บทที่ 8 คงจะยังโกรธข้าอยู่ (รีไรต์)
เื่ราวยังไม่จบแค่นั้น
ซูโหรวเอ๋อร์กัดฟันทน กลับไปที่เรือนของตนเองพร้อมกับลูกชายที่ยังคงร้องไห้งอแงไม่หยุดปาก พอปลอบจนเด็กชายหยุดร้องได้ไม่นาน แม่เฒ่าเว่ยก็มาถึง
ซูโหรวเอ๋อร์ยังไม่ทันคิดหาวิธีรับมือกับแม่เฒ่าเว่ย หญิงชราก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเ็าว่า
"ก่อนหน้านี้ ข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดแล้วได้ผ้าผืนหนึ่งมา พวกเด็กคนอื่นไม่มี มีแต่พี่จวี๋ที่ได้ ข้าก็เลยคิดว่าพี่จวี๋กำลังอยู่ใน่วัยที่กำลังโต เลยจะให้เ้าเอาไปตัดเสื้อให้พี่จวี๋สักสองตัว"
อวี้หย่งจวี๋ยังคงโกรธเื่ผลไม้ป่า จึงพูดสวนขึ้นด้วยความน้อยใจว่า "ท่านย่า ข้าไม่เอาผ้าของท่านหรอก ข้าไม่เอา!!!"
เขาหันหลังให้ แล้ววิ่งจากไป หวังว่าท่านย่าจะรู้ว่าตอนนี้เขาโกรธมาก และต้องรีบมาง้อเขา!
แม่เฒ่าเว่ยพูดซ้ำช้า ๆ ว่า "เ้าไม่เอาผ้าของย่างั้นหรือ?"
เด็กชายหันหลังให้แม่เฒ่าเว่ย ตอบอย่างองอาจว่า "ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา!"
แม่เฒ่าเว่ยกลับหัวเราะออกมา
ซูโหรวเอ๋อร์ยังไม่ทันได้ตอบสนอง สายตาของแม่เฒ่าเว่ยก็จับจ้องไปที่ตะกร้าเย็บผ้าที่วางอยู่บนเตียงของนาง แล้วพูดอย่างชอบธรรมว่า "หากเป็เช่นนั้น ก็ย่อมได้ ในเมื่อพี่จวี๋บอกว่าไม่เอาของข้า ผ้าผืนนี้ที่ตัดเป็เสื้อแล้ว ข้าก็จะเอาไปแล้วกัน"
นางพูดอย่างช้า ๆ แต่ซูโหรวเอ๋อร์กลับรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า
‘เดี๋ยวสิ นี่ท่านแม่หมายความว่าอย่างไรกัน!’
ซูโหรวเอ๋อร์มองดูแม่เฒ่าเว่ยหยิบผ้าที่นางเพิ่งเย็บเป็เสื้อผ้าตัวใหม่ในตะกร้าออกมา พลิกไปมาดูอย่างไม่พอใจสักเท่าไหร่ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วหยิบไป
"ท่านแม่" ซูโหรวเอ๋อร์ใ "ประเดี๋ยวสิเ้าคะท่านแม่!"
แม่เฒ่าเว่ยหันกลับมามองด้วยแววตาเ็า "มีสิ่งใด? เ้าจะบอกว่าข้าเอาไปมิได้แล้วหรือ? ผ้าผืนนี้ข้าเป็คนเอามาให้เ้า ถึงแม้จะเป็ของของเ้า แต่ข้าเป็แม่สามี เอาผ้าจากเ้าไปผืนเดียวก็มิได้เลยหรือ?"
ซูโหรวเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกถึงแรงกดดันจากแววตาของแม่เฒ่าเว่ย "เอ่อ มิใช่อย่างนั้นนะเ้าคะ เพียงแต่ เพียงแต่ ผ้าผืนนี้..." นางพูดติด ๆ ขัด ๆ อยู่นาน ในที่สุดนางก็นึกเหตุผลออก แล้วก็พูดอย่างลื่นไหลว่า
"ท่านแม่ ผ้าผืนนี้ ข้าตัดตามขนาดตัวของพี่จวี๋แล้วเ้าค่ะ"
แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะในลำคออย่างเยาะเย้ยเล็กน้อย "เมื่อครู่เ้าก็ได้ยินแล้ว พี่จวี๋บอกเองว่าไม่เอา ดังนั้นข้ายังสามารถเอาไปแก้ให้พอดีกับซิ่งซิ่งได้"
ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมารอบที่สอง!
นางไม่คิดเลยว่า แม่สามีจะเอาผ้าผืนนั้นไปทำเสื้อผ้าให้ซิ่งซิ่ง!
นางโกรธจนตัวสั่น ทว่ากลับพูดไม่ออก
แม่เฒ่าเว่ยก็เหมือนนึกเื่บางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "จริงสิ ผ้าชิ้นก่อนที่ข้าให้เ้าทำเสื้อผ้าให้พี่จวี๋ เห็นว่าสองชุดก็ยังเหลือเฟือมิใช่รึ? ผืนนี้พอทำแค่ตัวเดียว เ้าน่าจะยังมีผ้าเหลือ ไปหาให้ดี ๆ แล้วเอามาคืนข้าที่ห้องด้วย"
พูดจบ แม่เฒ่าเว่ยก็ไม่แม้แต่จะมองใบหน้าอันซีดเซียวราวกับคนหมดอาลัยของซูโหรวเอ๋อร์ นางถือผ้าผืนนั้นแล้วเดินจากไป
ระหว่างที่แม่เฒ่าเว่ยเดินจากทางเดินหินกลางลานไปยังห้องโถง ก็ได้ยินเสียงเก้าอี้ล้มดังโครมครามมาจากเรือนสาม
นางไม่สนใจว่าซูโหรวเอ๋อร์ทำล้มโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจให้ตนได้ยิน มุมปากของนางยกยิ้มเ็า ไม่หันกลับไปมอง กอดผ้าที่ตัดไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องโถง เห็นหนูน้อยซิ่งซิ่งกำลังนั่งกินลูกไม้ป่าอยู่บนเตียงอย่างว่าง่าย นางก็ดึงตัวหนูน้อยให้ลุกขึ้นยืน กางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อวัดขนาดตัว
ซิ่งซิ่งรู้สึกงุนงง ปล่อยให้แม่เฒ่าเว่ยพลิกตัวไปมาเพื่อวัดอะไรบางอย่าง
จนกระทั่งแม่เฒ่าเว่ยวัดตัวเสร็จด้วยความพอใจ เหมือนกับทำงานเสร็จแล้ว ซิ่งซิ่งจึงกลืนผลไม้ป่าในปากลงไป แล้วถามด้วยความสงสัยว่า "ท่านย่าเ้าขา ท่านย่าจะทำอะไรหรือเ้าคะ?"
แม่เฒ่าเว่ยวางกรรไกรลง เริ่มตัดผ้า เอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นว่า "ย่าจะทำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เ้า ชุดที่เ้าใส่อยู่ตอนนี้ เป็ชุดเก่าของพี่กุ้ยที่เอามาแก้ให้ อย่างไรก็ไม่ค่อยพอดีตัวมิใช่หรือ?"
ซิ่งซิ่งได้ยินแบบนั้น นางก็ยืนนิ่ง
แม่เฒ่าเว่ยเห็นซิ่งซิ่งยืนเงียบอยู่ด้านหลัง ก็รู้สึกแปลกใจ จึงหันกลับไปมอง เห็นเ้าตัวน้อยกำลังยืนเช็ดน้ำตาอยู่ ตรงปลายจมูกแดงก่ำ
"เกิดอะไรขึ้นหรือซิ่งซิ่ง?" แม่เฒ่าเว่ยถามด้วยความใ
ดวงตากลมโตของซิ่งซิ่งเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาใสใส นางสะอื้นไห้พลางกล่าวว่า
"ท่านย่าเ้าขา ท่านย่าดีกับซิ่งซิ่งเหลือเกิน ซิ่งซิ่งจะต้องตอบแทนท่านย่าอย่างดีที่สุดนะเ้าคะ"
คำพูดที่จริงจังและเปี่ยมล้นด้วยความกตัญญูของเด็กน้อยคนนี้ เป็คำมั่นสัญญาที่นางจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณ
"ดี ย่าจะรอนะ" แม่เฒ่าเว่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเอ็นดูยิ่ง
...
เดิมทีครอบครัวนี้รับประทานอาหารวันละสามมื้อ แต่เนื่องจากภัยแล้งติดต่อกันหลายปี ข้าวปลาอาหารจึงกลายเป็ของหายากยิ่ง พวกเขาจึงต้องประหยัด ลดมื้ออาหารลงเหลือเพียงเช้าและเย็น
แต่ใน่เวลาเร่งทำนาซึ่งต้องใช้แรงงานมาก ในตอนเที่ยง แม่เฒ่าเว่ยจะให้ลูกสะใภ้ทำอาหารที่อยู่ท้อง แล้วไปส่งให้ที่ทุ่งนา
่นี้เป็คราวที่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งต้องทำอาหาร
ส่วนหน้าที่สบาย ๆ อย่างการไปส่งอาหารที่ทุ่งนาเป็ของซูโหรวเอ๋อร์
แต่วันนี้แม่เฒ่าเว่ยจัดการสั่งสอนซูโหรวเอ๋อร์ไปชุดใหญ่ ประตูห้องของบ้านหลังที่สามจึงปิดเงียบ ไร้แม้แต่เงาของลูกสะใภ้สาม
ใกล้เวลาต้องไปส่งข้าวกลางวันที่ทุ่งแล้ว แต่ประตูห้องของบ้านสามก็ยังคงปิดสนิท
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเริ่มรู้สึกไม่พอใจ นางเป็ห่วงว่าสามีที่รออยู่กลางทุ่งจะหิว จึงทำอาหารเตรียมไว้แต่เช้า แต่นี่ซูโหรวเอ๋อร์กลับมางอแงอยู่ในห้อง ไม่สงสารสามีตัวเองบ้างรึไรกัน
หลี่ชุนฮวาแห่งบ้านใหญ่ก็ร้อนใจมิต่างกัน รีบเดินไปที่หน้าห้องเคาะประตูเรียกอยู่หลายครั้ง
แต่ภายในห้องกลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ เลย หลี่ชุนฮวานำหูแนบประตู ได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ของอวี้หย่งจวี๋ ราวกับว่าเ้าตัวน้อยกำลังถูกปิดปากอยู่ภายในห้อง
ชัดแล้วว่าซูโหรวเอ๋อร์ไม่ยอมให้ลูกชายออกมาเปิดประตู
หลี่ชุนฮวาทนไม่ไหว กำลังจะเอ่ยปากด่า ทันใดนั้นไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็คว้าแขนนางไว้ "พี่สะใภ้ใหญ่ หรือว่าสะใภ้สามจะไม่สบาย ปล่อยให้นางพักไปก่อนเถิด ข้าพึ่งทำกับข้าวเสร็จ ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นควันไฟ ยังไม่ได้เก็บครัวเลย พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยไปส่งข้าวให้หน่อยได้หรือไม่ จะได้ไม่ต้องให้ผู้ชายที่รออยู่กลางทุ่งต้องหิว"
หลี่ชุนฮวาก็เป็ห่วงสามีตัวเอง จึงไม่ได้คิดอะไรมาก รีบตอบตกลงแล้วถือห่อข้าวออกไป
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเหลือบมองประตูของบ้านสามแวบหนึ่ง แล้วแอบมองไปทางบ้านใหญ่ จากนั้นก็หันหลังเดินเข้าครัวไป
มีเพียงบ้านสามเท่านั้นที่ยังคงเงียบสงัดไร้วี่แววของผู้คน
เวลาโพล้เพล้มาเยือน พ่อเฒ่าอวี้กับลูกชายทั้งสี่คนเร่งแบกเครื่องมือทำนาเดินกลับบ้าน
เมื่อครู่พวกเขาทั้งหมดพากันไปอาบน้ำที่ลำธารเล็ก นับว่าเป็การอาบน้ำที่สดชื่นหายเหนื่อยอย่างแท้จริง บนโต๊ะนั้น อาหารเย็นได้ถูกจัดเตรียมจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ่บ่ายแม่เฒ่าเว่ยได้นำเหรียญทองแดงห้าเหรียญไปซื้อหมูสามชั้นมาหนึ่งชิ้น นับเป็เวลานานแล้วที่บ้านหลังนี้มิได้ทานเนื้อสัตว์ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตื่นเต้นดีใจเป็อย่างมาก ถึงกับงัดฝีมือทั้งหมดที่มี นำหมูสามชั้นชิ้นนั้นมาผัดกับผักป่าจนได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน
พวกผู้ชายบ้านตระกูลอวี้ได้กลิ่นน้ำมันหมูอันเป็เอกลักษณ์ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่ง รีบพากันมานั่งที่โต๊ะอาหาร
อวี้ซานเป้า ลูกชายคนที่สามของบ้านตระกูลอวี้ เพิ่งสังเกตเห็นว่าพี่สะใภ้ทั้งสองคนกำลังวุ่นอยู่กับการจัดจานชาม แต่กลับไม่เห็นเงาของภรรยาตัวเอง
เขานึกขึ้นได้ว่าตอนกลางวันเป็พี่สะใภ้ใหญ่ที่นำอาหารกลางวันมาส่ง และในยามนั้นก็ไม่เห็นภรรยาของเขาเช่นกัน ตอนนั้นที่เขาถามพี่สะใภ้ใหญ่ อีกฝ่ายก็ตอบเพียงว่าไม่ค่อยแน่ใจ มิแน่ว่านางอาจจะมีธุระอย่างอื่น
มีธุระอย่างอื่นกระนั้นหรือ? ตอนนี้ถึงเวลาอาหารแล้ว เหตุใดจึงยังไม่เห็นเงาของนางออกมาอีกเล่า?
"ท่านแม่ขอรับ เกิดเื่อะไรกับโหรวเอ๋อร์หรือขอรับ เหตุใดนางยังไม่มาอีก?" เดิมทีอวี้ซานเป้าตั้งใจถามแม่เฒ่าเว่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ไม่คาดคิดว่าคำถามนี้ราวกับไปกระทบอะไรเข้า เสียงของแม่เฒ่าเว่ยพลันเปลี่ยนไปทันที วางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง พร้อมกับแสยะยิ้มเยาะ
"สะใภ้สามน่ะหรือ ตอนกลางวันไม่ยอมไปส่งข้าวที่ทุ่งนาให้พวกเ้า ตอนนี้ก็ไม่ยอมออกมา ข้าว่านางคงโกรธข้าอยู่กระมัง!"
คำพูดนี้ทำเอาอวี้ซานเป้าเกือบะโออกจากเก้าอี้ด้วยความใ!