของเขาเองก็ร้อนใจเื่น้องสาวเช่นกัน ยิ่งมารดาถึงกับร้องไห้อยู่หลายวัน จนได้ข่าวว่าเจอน้องสาวแล้วนั่นแหละถึงได้หยุดร้องไห้ได้ และวันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะบิดาต้องเข้าไปรายงานตัวในวังหลวง คงได้ติดตามมาด้วยกันทั้งหมดแล้ว
"เช่นนั้นก็ไปเถอะ แม่หญิงจันถ้ามีเวลาว่างก็แวะมาเยี่ยมข้าบางหนา" นางปริกเองก็เห็นด้วย และไม่ลืมเอ่ยบอกแม่หญิงที่ตนเองเมตตาว่าให้กลับมาเยี่ยมเยียนกันบ้าง ตลอดเวลาที่อีกฝ่ายมาอยู่ด้วยนางคลายเหงาไปได้มากโขอยู่ และนิสัยชอบเรียนรู้ก็ทำให้นางเอ็นดูอีกฝ่ายยิ่งนัก
"เ้าค่ะ ยายปริก ถ้าข้ามีเวลาว่างจะมาช่วยเก็บผลไม้อีกนะเ้าค่ะ" จันทร์เอ่ยรับคำยายปริก และไม่ลืมเอ่ยหยอกล้ออีกฝ่ายกลับไปด้วย เพราะหลายวันมานี้เธอได้ช่วยงานยายปริกอยู่หลายอย่างเลย
"ได้ๆ เดินทางปลอดภัยบุญรักษานะแม่" นางปริกเอ่ยอวยพรหญิงสาวที่นางรักใคร่ไม่ต่างจากลูกหลาน ทั้งๆ ที่เพิ่งอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ด้วยนิสัยที่ไม่ถือตัว ขยันช่วยงานถึงแม้จะทำไม่เป็ก็ยินดีที่จะเรียนรู้ ทำให้ใครเห็นก็รักใคร่เอ็นดู
"ข้าลาเ้าค่ะ รักษาตัวด้วยนะเ้าคะ" จันทร์เอ่ยลาพร้อมกับยกมือไหว้เหล่าคนที่มายืนส่งตนที่ท่าน้ำ และลงเรือด้วยความช่วยเหลือของบ่าวหญิงคนหนึ่ง
เมื่อเรือพายออกจากท่าจันทร์ยังคงมองเหล่าคนที่มาส่งตนเองจนลับสายตา ถึงได้กลับมาสนใจคนที่นั่งเรือมาด้วยกัน ซึ่งก็คือหญิงสาวที่มีใบหน้าและชื่อเหมือนพี่สาวคนรองของเธอนั่นเอง และบนเรือยังมีหญิงสาวอีกสองคนที่มองเธอด้วยสายตาเคารพและรักใคร่
"ว่ากระไรแม่จัน จำกระไรได้บ้างรึไม่เล่า" แม่หญิงดาวเอ่ยถามน้องสาว หลังจากที่เห็นอีกฝ่ายกำลังมองพิจารณาใบหน้าของบ่าวหญิงที่อยู่บนเรือด้วยกัน
"ไม่เลยเ้าค่ะ นอกจากชื่อของข้า และชื่อของพี่ๆ แล้วก็จำกระไรไม่ได้อีกเลย" จันทร์ละสายตาจากหญิงสาวทั้งสองคน แล้วส่ายหน้าให้พี่สาวพร้อมกับเอ่ยตอบกลับไป
"ถ้าเยี่ยงนั้น นางอินกับนางอ้นนี่เล่าจำได้รึไม่" ดาวเห็นว่าน้องสาวจำกระไรมิได้จริงๆ ก็ยังไม่ยอมแพ้ เอ่ยถามถึงบ่าวหญิงทั้งสองคนที่นั่งเรือมาด้วยกัน เผื่อว่าพอได้ยินชื่อแล้วจะจำได้
"จำไม่ได้เ้าค่ะ" จันทร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยตอบกลับไป ที่ต้องทำท่าทางนิ่งคิดเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายสงสัยว่าทำไมเธอถึงตอบกลับไปเร็วนัก อย่างน้อยก็ควรมีท่าทางขบคิดสักหน่อยเพื่อความสมจริง
"โถ่ คุณหนูของบ่าว" หญิงสาวหนึ่งในสองคนเอื้อมมือมาจับมือเธอเอาไว้อย่างทะนุถนอม พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากนั้นน้ำตาก็ไหลตามออกมา
"เอ้า ร้องไห้อีกแล้วรึนางอ้น คุณหนูหายก็ร้องไห้ เจอคุณหนูของเ้าแล้วก็ยังร้องไห้อีก" ดาวที่เห็นบ่าวของน้องสาวร้องไห้อีกแล้ว จึงอดเอ่ยด้วยความขบขันปนหน่ายใจไม่ได้ ั้แ่ตอนที่น้องสาวพลัดตกน้ำไปอีกฝ่ายก็เริ่มร้องห่มร้องไห้จนแทบจะะโน้ำตามลงไปด้วย จากนั้นก็นั่งร้องไห้อยู่ตลอดวัน ถ้าไม่นับมารดาก็มีนางอ้นนี่แหละที่ร้องไห้มากกว่าใคร
"ก็บ่าวสงสารคุณหนูจันนี่เ้าคะ ขวัญเอยขวัญมานะเ้าค่ะคุณหนูของบ่าว" นางอ้นเอ่ยตอบพี่สาวเ้านายด้วยเสียงสะอื้น พร้อมกับเอ่ยรับขวัญและยกมือขึ้นลูบแขนลูบขาเ้านายของตนเองไปด้วย
"นี่นางอ้น นั่นนางอิน เป็บ่าวคนสนิทของออเ้า ถ้ามีกระไรสงสัยก็เอ่ยถามกับพวกมันได้ บ่าวสองคนนี้อยู่กับเ้ามาั้แ่อายุได้ห้าขวบปีแล้ว" ดาวเห็นท่าทางบ่าวของน้องสาวก็ได้แต่ส่ายหน้า แต่พอมองเห็นหน้าตาสงสัยของน้องสาว จึงเอ่ยบอกให้น้องสาวได้เข้าใจเื่ราวไปด้วย
"ถ้าเยี่ยงนั้น ตอนนี้ข้ามีอายุเท่าใดแล้วรึเ้าคะคุณพี่ดาว" จันทร์พอรู้ว่าหญิงสาวทั้งสองเป็บ่าวรับใช้ของตนก็พยักหน้าว่ารับรู้ และเอ่ยถามถึงอายุของตนเองในตอนนี้ ถึงแม้เธอจะแน่ใจว่านี่คือร่างของเธอเอง แต่ก็พอรู้ว่ามันมีข้อแตกต่างบางอย่างจากร่างกายเดิมอยู่บ้าง และไม่ลืมลูบมือปลอบใจบ่าวทั้งสองที่คนหนึ่งยังร้องไห้ไม่หยุด กับอีกคนก็มีสีหน้าที่ใกล้จะร้องไห้ตามไปอีกคนอยู่รอมร่อ
**********
ไรต์ : เนื้อเื่ก็จะไปเรื่อยๆ นะคะ เน้นการใช้ชีวิตในยุคที่แตกต่าง ครอบครัวรักใคร่กันดี นางเอกเป็หญิงสาวแสนดี แต่ก็แอบเอาแต่ใจ และร้ายกาจบ้างตามปกติของคนทั่วไป ไม่ถึงกับเก่งกาจแต่ก็สามารถเอาตัวรอดได้