ตอนที่6 เนตร์
ประมาณเจ็ดโมงเช้าชาวบ้านหมู่บ้านฉวนอันเริ่มพากันทยอยกลับจากทุ่งนา
ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกินข้าวเช้าแล้วไปโรงเรียนฟู่ต้าหย่ง หวังซู่เหมย และฟู่ซินไปทำงานตามปกติ แต่ฟู่เยี่ยนเพิ่งหายจากอาการาเ็เธอจึงหยุดพักฟื้นอยู่ที่บ้านอีกสองสามวัน
ดังนั้นที่บ้านจึงเหลือแค่ฟู่เยี่ยนเพียงลำพังขณะที่เธอกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงนั้น จู่ ๆ เธอก็นึกถึงหนังสือที่ได้มาเมื่อวานจึงลุกขึ้นไปหยิบหนังสือออกจากชั้นวางหนังสือเรียน
ฟู่เยี่ยนเปิดหน้าหนังสือเธอนึกถึงเื่เมื่อวานที่ดวงตาของเธอสามารถมองทะลุทุกสิ่งได้เธอจึงลองตั้งสมาธิและใช้สายตามองไปที่หนังสือ
หนังสือเล่มนี้ไม่อาจถูกมองทะลุผ่านได้เหมือนสิ่งอื่นๆ เมื่อวานนี้ แต่มันกลับเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ออกไปอย่างน่ามหัศจรรย์แต่เดิมที่เป็หนังสือเล่มเก่ามีฝุ่นเกาะหนาเกรอะ จู่ ๆก็มีแสงทองแววาวเปล่งประกายออกมาแต่พอในใจของฟู่เยี่ยนไม่อยากใช้สายตาเพ่งมองมันแล้วมันก็กลับมามีรูปลักษณ์เดิมที่ดูเก่าแก่อีกครั้ง
นี่…….มันเหมือนการเปิดสวิตช์วิเศษที่กุญแจของทุกสิ่งก็คือดวงตาของเธอเอง
ฟู่เยี่ยนเปิดหนังสือแล้วอ่านช้าๆ มีข้อความอยู่ที่หน้าชื่อเื่ของหนังสือว่า “ไว้ให้ลูกหลานตระกูลเสิ่นอ่าน”ฟู่เยี่ยนคิดในใจว่าย่าของเธอคือคนตระกูลเสิ่นงั้นเธอเองก็น่าจะถูกนับรวมว่าเป็คนตระกูลเสิ่นเหมือนกันดังนั้นเธอจึงเปิดหน้าถัดไป
แต่พอพลิกหน้าใหม่อ่านกลับไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงรูปภาพลายกลอนโบราณที่ล็อคไว้เท่านั้นและพอพลิกหน้าถัดไปกลับว่างเปล่าเช่นเดิม ราวกับเป็สิ่งต้องห้าม
ฟู่เยี่ยนลองคิดใคร่ครวญให้ลูกหลานตระกูลเสิ่นอ่าน……ดูเหมือนเธอต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าตนเองเป็ลูกหลานของตระกูลเสิ่นถึงจะได้
วิธีพิสูจน์นั้นเรียบง่ายและหยาบโลนมากโดยใช้การพิสูจน์ด้วยสายเื ซึ่งเหมือนกับการระบุ DNA ในยุคสมัยต่อ ๆ ไปนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนไปนำเข็มจากตะกร้าอุปกรณ์เย็บปักของหวังซู่เหมยมาหนึ่งเล่มแล้วแทงไปที่ปลายนิ้วของตนเองหนึ่งที
ซี๊ด……
ฟู่เยี่ยนเค้นเืออกมาได้หนึ่งหยดเธอค่อย ๆ ถูเืไปบนรูปภาพกลอนโบราณนั้น แต่หลังจากถูเสร็จแล้วทุกอย่างกลับว่างเปล่า ไม่มีความเคลื่อนไหวใด
ในขณะที่เธอเกือบจะคิดว่าตัวเองใช้เืหยดนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์นั้นจู่ ๆ แสงสีทองแวววาวก็ส่องประกายออกมา เมื่อเธอมองไปยังกระดาษหน้านั้นอีกครั้งรูปกลอนโบราณก็ได้หายไปแล้ว
ฟู่เยี่ยนประหลาดใจกับความมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้จนเธอแทบทนรอไม่ไหวที่จะเปิดหน้าอื่นเพื่ออ่านมัน
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็บรรพบุรุษของตระกูลเสิ่นนั่นเองในหน้าแรกได้เขียนแนะนำอัตชีวประวัติของผู้เขียนโดยละเอียด
เสิ่นอ๋าวเกิดในสมัยจักรพรรดิ์ฮั่นอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น เขาเกิดมาพร้อมกับเนตรหยินหยางชำนาญศาสตร์ปัญจธาตุและแผนผังแปดทิศ ทำนายดวงชะตาได้แม่นยำสามารถปราบผีสยบมารได้……หนังสือเล่มนี้เริ่มด้วยเื่ราวสุดมหัศจรรย์และวีรกรรมอันกล้าหาญของบรรพบุรุษท่านนี้และระบุว่านี่เป็อัตชีวประวัติที่เสิ่นอ๋าวบรรพบุรุษของตระกูลเสิ่นได้เขียนเมื่ออายุได้ 90 ปี
ในหนังสือเขียนบอกเอาไว้ว่าบรรพบุรุษรู้ว่าเวลาของเขาเหลือน้อยแล้วและเขาได้คร่ำครวญว่าลูกหลานตลอดทั้งสามรุ่นของเขาไม่มีพร์ด้านอภิปรัชญาดังนั้นเขาจึงบันทึกและรวบรวมทุกสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตของเขาและยังฝากฝังให้ลูกหลานของเขาส่งต่อหนังสือเล่มนี้เป็มรดกตกทอดของครอบครัวและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
เสิ่นอ๋าวหวังว่าจะมีลูกหลานสักรุ่นหนึ่งที่มีพร์เหมือนกับตัวเขาเขาจึงเขียนบันทึกสอนทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตในหนังสือเล่มนี้ลูกหลานตระกูลเสิ่นผู้ที่เปิดเนตร์แล้วเท่านั้นถึงจะสามารถอ่านมันได้อย่างราบรื่น
ฟู่เยี่ยนอ่านหนังสือเพลินจนลืมเวลาสาวน้อยเผลอทำน้ำในถ้วยหกใส่หน้าหนังสือ เธอจึงรีบใช้แขนเสื้อเช็ดออกแต่ก็ต้องทึ่งเมื่อพบว่าหยดน้ำนั้นได้กลิ้งลงไปที่พื้นแล้วดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้จะมีการวางค่ายกลบางอย่าง ทำให้มันสามารถกันน้ำและไฟได้
เมื่อคิดถึงคำพูดของแม่เธอคิดว่าคงเป็เพราะย่าของเธอเผาหนังสือทุกเล่มแล้วแต่หนังสือเล่มนี้กลับไม่ได้รับความเสียหาย ดังนั้นย่าถึงได้ซ่อนมันไว้ใต้ก้อนอิฐ
เพราะพรแห่งเนตร์ฟู่เยี่ยนจึงอ่านเข้าใจได้เร็วมาก และตลอดทั้งเช้านี้เธอก็เข้าใจเนื้อหาในหนังสือเกือบหมดแล้ว
เธอพอจะรู้คร่าวๆ แล้วว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร แม้ว่าหนังสือจะดูบางแต่มันไม่เพียงแต่บันทึกเื่ราวต่าง ๆ ของบรรพบุรุษเธอเท่านั้นแต่ยังบันทึกศาสตร์ลัทธิเต๋าที่บรรพบุรุษของเธอศึกษาและมีประสบการณ์มาตลอดชีวิตของเขาด้วย
ในหนังสือยังมีบันทึกสถานการณ์ที่เธอกำลังประสบอยู่เช่นกันบรรพบุรุษบอกว่ามันคือระดับสูงสุดของเนตรหยินหยางที่ถูกเรียนว่า——เนตร์
เนตร์สามารถมองเห็นอดีตและล่วงรู้อนาคตบอกโชคลาภ 3 ประการของมนุษย์ และฆ่าภูติผีปีศาจได้
ใน่บ่ายหวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งไปทำงานทำให้เธอศึกษาเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้นเธอจดจ่อกับการอ่านและหมกมุ่นอยู่กับมันมากขึ้นเรื่อย ๆ
จะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้นั้นจะต้องใช้เนตร์อ่านในตอนแรกเธอจะรู้สึกแสบตาเล็กน้อย ไม่สามารถอ่านต่อได้ฟู่เยี่ยนจึงต้องพักตาบ้างเป็บาง่ จากนั้นจึงค่อย ๆอ่านต่อได้นานยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จากตอนแรกต้องพักนานถึงครึ่งชั่วโมงก็เหลือเพียง 20นาที จากแต่เดิม 20 นาทีเริ่มเหลือเพียง 10 นาทีกระทั่งเธอสามารถอ่านมันได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่แสบตาแล้ว
ฟู่เยี่ยนทำตัวเหมือนฟองน้ำแห้งๆ ที่ดูดซับเนื้อหาในหนังสือตลอดทั้งวันจนกระทั่งอ่านจบ
หลังจากอ่านหน้าสุดท้ายจบเธอก็ปิดหนังสือ หลับตาลงและค่อย ๆ นึกถึงเนื้อหาจากหน้าหนังสือในใจ ในเวลานี้เองจู่ ๆ หนังสือในมือก็กลายเป็ลำแสงกลืนหายเข้าไปในร่างของฟู่เยี่ยน แล้วพุ่งทะลุเข้าไปในหัวของฟู่เยี่ยนแล้ว
ฟู่เยี่ยนหน้ามืดเธอรู้สึกราวกับหัวของเธอกำลังถูกบีบอัด สาวน้อยเวียนหัว เกิดอาการคลื่นไส้ความรู้สึกทรมานนี้กินเวลาราวครึ่งชั่วโมง
กระทั่งตอนที่สติปัญญากลับมาแจ่มชัดอีกครั้งฟู่เยี่ยนลืมตามองก็พบว่าตนเองกำลังอยู่ในดินแดนอันแสนพิเศษรอบตัวของเธอมีแต่หมอกหนาทึบสีขาว เธอไม่สามารถััอะไรได้เลยในขณะที่เธอกำลังจะลองก้าวเดิน จู่ ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมาขวางไว้
พอเธอมองขึ้นไปก็มีข้อความสองสามบรรทัดลอยอยู่ในอากาศข้อความนั้นระบุว่า: ‘นี่คือแก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้ เรียกให้เข้าใจง่ายคือมิติแต่หากให้ระบุอย่างชัดเจนก็คือหนังสือเล่มนั้นเป็เพียงรูปร่างที่มิตินี้จำแลงขึ้นมา’
‘นี่คือมิติที่บรรพบุรุษของเ้าซ่อนเอาไว้ต่อให้เป็ผู้ที่มีเนตร์แต่หากไม่สนใจศาสตร์อภิปรัชญาและอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ มิตินี้ก็จะไม่ปรากฎขึ้น
เฉพาะผู้ที่ใช้เนตร์ซึมซับเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้เท่านั้นจึงจะสามารถมิตินี้ได้และในขณะนี้มิติแห่งนี้ก็ได้เชื่อมต่อกับฟู่เยี่ยนไว้อย่างแ่าและกลายเป็ส่วนหนึ่งของเธอไปแล้ว
ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ มิติแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก ตรงมุมมีบ่อน้ำอยู่หนึ่งบ่อเมื่อเธอโน้มตัวลงไปดูก็พบว่าปากบ่อไม่ใหญ่นัก แต่น้ำก็ดูจะไม่ลึก ในบ่อมีน้ำใสมากฟู่เยี่ยนจึงวักน้ำขึ้นมาลองจิบดูก็พบว่าน้ำช่างหวานชื่นใจ !
ถัดจากบ่อน้ำมีพื้นที่เปิดโล่งเล็กๆ ถัดจากพื้นที่เปิดโล่งนั้นมีโต๊ะและม้านั่งทำจากหินอ่อนดูเรียบง่ายประเมินด้วยสายตาแล้วน่าจะมีขนาดราว 60-70 ตารางเมตรได้
มีร่องรอยการปลูกพืชในที่โล่งนั้นแต่ตอนนี้ไม่มีพืชพรรณอะไรแล้วคงจะเป็ร่องรอยที่บรรพบุรุษเสิ่นอ๋าวของเราเคยปลูกอะไรบางอย่างที่นี่
ฟู่เยี่ยนมองดูที่ดินผืนนี้แล้วรู้สึกมีความสุขมากเธอคิดว่าถ้าได้ปลูกพืชก็คงจะดีมาก
เพราะท้ายที่สุดแล้วในยุคแห่งความขาดแคลนนี้การกักตุนอาหารตุนไว้เพียงพอเป็สิ่งสำคัญที่สุด
ดังนั้นเธอจึงตั้งจิตออกจากมิติ และเมื่อมองดูเวลาเธอก็พบว่าเพิ่งผ่านไปแค่สิบกว่านาทีเท่านั้นแบบนี้หมายความว่าเวลาในมิติไหลช้ากว่าด้านนอกน่ะสิ
ในตอนนี้เองจมูกของเธอก็เริ่มสูดกลิ่นฟุดฟิด เธอดมที่ใต้วงแขนของตนเองแล้วก็ทำหน้าเหยเกทันทีเธอข้ามเวลามาสองสามวันแล้วโดยที่ยังไม่ได้อาบน้ำทำให้ตอนนี้บนตัวของเธอเริ่มมีกลิ่นแล้ว
นึกถึงน้ำจากบ่อน้ำในมิติที่หวานชื่นใจกว่าบ่อน้ำธรรมดาเป็ไหนๆ นอกจากนี้ดื่มเข้าไปแล้วยังรู้สึกสบายไปทั่วทั้งตัวเธอคิดว่ามันน่าจะมีฤทธิ์ชะล้างไขกระดูกและขับสารพิษ
คิดได้ดังนั้นฟู่เยี่ยนก็ตั้งจิตเอาน้ำจากในมิติออกมาต้มอาบที่ด้านนอก
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเธอก็มองดูผิวขาวเนียนแวววาวของตนเอง ฟู่เยี่ยนดีใจมากที่เธอดูสวยขึ้นเพราะมีใครบ้างที่อยากหน้าตาน่าเกลียด ?
จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้นแตะาแที่ด้านหลังศีรษะาแที่แต่เดิมยังไม่ตกสะเก็ดกลับกลายเป็เพียงาแตื้น ๆ เท่านั้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จฟู่เยี่ยนจึงวักน้ำที่เหลือรดใส่โคนต้นซานจาต้นซานจาสั่นไหวราวกับกำลังขับขานบทเพลงอย่างเริงร่าและเมื่อสาวน้อยเงยหน้าขึ้นมองเธอก็เห็นว่าผลของต้นซานจาที่แต่เดิมมีขนาดเท่าหัวแม่มือ จูุ่ ๆกลับขยายใหญ่ขึ้นเป็เท่าตัวแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงลองเติมน้ำลงในที่กินน้ำของไก่ไก่กลุ่มหนึ่งรีบกระพือปีกปรี่มาดื่มน้ำ เพียงชั่วพริบตา ขนไก่ก็ดูมีสีสันมากขึ้นดูเหมือนว่าน้ำนี้จะมีประโยชน์ต่อพืชและสัตว์
และเมื่อเห็นแม่ไก่ตัวใหญ่อวบอ้วนขนสีสดสวยฟู่เยี่ยนกลับนึกถึงไก่ตุ๋น ไก่ผัดพริก สเต็กไก่ทอดตีนไก่ดอง……สารพัดเมนูเนื้อไก่ที่เธอจะคิดได้ สาวน้อยยิ่งคิดก็ยิ่งน้ำลายสอแล้ว ! อยากกินเนื้อจังเลย!