ตอนที่ 11 เรือนเซียว (2)
สวี่เฉิงอวี๋สูดหายใจลึกๆ แล้วเปลี่ยนเป็ยิ้มแย้ม “ไม่ถึงขนาดทำให้ข้าใกลัวหรอกเ้าค่ะ แค่เมื่อวานได้เห็นกลิ่นอายรอบๆ ตัวที่ไม่ธรรมดายิ่งของคุณชายน้อย แล้ววันนี้ก็ได้เห็นความน่าเกรงขามเช่นนี้ที่จวนของคุณชายน้อยอีก เลยระบายความรู้สึกออกมานิดหน่อยเท่านั้นเองเ้าค่ะ”
สวี่ซงซานถอนหายใจด้วยความโล่งอกและบีบฝ่ามือของนาง “แม้จะบอกว่าคุณชายน้อยเป็เด็กที่เติบโตมาในตระกูลสูงศักดิ์ แต่หลายปีที่เขาอยู่ในหยางโจว ตระกูลเราก็ติดต่อค้าขายกับเขาด้วย เขาไม่ใช่คนหยิ่งยโสอะไร ความรู้สึกที่เ้าระบายออกมานี้ไม่ถูกต้อง อีกประเดี๋ยวพอพบแล้วอย่าปล่อยให้เขารู้สึกว่าเ้าห่างเหินละ คุณชายน้อยไม่ชอบให้คนอื่นเคารพเขาและทำตัวห่างเหินกับเขา”
ไม่ชอบงั้นเหรอ
สวี่เฉิงอวี๋หลุบตาลง
แต่เมื่อวานตอนที่ได้พบกันนางก็แสดงความเคารพและท่าทีห่างเหินไปแล้ว แต่ก็ไม่เห็นเซียวิ่หางแสดงความไม่พอใจหรือหงุดหงิดอะไรออกมาเลยนี่
พอพูดขึ้นมาแล้วใจคนนั้นช่างคาดเดายากจริงๆ
อู๋เว่ยมาจากภูมิหลังที่ด้อยกว่าหน่อย ไม่สงบเสงี่ยม ชอบการแข่งขันชอบเอาชนะเพื่อชื่อเสียง เพื่อผลประโยชน์ และใช้ชีวิตอยู่ในแผนการร้ายมาทั้งชีวิต
ส่วนเซียวิ่หางเล่า
เชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ เดิมก็ควรหยิ่งยโสโอหังแต่นี่กลับไม่ชอบให้ผู้อื่นเคารพนับถือ
ช่างประหลาดมากจริงๆ
ตอนที่สวี่เฉิงอวี๋กำลังคิดไปเรื่อยเปื่อย มมประตูจวนเซียวก็ถูกเปิดออก แล้วเด็กรับใช้ชายในชุดกี่เพ้ายาวสีเทาขี้ม้าก็ค่อยๆ สาวเท้าออกมาจากในประตูด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ แต่เมื่อลงบันไดมายืนอยู่ตรงหน้าของสามพ่อลูกแล้วใบหน้าถึงได้มีรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย “นายท่านเพิ่งยิงธนูเสร็จ แล้วบอกให้มาต้อนรับนายท่านสวี่เข้าไปในจวน ให้นายท่านสวี่รอนานแล้ว”
นี่คือฉางลู่ที่อยู่ข้างกายเซียวิ่หางแล้วก็คอยตามรับใช้มาั้แ่เด็ก สวี่เฉิงอวี๋หยุดคิดและพินิจพิเคราะห์ฉางลู่อยู่นานสองนาน
เมื่อพิจารณาจากสิ่งนี้อันที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างเซียวิ่หางกับพวกเขาตระกูลสวี่นั้นก็ไม่เลวมาโดยตลอด
เพียงแต่ชาติก่อนนางไม่ได้สนใจเื่เหล่านี้เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าท่านพ่อกับพี่ชายมักจะไปมาหาสู่กับคนแบบไหน แม้พี่ชายใหญ่มักจะพูดเื่ผู้คนกับเื่ภายนอกกับนางบ่อยๆ แต่ว่าตัวนางเองก็ไม่ได้สนอกสนใจอะไรขนาดนั้น เพียงแค่เรียนรู้ในสิ่งที่ควรเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ควรเข้าใจ ส่วนที่เหลือนั้นก็ช่างมัน
ความสูงส่งของบางคนนั้นแทรกออกมาจากในกระดูก ก็เหมือนกับเซียวิ่หาง ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบให้คนอื่นเคารพมากแค่ไหน แต่จริงๆ แล้วหลายครั้งก็ยังคงเผยความสูงส่งของตัวเขาเองออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี
ฉางลู่เป็เด็กรับใช้ข้างกายของเขา เกรงว่าถ้าเปลี่ยนเป็คนทั่วไปมาเยี่ยมเยียนละก็ เขาคงไม่ปล่อยให้ฉางลู่ออกมาต้อนรับหรอก แต่ท่านพ่อกับพี่ชายใหญ่...เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่แปลกใจเลย
สวี่เฉิงอวี๋สงบสติอารมณ์ลงแล้ว นางไม่พูดอะไรมากและเดินตามหลังท่านพ่อกับพี่ชายเข้าประตูไป
ปากว่าฉางลู่กำลังเดินนำทาง แต่ดูเหมือนสวี่ซงซานกับบุตรชายจะคุ้นเคยกับจวนเซียวเป็อย่างดี ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องให้อีกฝ่ายนำทางเลย
และสวี่เฉิงอวี๋ก็จำได้เช่นกัน ห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลเซียวนั้นคืออ้อมกำแพงสลักภาพไป เดินต่อไปไม่ไกลนักก็ทะลุผ่านทางเดินสั้นๆ ที่ปูด้วยก้อนอิฐสีเทาขี้ม้า จากนั้นก็ผ่านประตูวงพระจันทร์และมุ่งหน้าไปตามเฉลียงทางเดินด้านตะวันออกเฉียงเหนือ สุดเฉลียงทางเดินก็ต่อด้วยประตูวงพระจันทร์อีก จากนั้นเดินทะลุไปเป็ูเาเงาจันทร์สะท้อนวารี ที่ปรากฏเข้ามาในครรลองสายตาคือสระน้ำ และหลังสระน้ำูเาเทียมก็ถึงห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลเซียวแล้ว
สวี่เฉิงอวี๋เดินอ้อมไปมาตามหลังพวกเขา และหลังจากเดินไปได้สักพักห้องโถงใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
นางมองย้อนกลับไปอีกครั้ง สระน้ำใสและมีดอกบัวที่ยังไม่บานในสระมากกว่าในความทรงจำของนางอีก ดอกบัวสีเขียวตัดกับความใสของน้ำในสระสบายตาเป็อย่างยิ่ง
ที่แท้เมื่อก่อนเซียวิ่หางก็เคยชอบดอกบัวนี่เอง
แต่ต่อมาเหตุใดจึงถอนดอกบัวในสระนี้ออกกันเล่า
สวี่เฉิงอวี๋หรี่ตาแล้วสายตาก็เคลื่อนไปยังห้องโถงใหญ่ที่กว้างราวๆ ห้าห้องนั่นและเม้มริมฝีปาก