“คุณย่าซูไปตลาดมาหรือคะ วันนี้คุณอาซ่างเฉวียนกับคุณย่าซิ่วหลานกลับมาเยี่ยมใช่ไหมคะเนี่ย”
ฉินซูเม่ยตอบกลับอย่างอารมณ์ดี “ใช่แล้วจ้ะ วันนี้น้องสาวกับลูกชายของฉันกลับมาเยี่ยม ยังพาหลานชายตัวน้อยมาเยี่ยมฉันด้วยนะ ฉันก็เลยตั้งใจว่าจะทำของโปรดให้พวกเขากินสักหน่อย”
“คุณย่าซูใจดีจังเลยนะคะ เด็กๆ ต้องชอบอาหารฝีมือคุณย่ามากแน่ๆ ขนาดซาลาเปาธรรมดา คุณย่ายังทำอร่อยกว่าใคร”
ฉินซูเม่ยไม่ได้สนทนากับเพื่อนบ้านนานนัก เธอต้องรีบกลับไปทำอาหารไว้รอต้อนรับลูกชายบุญธรรมกับหลานชายของเธอ วันนี้เธอตั้งใจจะทำอาหารโปรดของลูกชายทั้งหมด
คุณย่าซูหรือฉินซูเม่ยแต่งงานกับซูซ่างจิ่นั้แ่เธออายุได้สิบแปดปี สองสามีภรรยารักใคร่กันจนเป็ที่อิจฉาของเพื่อนบ้าน แต่ก่อนที่ฉินซูเม่ยกับสามีจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขกลับไม่มีใครรู้ว่าชีวิตแต่งงานใน่แรกพวกเขาเกือบจะเลิกกันแล้ว เพราะหลังจากที่ซูซ่างจิ่นกับฉินซูเม่ยแต่งงาน พวกเขาไม่เคยมีอะไรกันเลย
ฉินซูเม่ยสงสัยว่าทำไมสามีถึงไม่เคยทำเื่นั้นกับเธอ ทุกครั้งที่เข้านอนด้วยกันเขาก็เอาแต่หลบเลี่ยง แต่ถึงอย่างนั้นฉินซูเม่ยก็ไม่ยอมแพ้ เธอพยายามเข้าหาสามีทุกคืน จนสุดท้ายฉินซูเม่ยทนไม่ไหวจึงขู่จะทำร้ายตัวเองหากเขาไม่ยอมบอกความจริงกับเธอว่าเพราะอะไรเขาถึงไม่อยากมีสัมพันธ์กับเธอ หรือหากเขารังเกียจเธอ เธอก็พร้อมที่จะหย่าให้เขาทันที
ซูซ่างจิ่นจึงสารภาพกับภรรยาว่าเขาป่วยเป็โรคประหลาดที่ไม่สามารถมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครได้ ที่เขาไม่ยอมบอกความจริงกับเธอั้แ่ก่อนแต่งงานก็เพราะเขาพยายามไปหาหมอเพื่อรักษาอาการป่วย เขาหวังว่าเมื่อเขารักษาตัวจนหาย เขากับเธอจะมีลูกด้วยกันหลายๆ คน แต่อาการป่วยของเขากลับไม่มีทางรักษา แม้แต่หมอที่ปักกิ่งก็รักษาอาการป่วยของเขาไม่ได้
แต่ซูซ่างจิ่นไม่อยากหย่ากับฉินซูเม่ย เขาคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนว่าเขารักเธอ เขาทำเพื่อเธอได้ทุกอย่างขอแค่เธอไม่หย่ากับเขา ฉินซูเม่ยเป็คนใจอ่อนและขี้สงสาร เมื่อเห็นซูซ่างจิ่นยอมคุกเข่าและร้องไห้ให้กับเธอโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง ฉินซูเม่ยจึงยอมใช้ชีวิตอยู่กับเขาต่อ แม้จะต้องทนกับคำเหยียดหยามของแม่สามีและพ่อสามีว่าเธอเป็ผู้หญิงไม่ได้เื่ที่มีทายาทให้กับตระกูลซูไม่ได้ แต่ฉินซูเม่ยก็ไม่เคยเอาความลับเื่โรคประหลาดของสามีไปบอกใคร ตรงกันข้าม เธอยังเก็บความลับให้สามีเป็อย่างดีโดยไม่สนใจคำต่อว่าหรือคำนินทาของคนอื่นเลยแม้แต่น้อย
ซูซ่างจิ่นรู้สึกขอบคุณภรรยาที่ช่วยเก็บความลับให้ตนเองเป็อย่างดี แต่เขาก็รู้ดีว่าภรรยาอาจจะเหงา เขาจึงปรึกษากับภรรยาว่าอยากให้ภรรยารับฉินเฉวียนมาเป็ลูกบุญธรรม อย่างไรฉินเฉวียนก็เป็ลูกชายของฉินซิ่วหลาน ซึ่งฉินซิ่วหลานเป็น้องสาวแท้ๆ ของฉินซูเม่ยเอง
ซูซ่างจิ่นให้เหตุผลว่าแทนที่จะรับเด็กที่ไม่รู้ที่มาที่ไปมาเป็ลูกบุญธรรม ไม่สู้รับหลานชายมาเป็ลูกบุญธรรมไม่ดีกว่าหรือ นอกจากพวกเขาจะได้ลูกชายมาไว้สืบสกุลแล้ว พวกเขายังได้ช่วยเหลือฉินซิ่วหลานอีกด้วย
เป็เพราะฉินซิ่วหลานแอบคบกับยุวชนที่ถูกส่งตัวมาใช้แรงงานในชนบท แต่พอยุวชนคนนั้นได้กลับไปบ้านเกิด เขาก็ไม่เคยกลับมาสู่ขอฉินซิ่วหลานอย่างที่เขาได้สัญญาไว้
หลังจากนั้นฉินซิ่วหลานถึงรู้ว่าตัวเองท้อง เธอจึงหนีออกจากบ้านเพื่อไปอาศัยอยู่ที่เมืองอื่น จนกระทั่งเธอคลอด เธอจึงอุ้มเด็กชายคนนั้นกลับมา โดยเธอบอกกับคนอื่นว่าเธอเก็บเด็กคนนี้ได้บนรถไฟ มีเพียงซูซ่างจิ่นกับฉินซูเม่ยเท่านั้นที่รู้ว่าเด็กชายคนนี้คือลูกของฉินซิ่วหลาน เพราะตลอดหลายเดือนที่ฉินซิ่วหลานท้อง ก็เป็ซูซ่างจิ่นกับฉินซูเม่ยที่ส่งเงินไปให้เธอเป็ค่าใช้จ่าย
ฉินซูเม่ยคิดตามคำพูดของสามีก็เห็นด้วย อย่างไรลูกชายของน้องสาวก็เป็สายเืเดียวกันกับเธอ อีกอย่างโรคประหลาดของสามีที่เป็เช่นนี้ รับลูกชายของน้องสาวมาเป็ลูกก็ดีเหมือนกัน
ซูซ่างจิ่นกับฉินซูเม่ยจึงตกลงที่จะรับฉินเฉวียน ลูกชายของน้องสาวมาเป็ลูกชายของพวกเขาเอง โดยซูซ่างจิ่นตั้งชื่อให้เด็กชายใหม่ว่า ‘ซูซ่างเฉวียน’
ฉินซูเม่ยเลี้ยงดูซูซ่างเฉวียนมาเป็อย่างดี แม้ต้องแบ่งขายที่ดินมรดกที่คุณยายยกให้เพื่อส่งซูซ่างเฉวียนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเธอก็ทำ ถึงแม้ว่าซูซ่างเฉวียนจะสนิทสนมกับฉินซิ่วหลานมากกว่าเธอที่เลี้ยงดูเขามาั้แ่เกิด แต่ฉินซูเม่ยก็ไม่รู้สึกแปลกใจหรืออิจฉาน้องสาว เธอเข้าใจดีว่าสายสัมพันธ์แม่ลูกอย่างไรก็ตัดไม่ขาดอยู่แล้ว
หลายสิบปีที่ผ่านมา ฉินซูเม่ยดูแลสามีและลูกชายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้เธอจะต้องออกไปรับจ้างทำงานนอกบ้านใน่กลางวัน พอตกเย็นกลับมาถึงบ้านก็ยังต้องมาดูแลอาหารการกินให้สามีกับลูกชาย แต่เธอก็ไม่เคยบ่นและยังทำหน้าที่ได้เป็อย่างดี เธอไม่ได้รู้สึกว่าเป็ภาระ แต่เธอเต็มใจที่จะดูแลสามีและลูกแบบนี้
“คุณพ่อ เมื่อไหร่คุณพ่อกับคุณแม่จะได้มาอยู่ด้วยกันสักที ผมไม่อยากเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าแม่อีกแล้ว และผมก็ไม่อยากให้ลูกชายของผมมีคุณย่าที่เป็เพียงคนรับจ้างทำความสะอาด ผมกลัวลูกชายจะอายคนอื่น” ซูซ่างเฉวียนพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“จริงด้วยค่ะพี่ซ่างจิ่น เมื่อไหร่พี่จะเลิกกับหล่อนเสียที ฉันรอให้พี่เลิกกับหล่อนมาหลายปีแล้วนะคะ เมื่อก่อนซ่างเฉวียนเรียกฉันว่าแม่ไม่ได้ พี่รู้ไหมว่าฉันเ็ปขนาดไหนที่ได้ยินลูกเรียกฉันว่าคุณน้า” ฉินซิ่วหลานพูดจบก็ร้องไห้ “พอมาถึงหลานชาย ฉันยังต้องมาฟังเขาเรียกฉันว่าคุณย่าเล็กอีกเหรอคะ”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากเลิกกับฉินซูเม่ย แต่ฉินซูเม่ยยังมีที่ดินมรดกเหลืออยู่อีกผืนหนึ่ง และที่ดินตรงนั้นก็กำลังจะถูกเวนคืน รอให้หล่อนได้รับเงินก้อนนั้นมา จากนั้นฉันก็จะเลิกกับหล่อน” ซูซ่างจิ่นพูดอย่างจนใจ “พวกเธอสองคนก็น่าจะรู้ว่าที่ฉันยอมอยู่กับฉินซูเม่ยในฐานะสามีภรรยาก็เพราะพวกเธอ ฉันถึงกับอ้างว่าตัวเองเป็โรคน่าอายเพื่อเลี่ยงที่จะไม่ต้องมีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเลยนะ”
“พี่เสียสละคนเดียวหรือไงคะ ฉันก็ยอมทำลายชื่อเสียงตัวเองว่าเป็ผู้หญิงที่ท้องไม่มีพ่อเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ยุวชนเมืองกรุงอะไรนั่นก็ไม่มีอยู่จริง แต่พ่อของเด็กในท้องฉันคือพี่ต่างหาก”
ฉินซูเม่ยที่ยืนฟังคำสนทนาอยู่หน้าประตูต้องใมากกับสิ่งที่ได้ยิน ตลอดหลายสิบปีที่สามีทำดีกับเธอล้วนเป็เื่โกหก ส่วนหลานชายที่เธอเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรม ความจริงแล้วเขาเป็ลูกชายของสามีกับน้องสาวแท้ๆ ของเธอ คนพวกนั้นรู้ความจริงทั้งหมดแต่ก็ยังหลอกเธอเหมือนเธอเป็คนโง่ ไม่สิ...เธอเป็คนโง่จริงๆ ที่ถูกคนพวกนั้นหลอก
ฉินซูเม่ยเปิดประตูเข้าบ้านทั้งน้ำตา
“คุณแม่กลับมาช้าจังเลยนะครับ รีบไปทำกับข้าวเถอะ ผมกับลูกชายหิวแล้ว” ซูซ่างเฉวียนพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด
ฉินซูเม่ยมองลูกชาย ที่ผ่านมาลูกชายก็พูดกับเธอด้วยท่าทางและน้ำเสียงแบบนี้ แต่เธอไม่ถือสา เพราะคิดว่าอย่างไรเด็กผู้ชายก็คงจะพูดจาอ่อนหวานไม่ได้เหมือนเด็กผู้หญิง เธอจึงไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจ
“ใช่แล้วค่ะพี่ ตอนนี้ฉันหิวจะแย่แล้ว ตอนที่พวกฉันขับรถมา พวกฉันไม่ให้เขาแวะทานอาหารที่ไหนมาก่อนเลยนะคะ เราตั้งใจเก็บท้องกลับมากินอาหารฝีมือพี่โดยเฉพาะ” ฉินซิ่วหลานบอกพี่สาว
ฉินซูเม่ยหันไปมองน้องสาว หากเป็เมื่อก่อนเธอคงดีใจที่น้องสาวกับลูกชายคิดถึงฝีมือการทำอาหารของเธอ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ น้องสาวคงมองว่าเธอเป็แค่แม่บ้านที่ต้องคอยทำอาหารไว้รอพวกเธอเท่านั้น
“ทุกคนหิวกันแล้ว คุณรีบเข้าครัวไปทำอาหารเถอะ” ซูซ่างจิ่นขมวดคิ้ว เขายังหงุดหงิดเื่ที่ลูกชายกับฉินซิ่วหลานเร่งให้เขาเลิกกับฉินซูเม่ยอยู่พอดี ทำอารมณ์เสียใส่ภรรยาสักหน่อยก็แล้วกัน “คุณยังจะยืนอยู่ทำไม หรือว่าต้องรอให้พวกเราหิวตายเสียก่อนคุณถึงจะเข้าครัวได้”
ฉินซูเม่ยมองสามีที่เธอรักมาตลอดหลายสิบปี การกระทำของเขาล้วนเป็เื่หลอกลวง คนพวกนี้หลอกลวงเธอทั้งหมด “ซ่างจิ่น พรุ่งนี้เราไปจดทะเบียนสมรสกันไหม”
“จดทะเบียนสมรส? คุณอยากจดทะเบียนสมรสไปทำไม เราอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้แล้ว ทะเบียนสมรสคงไม่จำเป็แล้วล่ะ”
“ไม่ใช่ว่ามันไม่จำเป็ แต่คุณจดทะเบียนสมรสกับฉันไม่ได้” ฉินซูเม่ยพูดทั้งน้ำตา เมื่อก่อนเธอไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เธอพอจะเดาออกแล้ว “เพราะคุณกับฉินซิ่วหลานจดทะเบียนกันก่อนหน้านี้แล้ว”
“คุณเอาอะไรมาพูด ผมจะไปจดทะเบียนสมรสกับซิ่วหลานได้ยังไง” ซูซ่างจิ่นรีบปฏิเสธ “ซูเม่ย คุณอย่ามาปรักปรำผม”
“ฉันปรักปรำคุณเหรอ เป็พวกคุณต่างหากที่หลอกลวงฉัน” ฉินซูเม่ยะโขึ้น เธอไม่สามารถเก็บอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว “ฉันได้ยินที่พวกคุณพูดมาทั้งหมด ฉินซิ่วหลานไม่ได้ท้องกับยุวชน แต่เธอท้องกับคุณ และซูซ่างเฉวียนก็เป็ลูกของคุณกับเธอ แต่ที่คุณตัดสินใจแต่งงานกับฉันก็เพราะตอนนั้นคุณปฏิเสธคุณพ่อคุณแม่ของคุณไม่ได้ และพ่อกับแม่ฉันก็ไม่ยอมยกซิ่วหลานให้กับคุณ แต่บังเอิญว่าซิ่วหลานท้อง คุณทำได้แค่ต้องส่งเธอไปอยู่ที่อื่น โดยเงินที่ใช้เลี้ยงดูเธอก็คือเงินที่ฉันทำงานหนักเพื่อแลกมันมา พวกคุณทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง!”
ฉินซูเม่ยทิ้งตะกร้าในมือลงกับพื้น จากนั้นเธอก็เดินไปหยิบไม้กวาดแล้วเริ่มทุบทำลายข้าวของในบ้าน “ของพวกนี้เป็เงินที่ฉันหามาจากอาชีพคนรับจ้างทำความสะอาดที่พวกคุณรังเกียจ ในเมื่อรังเกียจฉัน พวกคุณก็อย่ามาใช้ของของฉัน”
ฉินซิ่วหลานกับซูซ่างเฉวียนไม่คิดว่าฉินซูเม่ยจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ แต่เมื่อพวกเขานึกถึงว่าฉินซูเม่ยยังมีที่ดินมรดกอยู่อีกผืนหนึ่ง พวกเขาจึงทำได้แค่ใจเย็น
เป็ซูซ่างจิ่นที่เดินเข้าไปหวังจะไปแย่งไม้กวาดในมือของฉินซูเม่ย แต่ฉินซูเม่ยกลับไม่ยอมปล่อย เธอยังหันมากัดแขนซูซ่างจิ่นจนเนื้อของเขาแทบจะหลุด ซูซ่างจิ่นทั้งเจ็บทั้งโมโห เขากระชากผมฉินซูเม่ยแล้วตบหน้าเธอไปหลายที จากนั้นเขาก็ผลักเธอออก แต่เขาผลักเธอแรงเกินไป
หัวของฉินซูเม่ยกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะพอดี ฉินซูเม่ยมองหน้าคนทรยศทั้งสามอย่างแค้นใจ ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะกลายเป็สีดำไปทั้งหมด