หลังเสร็จพิธีศพของบิดาผู้เป็นที่รัก แม้ความเศร้าโศกจะยังไม่จางหายไปแต่ฟีออนก็ไม่มีเวลามากนักสำหรับการร้องไห้เสียใจอีกแล้ว องค์แดริสทรงส่งทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ผู้หนึ่งมาร่วมในพิธีไว้อาลัย พร้อมกับสาสน์แสดงความเสียใจที่ถูกนำมาอ่านประกาศในกลางพิธีเล็กๆ ที่จัดขึ้นนี้ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลงเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่หญิงสาวจะต้องเก็บข้าวของเพื่อกลับเข้าวังไปพร้อมกับทหารตัวแทนพระองค์
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านคาอูล” ฟีออนเอ่ยขึ้นเมื่อเดินออกมาถึงห้องโถงของบ้านพร้อมกับกระเป๋าถุงผ้าสามใบ สภาพของหญิงสาวยังดูย่ำแย่ ขอบตาบวมช้ำนั้นแสดงให้เห็นว่าผ่านการร้องไห้อย่างหนักในช่วงนี้
บุรุษเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างสมส่วนชายชาตรีเปิดดวงตาสีดำขึ้นมาแล้วหันไปมองยังต้นเสียง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวผู้มีบาดแผลอันใหญ่บนใบหน้าอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมแล้ว ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นจากการนั่งโยกเก้าอี้เล่นที่โต๊ะไม้สำหรับทานอาหาร
ใบหน้าของนายทหารหนุ่มอายุยี่สิบสี่แลดูเยาว์วัยและอ่อนโยนเสียจนแทบไม่น่าเชื่อว่า เขาจะเป็นถึงหนึ่งในสี่ของทหารองครักษ์ที่ขึ้นชื่อว่ามีฝีมือที่สุดในจีโอเนราฟา ท่าทีสุภาพไร้ความกร่างกร้านโดยสิ้นเชิงนั้น ช่างให้ความรู้สึกเหมาะกับการเป็นขุนนางสายบริหาร อย่างน้อยก็เหมาะมากกว่าตำแหน่งในชุดเครื่องแบบทหารสีน้ำเงินยศพิเศษที่เขาสวมอยู่เป็นไหนๆ
“มีเท่านี้เองเหรอ” คาอูล เวฮาเนสต์ เอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายวางสัมภาระลงบนโต๊ะ แม้สองวันก่อนจะได้ถามไถ่นัดแนะกันแล้วว่าสัมภาระของนางมีมากเพียงใด ต้องให้เขานำรถม้ามาหรือไม่ หรือกี่คัน แต่ก็ได้คำตอบว่าไม่ต้องนำอะไรมาทั้งนั้น ข้าวของของนางมีไม่มาก คงผูกใส่ม้าส่วนตัวของนางที่จะนำไปด้วยและม้าของเขาที่จะใช้ขี่มาก็คงเพียงพอ แต่ที่ว่าไม่มากของนางก็ดูจะน้อยเกินไปจนน่าประหลาดใจเหลือเกิน
“มีเท่านี้ค่ะ ข้าเองก็ไม่ได้มีเสื้อผ้ามากมาย ได้ยินมาว่าในวังมีชุดเครื่องแบบของงานแต่ละประเภทให้ใส่อยู่แล้ว ที่เอาไปก็คงแทบไม่ได้ใช้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ก็มีแค่ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเล็กน้อย กับสิ่งของต่างหน้าท่านพ่อท่านแม่ค่ะ”
“งั้นหรือ ข้าแค่แปลกใจน่ะ เพราะพี่สาวข้ามีเสื้อผ้าร่วมสิบตู้เห็นจะได้ ไปไหนมาไหนนึกว่าจะย้ายบ้านเสียอีก”
ฟีออนได้เพียงยิ้มละไมแล้วตอบกลับอย่างเข้าใจเป็นอย่างดี
“หญิงสาวคนไหนก็คงชอบแต่งตัวกันทั้งนั้นค่ะ แต่สำหรับข้าถึงแต่งอะไรคงไม่มีใครสนใจมองอยู่ดี เปล่าประโยชน์ค่ะ”
คาอูลนิ่งฟังแต่ไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี หากเห็นด้วยก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทกับหญิงสาวเกินไป แต่จะให้ค้านขัดมันก็ออกจะดูเข้าข่ายบิดเบือนความจริง ชายหนุ่มจึงได้แต่ยกมือขึ้นเกาศีรษะ ก่อนจะตัดบทเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไป
“ถึงจะเป็นแบบข้าก็ใช่ว่าจะมีใครใยดีหรอกนะ เฮ้อยิ่งคิดแล้วยิ่งน่าโมโหเป็นบ้า”
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”
“เมื่อหลายวันก่อนข้าถูกผู้หญิงทิ้งเอาน่ะสิ”
“เอ่อ...บางทีเรื่องความรักเราคงบังคับใจใครไม่ได้มั้งคะ”
“ก็ไม่ได้รักไม่ได้ชอบอะไรหรอกนะ เอาตรงๆ เลยคือโล่งอกซะอีก คือข้ากับนางโดนบังคับให้แต่งงานเพื่อความสัมพันธ์ของตระกูลน่ะ แต่นางหนีไปซะก่อน ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นอยู่สองสามที ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ ดื้อยังกับม้าพยศเถียงผู้ใหญ่คำไม่ตกฟาก ถ้าได้แต่งงานกันข้าคงเหมือนตกนรกแน่ๆ”
“แล้วอย่างนี้ท่านจะโมโหไปทำไมล่ะคะ ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่งานถูกล้มเลิก”
“ก็เพราะหนีไปที่ไหนดันไม่หนี แต่หนีงานแต่งงานกับข้ามาเข้าคัดตัวเป็นนางในพิเศษของฝ่าบาทนี่สิ มิหนำซ้ำยังได้รับเลือกซะด้วย ได้เจอกันในวังในสถานะแบบนั้นแล้วมันชวนอึดอัดให้ทำหน้าไม่ถูกนี่นา เจ้าว่าอย่างนั้นมั้ยล่ะ”
หญิงสาวปั้นหน้าไม่ถูกไปเลยเช่นกัน ฟังดูแล้วมันก็ชวนให้ทำตัวไม่ถูกจริงๆ นั่นแหละ
“แล้วฝ่าบาทไม่ทรงทราบหรือคะ ว่านางคือว่าที่คู่หมายของท่านถึงได้คัดเลือกนางเข้าไปแบบนั้น”
“ฝ่าบาทน่ะไม่ทรงสนพระทัยเรื่องจุกจิกประวัติที่มาของพวกนางในพิเศษหรอก ตอนคัดเลือกไม่ได้ถามชื่อด้วยซ้ำ ต่อให้ทรงทราบว่านางคือบุตรสาวคนเล็กของท่านแม่ทัพหลวง แต่พระองค์อาจยังไม่ทรงทราบว่านางเป็นอดีตคู่หมายของข้าก็ได้”
นั่นก็แปลว่าขอแค่สวยจะเป็นใครมาจากไหนก็ไม่สนสินะ ฟีออนได้แต่นิ่งคิดในใจอย่างแทบไม่อยากเชื่อทีเดียว ก่อนจากกันคราวก่อน ทรงเน้นย้ำกับนางให้ปิดเรื่องที่ทรงรับสั่งว่ากำลังคิดจะอภิเษกสมรสไว้ อย่าหลุดปากบอกใครแม้แต่กับทหารมหาดเล็กส่วนพระองค์คนใดก็ตามที่จะมารับ แต่ถ้าพระองค์ยังทรงรับนางในพิเศษอยู่เรื่อยๆ แบบนี้แล้ว หญิงสาวที่จะอภิเษกฯ ขึ้นเป็นราชินีจะรู้สึกอย่างไรกัน คิดแล้วก็แทบไม่อยากนึกภาพเลยทีเดียว
ว่าแต่...หากเขาถูกจับหมั้นกับคนตระกูลเฟรนด์สเกลของท่านแม่ทัพหลวงได้ ชายผู้นี้ก็คงจะอยู่ในตระกูลที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
“นึกขึ้นมาแล้วโมโหก็จริง แต่โมโหไปก็คงเท่านั้นแหละ คิดเสียว่าเป็นโชคดีอีกครั้งหนึ่งในชีวิตก็แล้วกันที่ไม่ต้องแต่งงานกับนาง”
“หากข้าเป็นนางแล้วมาได้ยินประโยคเมื่อครู่นี้ ก็คงคิดว่าเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตเลยล่ะค่ะที่ไม่ต้องแต่งงาน”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ เพียงชั่วครู่จากนั้นเมื่อความหมายกระจ่างตรงหน้า ชายหนุ่มก็หันไปหาฟีออนขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
“นะ...นี่เจ้าว่าข้าเหรอฟีออน นั่นแปลว่าน้ำหน้าอย่างข้าก็ไม่สมควรได้แต่งงานกับนางงั้นเหรอ”
เห็นหน้าเหวอตื่นตกใจของอีกฝ่ายแล้วหญิงสาวก็หลุดขำออกมา
“ก็อาจจะเป็นทั้งโชคดีของทั้งท่านและนางแล้วก็ได้นะที่ไม่ต้องแต่งงานกัน ผู้หญิงอย่างเราการได้แต่งงานกับชายที่รักก็คงจะเป็นความสุขที่สุดแล้วมังคะ นางอาจจะแค่ดิ้นรนเพื่ออยากอยู่กับคนที่นางรักก็ได้นะ”
คาอูลนิ่งมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจทีเดียว หากเมื่อครู่นี้นางได้แฝงความหมายเชิงตำหนิเขาไว้ด้วยแล้วล่ะก็ นับได้ว่าสตรีผู้นี้ช่างกล้าอย่างน่าประหลาดใจ ที่กล้าพูดกับคนที่เพิ่งพบกันถึงขนาดนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย
“เจ้าหมายถึงนางหลงรักฝ่าบาทงั้นเหรอ”
“ข้าไม่ใช่นาง อันนี้คงตอบให้แทนไม่ได้หรอกค่ะ ท่านคงต้องลองไปถามนางเอง แต่ก็ไม่น่าแปลกนะคะถ้าจะเป็นอย่างนั้น ฝ่าบาททรงรูปงามและสุภาพถึงเพียงนั้น หญิงสาวคนไหนก็คงหลงรักได้ไม่ยาก ไม่อย่างนั้นบุตรสาวของท่านแม่ทัพหลวงคงไม่ยอมลดศักดิ์ศรีมาคัดตัวเข้าเป็นนางในพิเศษแบบนี้หรอก หากเป็นเพราะนางหลงรักฝ่าบาทก็เลยไม่อยากแต่งงานกับท่าน จนกระทั่งตัดสินใจทำแบบนี้ข้าว่านางน่าสงสารออกนะคะ ทางบ้านของนางคงโกรธมากเสียจนชาวบ้านธรรมดาอย่างข้านึกภาพไม่ออกเชียว สำหรับคนตระกูลใหญ่โตอย่างพวกท่านแล้วมันดูเสียเกียรติมากใช่ไหม”
“ก็...มากเลยล่ะ ถ้าเป็นรัชสมัยก่อนๆ น่ะไม่แปลกหรอก เพราะอย่างน้อยก็มีตำแหน่งสนมเป็นหลักประกัน มิหนำซ้ำการได้ส่งบุตรสาวเข้ารับใช้ฝ่าบาทก็คงเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่หรอก แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้ว่านางในพิเศษของฝ่าบาทก็เป็นได้แค่... เฮ้อ ช่างเถอะ”
เมื่อได้ตอบคำถามของหญิงสาวแล้วก็เป็นครั้งแรกที่คาอูลได้ลองนึกอีกมุมหนึ่งของเรื่องราวขึ้นมา เขาคิดเสมอว่ามันน่าโมโหที่ตนเองถูกหักหน้าอย่างรุนแรง นึกสมน้ำหน้าเสียด้วยซ้ำเมื่อได้ยินมาว่าอดีตคู่หมั้นถูกส่งไปทำงานที่สวนดอกไม้ในอุทยานฝั่งทิศใต้ เพราะนั่นคงหมายถึงว่านางไม่เป็นที่โปรดปรานเลยสักนิด แน่ล่ะ...หากเปรียบเทียบกับนางในพิเศษจานิสต้า ผู้ที่ทำให้ฝ่าบาทโปรดปรานได้ที่สุดแล้ว ก็ช่างดูเป็นความแตกต่างอย่างแสนสุดขั้วเหลือเกิน แต่นึกดูเอาดีๆ หากเป็นอย่างที่ฟีออนว่ามา นางเองก็คงจะน่าสงสารไม่น้อยทีเดียว
“เจ้านี่เก่งนะ ขนาดยังไม่เคยพบหน้ายังคาดการณ์ได้ขนาดนี้”
“ข้าก็แค่มองในมุมของผู้หญิงเท่านั้นค่ะ”
คาอูลได้เพียงนิ่งมองรอยยิ้มละไมของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกแตกต่างจากที่เป็นมา ไม่ใช่เพียงคำพูดของนางที่ทำให้เขาได้ลองนึกถึงจีโอเรียในอีกมุมมอง แต่สิ่งที่ดึงดูดมากกว่านั้นคืออีกแง่มุมหนึ่งของนางผู้อยู่เบื้องหน้านี้ต่างหาก ภายใต้รูปลักษณ์อันไม่พึงมองนั่นมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเหลือเกิน
“ข้าพร้อมเดินทางแล้วค่ะ” เมื่อเห็นนายทหารมหาดเล็กนิ่งเงียบไปหญิงสาวจึงได้เอ่ยขึ้นในที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มยื่นมือไปหยิบถุงผ้าสัมภาระจากบนโต๊ะมาทั้งหมดก่อนจะเดินนำออกไป
ฟีออนปิดประตูแล้วเดินถอยห่างออกจากตัวบ้านมาเล็กน้อย หญิงสาวมองดูบ้านของตัวเองราวกับจะรำลึกถึงความทรงจำมากมายเป็นครั้งสุดท้าย
“ลาก่อนนะคะท่านพ่อ ข้าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่าบาทต่อจีโอเนสที่สุดเพื่อไม่ให้ท่านต้องผิดหวังค่ะ”
กล่าวจบหญิงสาวก็คุกเข่าโค้งศีรษะจรดลงแทบพื้น คาอูลที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนักได้แต่นิ่งมองหญิงสาวอย่างประทับใจ ช่างเป็นคำปฏิญาณที่น่าชื่นชมสำหรับหญิงสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งผู้มีใจรักภักดีต่อบ้านเมือง คนเราย่อมมีความสามารถแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะทำประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน ขอเพียงตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำก็นับได้ว่าเป็นสามัญสำนึกที่น่านับถือแล้ว
ทว่าในอีกมุมหนึ่งที่คาอูลนึกขึ้นมาได้ในขณะเดียวกัน นางจะรู้สึกเศร้าแค่ไหนกันที่กำลังจะต้องออกจากบ้านที่อาจไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว
คาอูลเองก็เป็นหนึ่งในคณะเดินทางที่ได้มีโอกาสติดตามอารักขาฝ่าบาทมาที่นี่เมื่อสองวันก่อน จากคำบอกเล่าพูดคุยของหมอประจำหมู่บ้านผู้มาเปิดประตูให้ฝ่าบาทแล้ว แปดปีก่อนตอนกลับจากการสำรวจที่อาณาจักรคาบันเน่ย์ สาวน้อยได้รับบาดเจ็บบนใบหน้าจนทำให้เป็นแผลเป็นที่น่ากลัวเช่นนั้น ส่วนมารดาเสียไปตั้งแต่ยังเล็กก่อนย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ หญิงสาวในตอนนี้ไม่เหลือญาติมิตรที่ไหนอีกแล้ว
เพื่อนฝูงที่พอจะคบหากันได้ก็มีไม่มาก เพราะแม้จะมีบ้านที่นี่แต่ก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน มิหนำซ้ำหญิงสาวมีนิสัยรักการอ่านเขียนเรียนหนังสือมากกว่ากิจกรรมการละเล่นทั่วไปแบบผู้หญิง ส่วนผู้ชายนั้นยิ่งแล้วไปใหญ่ เพราะโดยส่วนมากแทบจะเห็นนางเป็นนังอัปลักษณ์นิสัยประหลาดที่มีไว้ให้ล้อเลียนกลั่นแกล้ง
แพทย์ผู้เฒ่ารู้สึกโล่งอกที่ฝ่าบาททรงมีพระเมตตารับฟีออนไปดูแลต่อ เพราะนางคงจะใช้ชีวิตได้ยากลำบากเอาการหากต้องอาศัยอยู่ลำพังตัวคนเดียว แผ่นหลังเล็กๆ นั่นคงแบกรับความทุกข์ไว้มากมาย และฝึกฝนจนทำให้นางกลายเป็นคนเข้มแข็ง หญิงสาวลุกขึ้นยืนระงับเสียงสะอื้นที่ดังรอดออกมาเล็กน้อย แม้จะพยายามยกแขนเสื้อเช็ดน้ำหูน้ำตาแล้วก็ตาม
“ถ้าวันไหนคิดถึงบ้านมากๆ จนอดทนไม่ได้ก็ลองทูลขอฝ่าบาทสิ ถ้ามาได้ข้าจะกลับมาเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
ลมหายใจของหญิงสาวสะดุดหยุดครืนไปชั่วขณะ ฟีออนหันหน้าไปมองตามต้นเสียงด้วยสีหน้าตื่นตกใจ มองใบหน้าสดใสซึ่งอมยิ้มเล็กน้อยของนายทหารหนุ่มนั้นแล้ว ราวกับมีอะไรบางอย่างวิ่งเข้าเสียดแทงใจของหญิงสาวให้รู้สึกแปลบวาบขึ้นมา แม้บนใบหน้าจะมีคราบน้ำตา แต่สุดท้ายรอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏออกมาอย่างมีกำลังใจขึ้น
“นอกจากท่านพ่อกับท่านหมอแล้วไม่ค่อยมีผู้ชายคนไหนทำดีกับข้านัก ขอบคุณสำหรับน้ำใจของท่านค่ะ”
“ก็เอ่อ... ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างขัดเขินขึ้นมาพิกล “เจ้าจะทำงานเป็นร่างอักษรฯ นี่นา อย่างไรต่อไปเราก็คงเจอหน้ากันทุกวันอยู่แล้ว เจ้ามีเรื่องอะไรก็บอกข้าได้นะ”
ร่างอักษรประจำพระองค์ ตำแหน่งผู้ที่คอยติดตามบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวันรวมถึงถ้อยคำความคิดต่างๆ ขององค์กษัตริย์ พระเจ้าแดริสทรงยกเลิกตำแหน่งงานนี้ไปตอนขึ้นครองราชย์ และรับสั่งว่าจะจดบันทึกด้วยพระองค์เอง เพราะทรงคิดว่าไม่มีใครจะมารู้มาเห็นทุกอย่างเข้าใจพระองค์ทั้งหมดไปได้มากกว่าตัวพระองค์
และในอดีตก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีร่างอักษรฯ คนใดที่เป็นเพศสตรีมาก่อน นับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตหญิงสาวแล้วที่จะได้รับโอกาสนั้น
จากบ้านหลังนี้ไป ยังมีอนาคตอีกยาวไกลที่รอหญิงสาวอยู่เบื้องหน้า ฟีออนหันมองรอบตัวส่งยิ้มให้กับทุกสิ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันกลับมาเต็มตัวแล้วเตรียมออกเดินทางในทันที
“ถ้าอย่างนั้นหากท่านมีปัญหากับหญิงสาวคนใดอีกก็มาปรึกษาข้าได้นะ เห็นหน้าข้าเป็นแบบนี้ก็เถอะ แต่ข้าออกเดินทางท่องเที่ยวกับท่านพ่อรู้เห็นอะไรมาเยอะเลยล่ะ ข้าต้องช่วยท่านได้แน่ๆ เลยค่ะ”
นายทหารหนุ่มหัวเราะขึ้นอย่างชอบใจในระหว่างช่วยหญิงสาวระวังตอนปืนขึ้นหลังม้า เขาแบ่งสัมภาระทั้งหมดผูกกับม้าทั้งสองตัวไว้แล้ว
“ได้เลย เจ้าได้ปวดหัวกับเรื่องรักๆ ของข้าแน่ละ ถึงจะโดนสาวทิ้งหนีงานแต่งงานไปแบบนี้ก็เถอะ แต่ที่จริงแล้วข้ายังเป็นที่นิยมของสาวๆ อีกไม่น้อยเลยนะ”
สองคนหัวเราะเสียงใสอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนคาอูลจะกลับมาขึ้นม้าของตัวเอง ฟังจากที่ว่าฟีออนเดินทางกับพ่อของนางบ่อยๆ กับท่าทางที่ขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่วแล้ว ก็ชวนให้นึกสงสัยถึงทักษะและประสบการณ์การขี่ม้าของหญิงสาวขึ้นมา
“เจ้าเริ่มหัดขี่ม้าตั้งแต่เมื่อไหร่”
“น่าจะตอนเจ็ดขวบค่ะ”
“โหพอๆ กับข้าเลย งั้นคงไม่ต้องห่วงแล้วสิ เอาล่ะไปกันเลยนะ”
ม้าแซมดำสองตัวได้สัญญาณรับคำสั่ง ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าวิ่งออกไปในยามอาทิตย์อัสดงที่ส่งลำแสงทอระยับเป็นสีส้มงดงามจับตา