กำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess)

    ตอนที่73:นางมาร

    ไอสังหารอันเย็นเยียบและรุนแรงแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ! ณิชารับรู้ได้ถึงพลังกดดันที่เหนือกว่าอคิรัสและเมเดียนอย่างเทียบไม่ติด


      ร่างสูงสง่าในชุดนักเรียนสีดำสนิทของ อิกนิส บาซิลลัส ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น เรือนผมสีแดงเพลิงของเขาราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง 


    ดวงตาสีแดงก่ำดุจโลหิตจ้องมองมาที่ณิชาอย่างพินิจพิจารณา แต่ก็แฝงไว้ด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะอบอุ่นและเป็นมิตร


    "ดูเหมือนจะเกิดความเข้าใจผิดกันเล็กน้อยกระมัง" 


    น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่สุภาพของ อิกนิส บาซิลลัส ดังขึ้น ทำลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง 


    "ข้าคืออิกนิส บาซิลลัส ต้องขออภัยแทนคนของข้าด้วย หากพวกเขาได้ล่วงเกินแม่นางณิชาไป"


    ‘นังเด็กนี่...มีดีกว่าที่คิดไว้จริงๆ’ อิกนิสคิดในใจขณะมองณิชา 


    ‘พลังเมื่อครู่ไม่ธรรมดาเลย ทั้งยังกล้าลงมือกับคนของข้าถึงเพียงนี้...น่าสนใจยิ่งนัก’


    อคิรัสและเมเดียนเมื่อเห็นการมาถึงของอิกนิส ก็รีบวิ่งเข้าไปหา แต่ก็ถูกสายตาปรามของอิกนิสหยุดไว้ 


    "ท่านพี่อิกนิส! นาง...นางทำร้ายคนของเรานะขอรับ!" อคิรัสพยายามจะฟ้อง


    อิกนิส บาซิลลัสปรายตามองลูกสมุนที่นอนบาดเจ็บอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มสุภาพให้ณิชา 


    "เรื่องนี้คงต้องมีการไต่สวนกันอีกครั้ง แต่ในเบื้องต้น ข้าต้องขออภัยในความวุ่นวายที่เกิดขึ้น พวกน้องๆ ของข้ายังเด็กและคึกคะนองนัก อาจจะกระทำการอันใดที่ไม่เหมาะสมลงไปโดยมิได้ตั้งใจ"


    เขาก้าวเข้ามาใกล้ณิชาอีกเล็กน้อย กลิ่นอายที่เคยดูอันตรายเมื่อครู่ถูกเก็บงำไว้จนหมดสิ้น เหลือเพียงท่าทีของสุภาพบุรุษผู้มีการศึกษา 


    "ข้าได้ยินกิตติศัพท์ความงามและความสามารถของแม่นางณิชามาบ้างแล้ว ไม่คิดว่าจะได้พบกันในสถานการณ์เช่นนี้"


    'หึ...เปลี่ยนหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีกนะ' ณิชาคิดในใจอย่างดูแคลน แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย 


    'ถ้าข้าแสดงท่าทีแข็งกร้าวตอบโต้ไปตอนนี้ คงจะเข้าทางมันเป็นแน่ มันจงใจทำตัวเป็นสุภาพบุรุษเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้าคนอื่นๆ ที่อาจจะแอบมองอยู่แถวนี้ และถ้าข้าตอบโต้ด้วยความรุนแรง ข้าจะกลายเป็นฝ่ายผิดในทันที ดูท่า...ลูกเจ้าเมืองคนนี้จะไม่ได้โง่อย่างที่คิดไว้เสียแล้ว'


    "เรื่องเล็กน้อยเพคะ ท่านอิกนิส" 


    ณิชาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะฟังดูนุ่มนวลและไม่ถือสา แต่ในใจกลับบ่นอุบอิบ 


    'ถ้าเจ้าเล่นบทสุภาพบุรุษแบบนี้ ข้าก็ไม่สะดวกใจที่จะสั่งสอนพวกมันให้หนักกว่านี้สิ แถมยังจะทำให้ข้าดูเป็นคนใจร้ายในสายตาคนอื่นอีก น่ารำคาญชะมัด!'


    "เพื่อเป็นการไถ่โทษในความผิดพลาดของคนของข้า" อิกนิสกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจ


     'นางเด็กนี่ก็ไม่เบา อ่านสถานการณ์ได้เฉียบขาดนัก ดูท่าคงจะสั่งสอนพวกอคิรัสไปพอสมควรแล้ว' 


    "ข้าใคร่ขอเชิญแม่นางณิชามาร่วมรับประทานอาหารที่คฤหาสน์ของตระกูลบาซิลลัสในเย็นวันนี้ ไม่ทราบว่าแม่นางจะพอมีเวลาว่างให้เกียรติข้าได้หรือไม่? ถือเป็นการทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ และข้าจะได้มีโอกาสกล่าวคำขอโทษอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง"


    'เชิญไปกินข้าวรึ? หวังจะใช้โอกาสนี้ทำอะไรข้ากันแน่' ณิชาครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว 'แต่ถ้าปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ก็อาจจะดูเป็นการหักหน้าจนเกินไป และอาจจะสร้างศัตรูเพิ่มโดยไม่จำเป็น'


    "ขอบพระคุณสำหรับคำเชิญเจ้าค่ะท่านอิกนิส" ณิชาตอบอย่างสุภาพตามแบบฉบับที่เคยร่ำเรียนมา


     "แต่ข้าเกรงว่าวันนี้คงจะไม่สะดวกนัก ด้วยมีภารกิจบางอย่างที่ต้องไปจัดการต่อ รวมถึงการทดสอบที่หอคอยธาตุที่ยังไม่ได้เข้าร่วม หากมีโอกาสในภายหน้า ข้าคงจะได้ตอบรับคำเชิญของท่าน" นางปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่ก็ชัดเจน ก่อนจะขอตัวจากไป


    อิกนิส บาซิลลัสมองตามร่างของณิชาที่เดินจากไปจนลับสายตา รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันชั่วร้ายและเต็มไปด้วยความพึงพอใจ 


    'หึ...สตรีเช่นนี้...น่าสนใจยิ่งนัก ทั้งงดงาม ทั้งแข็งแกร่ง และยังรู้จักใช้สมองในการปฏิเสธอย่างมีชั้นเชิง...ข้าถูกใจเจ้าแล้ว...ณิชา หอคอยธาตุงั้นรึ? น่าสนุกดีนี่'


    "ท่านพี่อิกนิส! เหตุใดจึงปล่อยนางไปง่ายดายเช่นนั้นเล่าขอรับ! ของดีเช่นนั้น..." อคิรัสเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจระคนเสียดาย


    "ใครว่าข้าปล่อยนางไปล่ะ?" อิกนิสหัวเราะในลำคอ 


    "ที่นี่มันโรงเรียนสหเวทย์ หูตาของพวกอาจารย์และตระกูลอื่นเยอะแยะไปหมด หากข้าทำอะไรโจ่งแจ้งเกินไป มันจะกระทบต่อชื่อเสียงของข้าและตระกูลบาซิลลัสได้ โดยเฉพาะกับผู้อำนวยการโรงเรียนจอมเจ้าเล่ห์นั่น...ท่านพ่อของข้ายังจำเป็นต้องผูกมิตรกับมันในระดับหนึ่งอยู่"


    "แต่ท่านเป็นถึงลูกเจ้าเมือง และยังเป็นนักเรียนอันดับหนึ่งเชียวนะขอรับ! จำเป็นต้องสนใจสายตาคนอื่นด้วยหรือ?" เมเดียนถามอย่างสงสัย


    "คนอื่นข้าคงไม่จำเป็นต้องสนใจเท่าใดนัก" อิกนิสตอบด้วยแววตาเย็นชา 


    "แต่การ 'ประลองไต่ระดับเมือง' ที่กำลังจะมาถึงนี่สิ...สำคัญยิ่งกว่า ข้าต้องการให้โรงเรียนสหเวทย์แห่งนี้พึ่งพาพลังของข้า เมื่อถึงวันนั้น...ต่อให้ข้าจะทำอะไรกับนังเด็กนั่น...ก็คงไม่มีใครกล้าพูดอะไร ฮ่าๆๆๆ!"


    เมื่อณิชาเดินมาถึงบริเวณหอพักหญิงของโรงเรียนสหเวทย์ นางก็อดที่จะทึ่งในความโอ่อ่าและเป็นสัดส่วนของมันไม่ได้ นางตรงไปยังห้องพักที่มีป้ายชื่อ "ดารา นันทกุล" แขวนอยู่


    "เหตุใดเจ้าจึงพักอยู่ห้องเดี่ยวเล่า ดารา? มิได้อยู่รวมกับพี่น้องหรือคนในตระกูลของเจ้าหรอกรึ?" 


    ณิชาเอ่ยถามขึ้นทันทีที่ดาราเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าตกใจระคนหวาดหวั่น เพราะนางจำได้ว่าตระกูลนันทกุลก็เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเขตสยาม การที่ดาราซึ่งเป็นคุณหนูคนหนึ่งในตระกูล กลับต้องมาพักห้องเดี่ยวเช่นนี้ ดูจะผิดปกติอยู่บ้าง


    ดารา นันทกุล สะดุ้งเล็กน้อยกับคำถามที่ไม่คาดคิด นางก้มหน้าลง หลบสายตาของณิชา 


    "เอ่อ...คือ...ข้า...ข้าไม่ค่อยจะลงรอยกับพวกพี่น้องคนอื่นๆ เท่าใดนักเจ้าค่ะ ท่านณิชา" 


    นางตอบเสียงอ่อย ความขมขื่นและน้อยเนื้อต่ำใจฉายชัดในแววตาของนางเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบเก็บงำมันไว้อย่างมิดชิด


    'อ้อ...เป็นเช่นนี้นี่เอง' ณิชาพยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจ 


    'ปัญหาครอบครัวภายในตระกูลใหญ่...มันก็คงจะซับซ้อนไม่ต่างกันนักสินะ'


    "ทะ...ท่านณิชา...มีธุระอันใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือเจ้าคะ?" ดาราเปลี่ยนเรื่อง รีบถามถึงจุดประสงค์ที่ณิชามาหา


    "ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าช่วยสักหน่อย" ณิชากล่าวเสียงเรียบ 


    "ทีมของข้ายังขาดคนในสายอาชีพช่างเวทย์และช่างก่อสร้างอยู่ ข้าเห็นว่าเจ้าเองก็ยังไม่ได้สังกัดทีมใดเป็นหลักแหล่ง"


    ดาราหน้าซีด "ทะ...ท่านณิชาหมายความว่า..."


    "ข้าให้เจ้าเลือก" ณิชากระซิบ 


    "ระหว่างการเป็น 'ช่างเวทย์' กับ 'ช่างก่อสร้าง'...เจ้าจะเลือกสิ่งใด?"


    'ให้ข้า คุณหนูดารา ไปเป็นช่างก่อสร้างตากแดดตากลม...ข้ายอมตายเสียดีกว่า!' ดาราคิดอย่างอัปยศ 


    "ข้า...ข้าเลือก...ข้าเลือกเป็นช่างเวทย์เจ้าค่ะ!"


    "ดีมาก" ณิชายิ้ม 


    "ต่อไปนี้เจ้าจงติดตามข้าตลอดเวลา เข้าใจหรือไม่?"


    "เจ้าค่ะ! ท่านณิชา!" ดารารู้สึกดีใจอย่างประหลาดที่ได้อยู่ภายใต้ "การคุ้มครอง" ของสตรีผู้นี้ 


    "ข้าขอตัวไปทำเรื่องย้ายหอพักสักครู่นะเจ้าคะ แล้วจะรีบตามไปสมทบกับท่านทันที"


    ณิชาพยักหน้ารับ "เช่นนั้นข้าจะไปรอเจ้าที่หอคอยธาตุ อย่าให้ข้ารอนานนักล่ะ"


    [ณ หอคอยธาตุ]


    ณิชาและสหายทั้งสาม รวมถึงดาราที่ตามมาสมทบด้วยท่าทีที่ เต็มใจ มากขึ้น ก็มายืนอยู่หน้าหอคอยธาตุ สถานที่ที่นักเรียนใหม่ทุกคนจะต้องมาทดสอบเพื่อค้นหาธาตุพลังที่แท้จริงของตนเอง 


    บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่คึกคักและจอแจไปด้วยเสียงพูดคุยของเหล่านักเรียนใหม่ที่กำลังรอคอยการทดสอบด้วยความตื่นเต้น


    ใจกลางห้องโถงใหญ่ของหอคอยธาตุ มี "ศิลาชี้นำ" ขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน มันคือศิลาโบราณสีดำสนิท ส่องประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับล้านดวงบรรจุอยู่ภายใน 


    อาจารย์ผู้ดูแลอธิบายว่า 


    "ศิลาชี้นำนี้จะแสดงระดับพลังธาตุของพวกเจ้าด้วยจุดแสง 5 จุด ยิ่งจุดแสงสว่างมากเท่าไหร่ พลังธาตุแฝงของพวกเจ้าก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น เอาล่ะ เริ่มการทดสอบได้!"


    นักเรียนคนแล้วคนเล่าเดินเข้าไปสัมผัสศิลา แสงสีต่างๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับจุดแสงตั้งแต่หนึ่งถึงสามจุด ส่วนใหญ่จะได้ธาตุพื้นฐาน (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่ระดับพลังสองถึงสามจุด ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวสำหรับนักเรียนใหม่


    รุจีเมื่อสัมผัส แสงสีแดงเพลิงก็ลุกโชนสว่างจ้า พร้อมกับจุดแสงสว่างวาบขึ้นถึง สี่จุดครึ่ง! 


    "โอ้! ธาตุไฟบริสุทธิ์ ระดับสี่จุดครึ่ง! พรสวรรค์ยอดเยี่ยมมาก!" อาจารย์ผู้ดูแลร้องชมอย่างตื่นเต้น นักเรียนคนอื่นๆ ต่างมองมาที่รุจีด้วยความทึ่งและอิจฉา


    มารินสัมผัส แสงสีฟ้าครามก็เปล่งประกายอ่อนโยน จุดแสงสว่างขึ้น สี่จุด! "ธาตุน้ำที่นิ่งสงบและลึกล้ำ ระดับสี่จุด! ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!"


    ดารานั้นได้ธาตุพฤกษา ระดับ สามจุดครึ่ง ซึ่งทำให้นางดูจะพอใจอยู่บ้างและโล่งอกที่ไม่ด้อยไปกว่าคนอื่นนัก


    เมื่อถึงคิวของเชียร์ร่า นางเดินเข้าไปสัมผัสศิลาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทันใดนั้น! แสงสีทองอร่ามเจิดจ้าก็พลันสาดส่องออกมาจากศิลาชี้นำ! พร้อมกับจุดแสงที่สว่างวาบขึ้นทีละจุด...หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...และ... ห้าจุดเต็ม!!!


    "ธะ...ธาตุแสง! ระดับห้าจุดเต็ม!" อาจารย์ผู้ดูแลอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงสุดขีด! เสียงของเขาสั่นเครือ 


    "ไม่เคย...ไม่เคยมีใครในประวัติศาสตร์ของสาขาเราที่ปลุกธาตุแสงได้ถึงระดับห้าจุดเต็มเช่นนี้!"


     เหล่านักเรียนคนอื่นๆ ต่างพากันฮือฮาจนห้องโถงแทบแตก! เสียงอื้ออึงดังไปทั่ว! 


    "ธาตุแสง! แถมยังห้าจุดเต็ม! นี่มันอัจฉริยะชัดๆ!" 


    "ไม่น่าเชื่อ! ปีนี้มีคนได้ธาตุแสงด้วยรึ!"


    ในที่สุดก็ถึงคิวของณิชา นางเดินเข้าไปสัมผัสศิลาชี้นำอย่างใจเย็น ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมาอย่างคาดหวังและอยากรู้อยากเห็น ทันทีที่ปลายนิ้วของนางแตะลงบนผิวศิลา!


    วูมมมมมม!!!


    แสงสีทองอร่ามเจิดจ้าจนแสบตาก็พลันระเบิดออกมาจากศิลาอีกครั้ง! สว่างไสวเจิดจ้ายิ่งกว่าของเชียร์ร่าเสียอีก! และจุดแสงก็สว่างวาบขึ้นอย่างรวดเร็ว...หนึ่ง...สอง...สาม...สี่... ห้าจุดเต็ม!!!


    "ธาตุแสงอีกคน! แถมยังห้าจุดเต็มเหมือนกัน!" อาจารย์ผู้ดูแลแทบจะล้มทั้งยืน! 


    "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ธิดาศักดิ์สิทธิ์ถึงสองคนในรุ่นเดียว! แถมยังมาจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งคู่!" เหล่านักเรียนคนอื่นๆ ต่างพากันอ้าปากค้างยิ่งกว่าเดิม เสียงฮือฮาดังกระหึ่มจนกลบเสียงอื่นใดทั้งหมด!


    แต่แล้ว! ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่ออยู่นั้น! แสงสีทองจากศิลาที่ณิชาสัมผัสอยู่ก็พลันหม่นลงอย่างรวดเร็ว! ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็น...แสงสีดำทมิฬ! มืดมิดสนิทราวกับรัตติกาลอันไร้ที่สิ้นสุด! 


    ไอพลังอันเย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากศิลา! กดดันจนทุกคนรู้สึกหายใจติดขัด! และจุดแสงสีดำก็สว่างวาบขึ้น...หนึ่ง...สอง...สาม...สี่... ห้าจุดเต็ม!!!


    "อะ...อะไรกัน!?" อาจารย์ผู้ดูแลผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัว 


    "ธะ...ธาตุมืด! ระดับห้าจุดเต็มอีกแล้วรึ! เป็นไปได้อย่างไร! ศิลามัน...มันเสียแล้วแน่ๆ!" 


    เขาไม่เคยพบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต! ธาตุแสงและธาตุมืดที่บริสุทธิ์และทรงพลังถึงขีดสุด ปรากฏขึ้นในคนๆ เดียวกัน!


    "แต่...แต่มันมีแค่ก้อนเดียวนี่นา" อาจารย์อีกท่านพึมพำอย่างสิ้นหวัง


    อาจารย์ผู้ดูแลคนแรกพยายามตั้งสติ 


    "เอ่อ...แม่นางณิชา...เนื่องจากศิลาชี้นำอาจจะเกิดความผิดพลาด...และที่โรงเรียนของเราก็มิได้มีวิหารสำหรับฝึกฝนธาตุแสงหรือธาตุมืดโดยเฉพาะ...ข้าคงต้องให้เจ้า...เลือกเข้าสังกัดวิหารธาตุอื่นตามที่เจ้าต้องการก็แล้วกัน" 


    เขาตัดสินใจปัดปัญหาไปอย่างนั้น เพราะไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นนี้อย่างไรดี


    เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นระงมไปทั่วห้องโถง! จากความชื่นชมในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงและหวาดกลัว!


    "นาง...นางมีทั้งธาตุแสงและธาตุมืด! แถมยังห้าจุดเต็มทั้งคู่!"


     "เป็นไปไม่ได้! นั่นมันพลังของเทพเจ้ากับปีศาจรวมอยู่ในคนเดียวกันชัดๆ!" 


    "ข้าว่าแล้ว...เจ้าสาวสีเลือด...นางต้องไม่ธรรมดา! หรือว่านางจะเป็น...นางมารกลับชาติมาเกิดจริงๆ!" 


    "น่ากลัวเกินไปแล้ว! พวกเราอย่าไปยุ่งกับนางเลยดีกว่า!"


    ในกลุ่มศิษย์ของผู้อาวุโสสาธิตา สินีถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม 


    "ทะ...ท่านพี่โชติกา...นาง...นางเป็นตัวอะไรกันแน่!?" โชติกาเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด 


    "ข้า...ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ...นางอันตรายเกินไปแล้ว"


    ส่วนกลุ่มของอคิรัสและเมเดียนที่แอบมองอยู่ห่างๆ อย่างเย้ยหยัน 


    "เห้อ…ศิลาคงเสียไปแล้ว..นางคงไม่คิดว่าได้สองธาตุจริงๆหรอกนะ!?" อคิรัสกล่าวปนขำ เมเดียนพยักอย่างแสยะยิ้ม 


    "ข้าว่า...กระจายข้าวว่านางเป็นนางมาร..ก็น่าสนุกดี" เขาหัวเราะคิกคักมีความสุขในการป้ายสีผู้อื่น


    คำว่า "นางมาร" เริ่มแพร่กระจายออกไปในหมู่นักเรียนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ที่ไม่ชอบหน้าณิชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 


    พวกเขาใช้โอกาสนี้ในการใส่ร้ายป้ายสีและสร้างความเกลียดชังให้กับนางทันที


    ณิชายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายตาเหล่านั้น ใบหน้ายังคงเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับทอประกายเย็นเยียบและ...สนุกสนานอย่างประหลาด


    'หึ...นางมารรึ? ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนี่นา...' ความคิดอันแสนอันตรายผุดขึ้นในใจของนาง


    คล้ายกับเรื่องกำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess) ที่คุณอ่าน