ทั้งสองเดินมานั่งที่ศาลาไม้ริมน้ำภายในวัด ถัดไปอีกนิดจะมองเห็นเป็แม่น้ำโขงที่ผิวน้ำที่ดูนิ่งเรียบ แต่ความกว้างใหญ่นั้นก็แอบน่ากลัว อาโปสังเกตเห็นหญิงสาวนั่งเหม่อมองลำน้ำอยู่จึงยื่นขวดน้ำดื่มที่พกติดตัวมาให้
“กินน้ำหน่อยไหมฉันให้” อาโปพูดหน้ายิ้ม
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวหันกลับมามองพร้อมกับรับน้ำไว้เธอมองขวดน้ำในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองอาโปอยู่พักหนึ่ง
“มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่า?” อาโปพูดพร้อมกับจับดูใบหน้าตัวเองด้วยความสงสัย
“เปล่าค่ะ! ไม่มีอะไร” หญิงสาวส่ายหน้าอมยิ้มเล็กน้อย
“แล้วเธอพร้อมจะฟังเื่เล่าหรือยัง?” หญิงสาวพูดน้ำเสียงจริงจัง
“อ่อ…โอเค พร้อมแล้วก็ได้” อาโปพูด (ทำไหมถึงรีบจังทั้งที่อยากอยู่ด้วยนาน ๆ แท้ ๆ) เธอคิดในใจ
หญิงสาวมองออกไปในแม่น้ำโขงอีกครั้งพร้อมกับเล่าขึ้นว่า ตำนานของสองคู่รักลูกสาวเ้าเมืองที่รักกับชายหนุ่มชาวบ้านธรรมดา เมื่อท่านเ้าเมืองรู้เข้าก็โกรธมากสั่งให้ทหารไปจับตัวชายหนุ่มมาขังไว้ แต่ลูกสาวของเ้าเมืองไม่ยอมแอบเข้าไปช่วยชายคนรักออกมา ทั้งคู่แอบหนีออกจากวังไปด้วยกันทำให้เ้าเมืองโกรธมากกว่าเดิม สั่งทหารไล่ตามหาทั้งสองทั่วทุกหนแห่ง จนกระทั่งมาเจอที่รินฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ทหารกล้านับ 10 นายยื้อแย่งเ้าหญิงออกจากชายหนุ่ม ชายคนรักพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องคนรักจนพลาดท่าโดนคมดาบฟันเข้ากลางหลังและตามลำตัวหลายแผล จนหมดแรงสิ้นใจไปตรงนั้น เ้าหญิงเข้าสวมกอดร่างของชายคนรักร้องไห้จนแถบขาดใจเธอจับมีดดาบที่ตรงอยู่ใกล้ ๆ ขึ้นมาตัดผ่านลำคอของตนเองสิ้นใจลงเคียงข้างกัน เ้าเมืองรู้เื่ราวดังนั้นจึงเศร้าโศกเสียใจเป็อย่างมาก เขาได้สร้างเจดีย์ใหญ่คู่กันไว้พื้นที่ตรงนี้ และให้ชื่อว่าเนินสาวไฮ้ หรือเนินสาวร้องไห้
ต่อมาเ้าหญิงกับชายหนุ่มได้มาเกิดเป็พญานาคที่อาศัยอยู่ใต้วังบาดาลทั้งสองครองคู่กันมาช้านาน เฝ้าบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ในศีลธรรมกระทำแต่คุณงามความดีมาโดยตลอด และจะขึ้นมาจากบ่อน้ำตรงนั้นวันขึ้น 15 ค่ำ ของทุกปีครั้ง 1 ชั่วโมงเท่านั้นเพื่อร่วมอนุโมทนาบุญกับชาวบ้านที่มาทำบุญและวันนั้นตรงกับวันที่ทั้งสองสิ้นใจไปพร้อมกันด้วย
พอเล่าจบใบหน้าขาวสวยที่มีน้ำตาคลอเบ้าอยู่ในตอนแรกก็เริ่มมีน้ำใส ๆ ไหลผ่านแก้มลงมา อาโปเอื้อมมือเข้าไปปะกบแก้มนุ่มใช้นิ้วเรียวปาดน้ำตาที่เปื้อนแก้มอย่างเบามือ หญิงสาวััได้ถึงความห่วงใยที่อาโปส่งผ่านทางสายตา เธอสะอึกเล็กน้อยปาดน้ำตาตัวเองเพื่อดึงสติกลับมา อาโปจึงดึงมือกลับมาช้า ๆ ค่อยดูท่าทีของอีกฝ่าย
“ฉันไม่เป็ไร” หญิงสาวตอบเสียงเบา
“เื่มันเศร้ามากเลยเนอะ แต่ตอนนี้ทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันใต้เมืองบาดาลแล้วใช่ไหม?” อาโปถามพร้อมกับมองไปทางแม่น้ำ
“แต่บางอย่างมันก็ไม่ได้เป็ในแบบที่ใจเรา้าเสมอไปหรอก” หญิงสาวพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวก่อน! จะกลับแล้วเหรอ” อาโปถาม
ร่างของหญิงสาวก้าวเดินออกจากศาลาไป อาโปเก็บกล้องและสมุดบันทึกของเธอใส่กระเป๋าแล้วรีบก้าวตามด้วยความรวดเร็ว
“เดี๋ยว ๆ เธอรอก่อนสิ! เธอ…” อาโปร้องบอกเสียงดัง
อุ้ย! หญิงสาวหันกลับมามอง ร่างเล็กของเธอชนกับร่างสูงของอาโปที่กำลังรีบพุ่งมา อาโปใรีบเอื้อมแขนเข้าโอบเอวของหญิงสาวไว้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของทั้งสองใกล้กันจนััได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายที่ลดอยู่ตรงปลายจมูก เสียงหัวใจของทั้งคู่เต้นแรงสายตามองประสานกัน
“ขอโทษค่ะ! เป็อะไรหรือเปล่า?” อาโปถามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรค่ะ” หญิงสาวตอบั์ตาของเธอดูสั่นเครือ
มือเรียวเล็กพยายามดันตัวออกจากอ้อมกอดของอาโป แต่กลับถูกดึงกลับมากอดแน่นกว่าเดิม
“อยู่ด้วยกันก่อนได้ไหม… นะคะ!” อาโปพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาส่งสายตาหวานออดอ้อนให้กับหญิง ทำเอาคนมองหัวใจเต้นรัวทำตัวไม่ถูก
“ฉ ฉะ ฉัน…” หญิงสาวพูดไม่เป็คำ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย (สายตากับท่าทางของเขาก็ยังคงทำให้ใจสั่นได้เหมือนเดิม)
“เป็ไกด์นำเที่ยวให้หน่อยได้ไหม ฉันจะได้เลี้ยงข้าวตอบแทนเธอด้วยไง นะ” อาโปพูดย้ำด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“เออ...ก็ได้ แต่…ปล่อยก่อนได้ไหมเดี๋ยวคนอื่นมาเห็นมันจะดูไม่เหมาะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับดันตัวออกจากอ้อมกอดอีกฝ่าย
“ขอโทษค่ะ” อาโปพูดพร้อมกับปล่อยมือออกจากร่างบาง เธอมัวแต่คนใจคนตรงจนลืมคิดไปว่าสถานที่มันไม่เหมาะสม (ััที่คุ้นเคยนี่มันอะไรกันนะ คล้ายกับว่าเรารู้จักกันมานาน เพียงแค่หยดน้ำตาของเธอก็ทำให้เรารู้สึกเจ็บได้ขนาดนี้ แค่คำพูดดำเดียวว่าจะไป ถึงกลับทำให้เราต้องหาวิธีรั้งเธอไว้ด้วยทุกวิถีทาง)