เรือของพวกแคเรนกำลังมุ่งหน้าจากทางเหนือไปขึ้นท่าเรือที่ด่านทางทิศตะวันตกท่ามกลางความมืดยามรัตติกาลดังนั้นพวกเขาจะต้องได้พบกับตระกูลวอเตอร์พรูฟด้วย คาร์ลรู้สึกกังวลใจอยู่บ้างใบหน้าของเขาอาจทำให้ตระกูลวอเตอร์พรูฟรู้เื่ที่เขาเป็เด็กต้องห้ามของตระกูลเวนดีส
เมื่อเรือจอดเทียบท่าจึงได้เห็นความคึกคักและกว้างใหญ่ไพศาลของท่าเรือริเวอร์เวสต์แม้จะยังสู้ท่าเรือใหญ่ติดทะเลทางทิศตะวันออกไม่ได้แต่นับว่าเป็จุดยุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญของอาณาจักรลอฟท์เรียจุดหนึ่ง
อาคารมุงหลังคาทาสีฟ้าสดใสที่ตั้งเรียงรายติดกับทางเดินริมแม่น้ำหน้ากำแพงป้อมปราการนั้นล้วนแต่เป็โกดังเก็บสินค้า โรงเก็บเรือ และมีร้านอาหารกับที่พักประปรายเรือส่วนใหญ่ที่กำลังจอดลงสิ้นค้าั้แ่เช้ามืดนี้ล้วนเป็เรือสำเภาสำหรับขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดเรือที่พวกแคเรนโดยสารมา
ไกอัสะโขึ้นบนท่าเรือก่อนจะยื่นมือมาช่วยดึงตัวแคเรนให้ขึ้นมายืนอยู่ข้างๆกัน คาร์ลกับทากัสะโตามขึ้นมาด้วยและเกร็นที่พึ่งโยนสมอเรือเสร็จจึงค่อยเดินตามขึ้นมาเป็คนสุดท้าย
เขาวิ่งผ่านหน้าเพื่อนไปคุยกับทหารยามของตระกูลวอเตอร์พรูฟที่ยืนคุมท่าเรืออยู่ก่อนที่ทหารคนหนึ่งจะเดินตามเกร็นมาหาพวกแคเรนที่ยืนรออยู่
“พวกท่านรอสักครู่เราจะจัดหารถม้าให้พาไปส่งที่คฤหาสน์วอเตอร์พรูฟ”
“ข้าจะล่วงหน้าไปกับพวกเขาก่อน”เกร็นหันไปบอกกับพวกแคเรน “พวกเ้าไปหาที่ที่นั่งพักกันก่อนก็ได้อีกสามชั่วโมงพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว”
“พูดอย่างกับจะไปไกลคฤหาสน์วอเตอร์พรูฟอยู่ห่างไปแค่สิบกิโลเองไม่ใช่หรือ” ทากัสแย้งขึ้น
“พอดีข้ามีเื่ต้องคุยกับตระกูลวอเตอร์พรูฟอาจจะมาช้าสักหน่อย”
“ถ้าเป็เื่ของคาร์ลข้าว่าเงียบไว้ก่อนเถอะ ถ้ายังไม่มีคำสั่งจากองค์ราชินีเขาก็ยังเป็ผู้บริสุทธิ์อยู่”
คาร์ลย่นคิ้วมองไปทางไกอัสด้วยความแปลกใจท่าทีของไกอัสที่มีต่อเขาเปลี่ยนไปเร็วจนน่าประหลาดแม้แต่เกร็นก็ยังอดถามขึ้นไม่ได้
“อยู่ๆทำไมไปเข้าข้างฝั่งนั้นล่ะ”
“ถือว่าข้าขอร้องก็แล้วกัน”
เกร็นนึกย้อนก่อนจะเชื่อมโยงความคิดได้เขาหันมองแคเรนสลับกับมองไกอัสแล้วจึงเม้มปากนิดหนึ่ง
“เข้าใจแล้ว ที่จริงข้าก็แค่อยากรู้ว่าตระกูลวอเตอร์พรูฟคิดยังไงเท่านั้นถ้าพวกเขาคิดว่าควรจัดการ ข้าจะได้ให้ทิ้งคาร์ลไว้นอกคฤหาสน์ก่อน”
“ก็แสดงว่าเ้าไม่ได้เห็นด้วยกับข้าแต่แรกแล้วน่ะสิ”ไกอัสถามกลับไปอย่างไม่ไว้ใจในตัวเกร็น
“ความคิดของเ้ามันสุดโต่งเกินไปหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล” เกร็นตอบน้ำเสียงเรียบเหมือนไม่ใช่เื่ใหญ่“เอาเป็ว่าข้าขอตัวก่อน พวกเ้าอยู่ด้วยกันดีๆ นะ”
เมื่อเกร็นะโขึ้นขี่ม้าวิ่งหายเข้าไปในประตูด่านกับทหารยามทากัสซึ่งนิ่งฟังอยู่นานแล้วรู้สึกสงสัย เมื่อมีโอกาสเขาจึงถามไกอัส
“ทำไมอยู่ๆถึงเข้าข้างคาร์ลล่ะ”
“ท่านหญิงบอกข้าแล้วเื่ตอนที่เราถูกลักพาตัวมาที่ท่าเรือตะวันตกนี่”
“งั้นเ้าก็จำเขาได้แล้วน่ะสิ”เกร็นกล่าวพลางชี้ไปทางคาร์ล
ไกอัสถอนหายใจนิดหนึ่งก่อนเดินไปยืนตรงหน้าคาร์ลเขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขอโทษด้วยตอนนั้นข้าคิดว่าท่านคือดอว์น”
“ไม่แปลกหรอกเพียงแต่ข้าไม่คิดว่าพวกเ้าจะจำเื่ตอนนั้นได้”
แคเรนที่ยืนนิ่งฟังทั้งสามคนพูดคุยกันมองสำรวจไปรอบๆสถานที่ เธอถามขึ้นอย่างสงสัย
“คาร์ลเล่าว่าเคยถูกลักพาตัวมาแถวท่าเรือนี้ใช่มั้ย”
คาร์ลพยักหน้าก่อนจะกล่าวตอบแคเรน
“ใช่ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าที่นี่กว้างมากจนเหมือนจะหลงทางได้แต่ตอนนี้ดูยังไงก็แค่ท่าเรือ”
“ตอนเด็กๆพวกข้ายังไม่มีพลังควบคุมโลหะ แต่ก็ได้รับดาบที่ทำจากโลหะวิสทานัมมาใช้ั้แ่เด็กข้าจำได้ว่ามีความมั่นใจเื่วิชาดาบและธนูอยู่พอตัวเลยล่ะ”ทากัสเริ่มเล่าพลางนึกถึงความหลัง
“ตอนที่เจอกองทัพะครั้งแรกแล้วอุตส่าห์แทงดาบเข้ากลางลำตัวมันจนมิดด้ามได้แต่มันดันสู้กลับเหมือนไม่สะทกสะท้าน ทำเอาข้าทำอะไรไม่ถูกไปเหมือนกัน”ไกอัสนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นก่อนจะเล่าต่อ “ข้าเจ็บใจมากที่ได้แต่ยืนเฉยๆให้มันชกสลบเอาได้”
แคเรนได้ฟังก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนขึ้นมาบ้างมือสังหารของกองทัพะสองคนะโลงจากระเบียงชั้นบนลงมาบนระเบียงห้องนอนของเธอเธอเห็นเข้าก็ชะงักก้าวถอยหลัง แต่ขาของเธอแข็งทำอะไรไม่ถูก
ตอนนั้นเองที่คาร์ลเดินถือถาดใส่แก้วนมเข้ามาในห้องนอนของเธอทันทีที่เห็นผู้บุกรุกเขาก็ใช้พลังควบคุมมีดสั้นในมือของศัตรูให้พุ่งเข้าแทงกันเอง มือสังหารคนหนึ่งถูกมีดบินพุ่งเข้าใส่ต้อนให้เขาถอยร่นจนตกจากระเบียงไปแต่อีกคนหลบได้และตั้งท่าจะวิ่งตรงไปทางแคเรน
ในขณะเดียวกันคาร์ลที่พึ่งใช้พลังควบคุมมีดของมือสังหารอีกเล่มหนึ่งให้บินมาอยู่ในมือของเขาได้แล้วเขาวิ่งตัดหน้าแคเรนก่อนแทงมีดเข้ากลางหน้าผากของศัตรูแล้ววิ่งรุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทำให้ศัตรูล่าถอยจนตกจากระเบียงทว่ามันคว้ามือของคาร์ลได้จึงดึงให้ตกลงไปด้วยกัน
คาร์ลบังคับดึงมีดให้หลุดออกจากหน้าผากของศัตรูก่อนที่ร่างของเขาจะกระแทกกับพื้นดิน เขาควบคุมให้มีดลอยอยู่กลางอากาศเพื่อดึงร่างของตนเองให้ลอยขึ้นได้ทันทำให้ลงเหยียบบนพื้นดินได้อย่างปลอดภัยต่างกับศพมือสังหารที่นอนกระดูกหักร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูปอยู่บนพื้นดินข้างๆ
แคเรนชะโงกหน้าลงมาดูั้แ่เห็นคาร์ลตกจากระเบียงเธอใจเต้นรัวภาวนาให้เขาปลอดภัยและถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อคาร์ลลงถึงพื้นได้โดยสวัสดิภาพ
แต่ตอนนั้นคาร์ลยังไม่รู้ว่าพวกมันคือกองทัพะเขาประมาทเดินหันหลังให้ ร่างของมือสังหารทั้งสองคนค่อยๆ บิดไปมาจนกลับสู่สภาพเดิมพวกมันลุกขึ้นยืนและปล่อยหมัดเข้าที่ปลายคางของคาร์ลจนเขาสลบไป
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้งคาร์ลลืมตาหันมองไปรอบตัวก็พบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในอาคารหลังหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยลังไม้วางซ้อนทับกันเป็ชั้นๆ มีแสงสลัวจากดวงจันทร์ส่องลอดผ่านหน้าต่างบานเล็กบนกำแพงสูงราวห้าเมตรมานึกย้อนดูตอนนี้ สถานที่นั้นก็น่าจะเป็โกดังหลังใดหลังหนึ่งบนท่าเรือแห่งนี้นั่นเอง
คาร์ลมองสำรวจสิ่งที่อยู่รอบๆตัวก็ได้พบ อีริค ไกอัสและทากัสที่คาดว่าน่าจะถูกลักพาตัวมาด้วยกันข้อมือและข้อเท้าของทุกคนถูกโซ่คล้องกุญแจมัดเอาไว้คาร์ลใช้พลังควบคุมโลหะโซ่ให้แยกส่วนออกเป็ลูกเหล็กเล็กๆทำให้แขนขาของทุกคนคลายออกจากพันธนาการได้
“ดอว์นเ้าใช้พลังของพันธะไอรอนบอนด์ได้แล้วหรือ”
คาร์ลมีสีหน้างุนงงกับชื่อที่ทากัสเรียกแต่ก็ยอมแกล้งตามน้ำไปเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย
“ตอนนี้รีบหาทางหนีออกจากที่นี่ก่อนเถอะ”
ไกอัสที่ลุกขึ้นเดินสำรวจรอบๆโกดังพร้อมกับอีริคมาครู่ใหญ่แล้ว ในที่สุดก็หาดาบของพวกเขาเจอมันวางอย่างสะเพร่าอยู่บนลังไม้หลังหนึ่งใกล้ประตูทางเข้าออกไกอัสหยิบดาบของทากัสมายื่นส่งให้เ้าตัว แล้วหันไปถามคาร์ล
“ดอว์นดาบของเ้าล่ะ ข้าไม่เห็นเลย”
“ข้าไม่ได้หยิบมาด้วย”
คาร์ลตอบพลางมองดูลูกเหล็กที่ถูกพลังของเขาเปลี่ยนรูปร่างกระจายอยู่บนพื้นเขาใช้พลังควบคุมให้มันรวมตัวกันและเปลี่ยนรูปร่างเป็แท่งเหล็กก่อนจะถือกระชับเอาไว้ในมือ
“พลังของเ้าแปลกมากไม่เห็นเหมือนท่านพ่อของเ้าเลย” อีริคตั้งข้อสังเกต แต่คาร์ลไม่ได้โต้เถียงอะไร
“เรารีบหาทางไปจากที่นี่กันเถอะ”ทากัสกล่าวพลางเดินไปสำรวจประตูโกดัง ก็พบว่ามันถูกมัดตรึงเอาไว้ด้วยอะไรซักอย่างทำให้เลื่อนเปิดประตูออกจากกันไม่ได้
“น่าจะถูกโซ่กุญแจคล้องเอาไว้จากด้านนอก”คาร์ลกล่าวก่อนจะเดินเข้าไปจับมือจับอันใหญ่ของประตูข้างหนึ่ง
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ใช้พลังทำอะไรอยู่ๆ ก็มีเสียงปลดโซ่กุญแจจากด้านนอกทั้งสี่คนจึงแยกย้ายไปหลบอยู่ด้านข้างของประตูฝั่งละสองคนเพื่อรอจัดการกับผู้มาเยือนในยามวิกาลนี้