น้ำมันหมูเพียงไม่กี่ช้อนรวมกับเครื่องหอมก็สามารถขายได้เงินเป็กอบเป็กำเช่นนี้ อันเยว่กำลังจ้องเศษเงินเหล่านี้ รอเพียงหนึ่งวัน สบู่นี้จะต้องแพร่หลายไปทั่วฮวาตูอย่างแน่นอน
ต่อไปเกรงว่าอุปทานจะไม่พออุปสงค์ โดยเฉพาะครอบครัวใหญ่ และความ้าก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน
ยังมีสถานที่จำพวกหอคณิกาและโรงสุราด้วย อันเยว่ได้วาดแผนการค้าขายสบู่ไว้เรียบร้อย
“ฮูหยิน ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว”
“มาแล้ว”
อันเยว่เก็บเศษเงินลงในกระเป๋าเล็ก ๆ ที่พกติดตัว ยามที่รับประทานอาหารเที่ยงอยู่ที่ห้องโถง นางได้สังเกตอีกสี่คนที่เหลือ และพบว่าบรรยากาศดูเหมือนจะแอบเปลี่ยนไป
พวกเขายังคงดีเหมือนเดิมราวกับใส่กางเกงตัวเดียวกัน เพียงแต่ เจตนาร้ายที่พวกเขารักษาไว้ตลอดเวลาดูเหมือนจะน้อยลงมาก
“สถานการณ์ในวันนี้พวกเ้าก็เห็นแล้วนี่”
“แล้วอย่างไรเล่า?”
เซียวสิงเยี่ยนในฐานะพี่ใหญ่เงยหน้าขึ้นก่อนแล้วขานรับด้วยน้ำเสียงไม่แยแส
“เื่ที่ข้าก่อขึ้นเมื่อปีก่อน ๆ ทำให้ตระกูลอันต้องขายเรือนหลังใหญ่และเปลี่ยนเป็เรือนหลังเล็ก จนถึงยามนี้ไม่มีแม้กระทั่งเงินเลี้ยงดูครอบครัว ถึงเวลาควรเปลี่ยนสถานการณ์ปัจจุบันได้แล้ว พวกเ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่นางรอคอยกลับเป็เสียงหัวเราะเยาะ
“โดยอาศัยสบู่ของเ้า?”
“นี่เป็แค่ก้าวแรก ไม่สามารถทุบตีใครสักคนให้ตายด้วยไม้พลองท่อนเดียวหรอกจริงไหม เงินไม่สามารถใช้หมดในชั่วข้ามคืน กำไรก็ไม่สามารถหาได้ภายในวันเดียวเช่นกัน”
“หรือไม่ใช่เ้าที่นำบ้านหลังใหญ่ไปชดใช้ที่โรงบ่อน?”
เสียงตบหน้าดังมาจากที่ใดกัน?
อันเยว่ยิ้มอย่างกระดาก เป็นางจริง ๆ ที่ผลาญทรัพย์สินครอบครัวจนหมดภายในคืนเดียว
“แต่ก็ไม่สามารถถือเป็ปลาที่ว่าง ได้เช่นกันจริงไหม? สถานการณ์ในวันนี้พวกเ้าก็เห็นแล้วว่ามันเป็ไปได้”
เซียวสิงเยี่ยนหัวเราะเยาะสองทีอย่างไม่แยแส หยูยวนใช้แขนยันศีรษะด้วยใบหน้ายิ้มแย้มราวกับเห็นส่วนที่สามารถรีดคั้นออกมาได้จากบนตัวอันเยว่ ส่วนซูจือฉือไม่มีประสบการณ์เื่ค้าขายเลย เขาเพียงมองคนอื่นอยู่เงียบ ๆ ทว่ากลับเป็กู่หยางที่พยักหน้าเห็นด้วยในยามนี้
“กู่หยาง เ้าคิดว่ามันเป็ไปได้จริงหรือ?”
เซียวสิงเยี่ยนตกตะลึง ั้แ่ไหนแต่ไรมาในบรรดาพวกเขาสี่คน กู่หยางเป็คนที่เกลียดชังอันเยว่มากที่สุด และไม่เต็มใจจะพูดคุยกับอันเยว่เลย
ยามนี้เขากลับยืนอยู่ฝั่งนาง จึงค่อนข้างคาดไม่ถึงจริง ๆ
“เป็ไปได้”
เพียงสามคำก็ถือว่าเป็เกียรติของอันเยว่แล้ว การที่มีคนสนับสนุนก็ได้ผลคุ้มค่าเช่นกัน
“พวกเ้าก็รู้ว่าหากแค่อาศัยกำลังของข้าคนเดียว เกรงว่าจะไม่ง่าย ฉะนั้น ช่วยหน่อยได้ไหม?”
“ได้คืบจะเอาศอก!”
ใบหน้าของเซียวสิงเยี่ยนดำทะมึนทันที เมื่อเห็นเขากำลังจะวางชามกับตะเกียบ อันเยว่ไหนเลยจะปล่อยให้เขาทำเช่นนั้น จึงรีบนั่งตัวตรง
“ข้าจะจ่ายค่าแรงให้!”
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายยังคงผิดปกติ อันเยว่จึงกระแอมไอแล้วเอ่ยต่อ “สถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลอัน ทุกคนล้วนเข้าใจดี เื่อาศัยสมุนไพรและเทียบยาบางอย่างของหยูยวนเพียงคนเดียวเพื่อหาเงิน หากถูกคนเจตนาไม่ดีนำไปวิพากษ์วิจารณ์ การเป็หมอผิดกฎหมายก็เป็โทษร้ายแรงเช่นกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่เราจะได้สามารถมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่? แม้จะต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อได้กำไรก็จะแบ่งให้ทุกคน นี่เป็การได้ประโยชน์ทุกฝ่ายจริงไหม?”
เมื่อเห็นสีหน้าของบุรุษทั้งสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยกเว้นกู่หยางที่กำลังตั้งใจรับประทานอาหารจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา นางก็รู้สึกว่าตัวเองมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
มีใครที่ใช้เงินแก้ปัญหาไม่ได้บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังได้เปรียบเื่ที่บุรุษของราชวงศ์ต้าโจวไม่สามารถโผล่หน้าออกมาให้เป็ที่พบเห็น เดิมทีการที่บุรุษเป็หมอก็เป็สิ่งที่โดนคนดูถูกอยู่แล้ว
ยามนี้ นิ้วที่เรียวยาว ขาวสะอาดและตรงของหยูยวนเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ “งานไม่หนักนะ”
“ไม่มีปัญหา เหมือนเดิม เ้าออกเครื่องหอมและรับผิดชอบบรรจุห่อ ส่วนข้าจ่ายค่าเครื่องหอมให้เ้า”
หยูยวนพยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มพึงพอใจอย่างยิ่งของเขาทำให้อันเยว่โล่งอก ความ้าของบุรุษผู้นี้มันช่างมากจริง ๆ
แต่ยามนี้นางต้องขอความช่วยเหลือผู้อื่น จึงไม่มีทางเลือกเช่นกัน นอกจากอดทนและอดทน
“ค่อยว่ากันอีกที”
เมื่อเซียวสิงเยี่ยนอ้าปาก เื่นี้ก็ถือได้ว่าถูกกำหนดแล้ว
ขอเพียงเขาไม่ปฏิเสธ เช่นนั้นก็มีความหวัง
ระหว่างที่รับประทานอาหาร เสียงเคาะประตูด้วยความร้อนรนก็ดังขึ้น อันเยว่ค่อนข้างประหลาดใจ ด้วยวิถีชีวิตเมื่อก่อน นางไม่มีสหายที่ไหน บุรุษในบ้านก็ไม่เคยโผล่หน้าออกมาให้เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแขกที่จะมาเยี่ยมเยียน
“หึ”
แค่เสียงฮึดอย่างเ็าของเซียวสิงเยี่ยน อันเยว่ก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นและครุ่นคิดว่าคนที่มาคงเกี่ยวข้องกับนางเป็แน่
“ข้าไป ข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ”
การก้มศีรษะชั่วคราวในยามนี้ก็เพื่อแลกกับการได้หน้าเชิดอกผายในวันหน้า และหย่าสามีออกไปจากบ้านอย่างถูกหลักทำนองคลองธรรม!
ปล่อยให้พวกเขากำเริบเสิบสานไปก่อน บุรุษที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัวและข่มเหงนางทุกทาง แม้แต่กินข้าวก็ยังต้องสังเกตสีหน้า พวกเ้ารอข้าก่อนเถอะ!
อันเยว่เดินไปถึงประตูทางเข้า ยามนี้ข้างนอกนางไม่เพียงมีเพื่อนกเฬวรากซึ่งยังไม่ได้ตัดขาดกัน ยังมีศัตรูคนหนึ่งด้วย นั่นก็คือชุยต้าเหนียน ฉะนั้น นางจึงต้องระมัดระวังสักหน่อย
“ใครหรือ?”
“อันเยว่ ข้าเอง หลิวฟาง”
หลิวฟางหรือ?
อันเยว่เร่งค้นหาชื่อของบุคคลนี้ในสมอง คนผู้นี้เป็สหายที่โตมาด้วยกันกับอันเยว่ ซึ่งไม่ถือว่าเป็เพื่อนกเฬวราก
นางเป็บุตรีคนรองในครอบครัว ทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูลก็เวียนมาไม่ถึงนางเช่นกัน อย่างมากก็แค่ให้หน้าร้านแก่นางสองแห่ง กล่าวสรุปง่าย ๆ ว่านางก็กินดื่มเที่ยวเล่นเช่นกัน แต่กลับเป็สตรีคนหนึ่งที่เพียบพร้อมเื่ทัศนคติสามประการ
หลังจากที่ตระกูลอันหมดอำนาจ นางเองก็เคยให้ความช่วยเหลือด้านเงินทองแก่อันเยว่สองสามครั้ง ยังดีที่เ้าของร่างเดิมผู้นี้ไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กับนาง ถือว่าได้ทำเื่ของมนุษย์อยู่บ้าง
“เสี่ยวฟาง รีบเข้ามานั่งเร็ว”
ทันทีที่อันเยว่เปิดประตู สตรีข้างนอกก็ชะงักเล็กน้อย หนำซ้ำยังถอยหลังไปสองก้าวแล้วเหลือบมองแผ่นป้ายซึ่งแขวนอยู่ที่ประตู พลางคิดว่าไม่ได้มาผิดบ้านนี่นา
“นี่จวนอันไม่ใช่หรือ?”
“พูดอะไรโง่ ๆ ข้าอันเยว่”
อันเยว่ดึงอีกฝ่ายเข้ามา และมองซ้ายมองขวาที่นอกประตู ก็เห็นเงาน่าสงสัยสองเงาจริง ๆ นางจึงรีบปิดประตู
“อย่าล้อเล่นน่ะ ข้ากับอันเยว่สนิทกันั้แ่เด็ก แม้ข้าจะไปจากฮวาตูเพียงสองเดือนเศษ แต่เ้าหลอกข้าไม่สำเร็จหรอก เ้า…”
“ข้าคืออันเยว่จริง ๆ ก็แค่…” อันเยว่รู้สึกกระดากใจจริง ๆ “อาบน้ำแล้ว”
หลิวฟางกระชากแขนอันเยว่แล้วรูดแขนเสื้ออันเยว่ขึ้น เมื่อเห็นไฝสีแดงขนาดเท่าเมล็ดงาบนแขน ใบหน้าของนางเปลี่ยนจากความสงสัยเป็ความตกตะลึง จากนั้นเป็ความประหลาดใจและความหวาดกลัว สุดท้ายนางก็กระทืบเท้าอย่างร้อนใจ
“ข้าบอกเ้าั้แ่แรกแล้วว่าอาบน้ำให้สะอาด ดูเ้าสิ กว่าจะดูเป็ผู้เป็คนได้ก็เอาป่านนี้!”
“พูดอะไรน่ะ”
อันเยว่ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ นางรีบเชิญหลิวฟางเข้าไปนั่งในลานกว้างหน้าเรือน
“สองเดือนนี้เ้าสบายดีไหม?”
“ไม่ดี ไม่ดีเลย ท่านแม่เรียกข้าไปที่เมืองฝานเพื่อให้ข้าดูแลร้านสองแห่ง แต่ผลที่ได้…”
หลิวฟางกล่าวถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจยาว แล้วส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “ตอนนี้ปิดกิจการไปแล้ว”
อันเยว่รู้มานานแล้วว่าหลิวฟางเป็คนที่ไม่เหมาะทำการค้า นางได้รับการเอาใจใส่ั้แ่เด็ก และไม่เคยมีอาจารย์หญิงสอนนางเื่ค้าขาย แต่นางเชี่ยวชาญเื่กินดื่มเที่ยวเล่น การค้ามาอยู่ในมือนางและสามารถยืนหยัดได้เป็เวลาสองเดือน ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์แล้วว่าตระกูลหลิวมีทรัพย์สินในบ้านมั่นคง
“นี่…”
อันเยว่ไม่รู้ว่าควรปลอบใจอีกฝ่ายอย่างไร คงไม่สามารถบอกให้นางทำใจให้กว้าง ถึงอย่างไรก็เป็ร้านตั้งสองแห่ง
“เมื่อข้ามาถึงฮวาตูก็ตรงมาหาเ้าเลย หากกลับบ้านไป เกรงว่าท่านแม่ต้องทุบตีจนขาข้าหักแน่ ๆ”
เมื่อเห็นหลิวฟางเอามือปิดหน้าและถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ดวงตาของอันเยว่พลันเป็ประกาย นางจับแขนหลิวฟางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วกล่าวทีละคำ “มีเื่ที่ทำกำไรได้ เ้าจะทำหรือไม่?”
หลิวฟางชะงักเล็กน้อย จากนั้นเอื้อมมือไปคลำหน้าผากอันเยว่ สลับกับคลำหน้าผากของตัวเองด้วยความประหลาดใจ
“ก็ไม่ได้ป่วยไข้ นี่เ้าพูดเหลวไหลอะไร?”