ในวันที่ต้องเรียนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวนักเรียนทั้งชายและหญิงล้วนแต่งตัวทะมัดทะแมง ซิวลู่ฉิงกับฉีเหยียนมีอาการตื่นเต้นจนเห็นได้ชัดฝ่ายแรกเป็เด็กหญิงตัวกลมป้อมที่ชอบการกินและการอ่านหนังสือส่วนฝ่ายหลังเป็หนอนหนังสือที่ไม่ชอบการออกกำลังและการต่อสู้เอาเสียเลย
“ข้าไม่ชอบเวลาเหงื่อออก! มันเหนียวเหนอะไปหมดซ้ำข้ายังเป็ผื่นแดงตามเนื้อตามตัวอีกด้วย” ใบหน้าของเด็กชายบึ้งตึง
ชิงเว่ยเว่ยจึงหันไปปลอบใจ“ที่เ้าเป็เช่นนั้นแสดงว่าร่างกายของเ้าอ่อนแอหากเ้าออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ต่อไปเ้าก็ไม่เป็ผื่นแดงเช่นนั้นอีก”
“ไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ!”
“หือ....ยังมีอะไรอีกล่ะ?”
“เห็นว่าเราเป็เพื่อนกันข้าจะยอมบอกความลับให้แต่พวกเ้าห้ามบอกผู้ใดเป็อันขาด” ฉีเหยียนทำหน้าเครียดจนสหายทั้งสามต้องตกปากรับคำ“หากเหงื่อข้าออกมากข้ากลัวว่าจะเหมือนท่านพ่อของข้าน่ะสิ”
ชิงเว่ยเว่ยนึกถึงหน้าใต้เท้าฉีที่เห็นไปเยือนบ้านของนางอยู่ครั้งสองครั้งก็ไม่เห็นว่าคนผู้นั้นจะผิดปกติแต่อย่างใด?
“ท่านพ่อของเ้าข้าก็เห็นว่าเป็ขุนนางรูปร่างใหญ่สง่าผ่าเผยดีนี่?”
“หึ! ความลับของท่านพ่อข้าก็คือ...”ฉีเหยียนทำปากขมุบขมิบซุบซิบให้สหายฟัง เด็กทั้งสามฟังจบก็ทำตาโต
“ไอหยา!”
“เ้ารู้หรือยังว่าเหตุใดข้าจึงไม่อยากออกกำลัง?”
“อืม...ถ้าเป็อย่างเ้าว่าจริงเื่นี้ก็น่าเห็นใจนัก โรคภัยที่ส่งต่อจากบิดาถึงบุตรก็มีมากมาย แต่ข้าเคยอ่านในตำราที่บ้านบอกว่าการออกกำลังจะทำให้ร่างกายของเราฟื้นฟูได้นะ”
แม้ชิงเว่ยเว่ยจะรู้สึกเห็นใจฉีเหยียนแต่การจะปล่อยให้เด็กชายกลายเป็คนอ่อนแอขี้โรคอยู่อย่างนี้ก็คงไม่ดีแน่ดูจากพฤติกรรมของเขาแล้ว ทั้งไม่ใส่ใจเื่การกินและยังไม่สนใจการออกกำลังอีกเห็นทีจะกลายเป็บัณฑิตอ่อนแอไปในไม่ช้า
ซิวอี้เซิงเห็นว่าชิงเว่ยเว่ยพูดจามีเหตุผลก็รีบสนับสนุน“จริงอย่างเว่ยเว่ยว่า อาเหยียนข้าว่าเ้ามาออกกำลังบ้างเถอะ ดูอย่างข้าสิ! ไม่เคยวิงเวียนเลยสักครั้งถึงเ้าจะเห็นว่าข้ามีพุงเช่นนี้แต่ข้าวิ่งได้เร็วมากนะ”
“แต่ข้า....”
“ในฐานะที่ข้าเป็หัวหน้ากลุ่มฉีหลินขอสั่งให้เ้าตั้งใจเรียนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวไม่เช่นนั้นหากพวกเราไปสมัครเป็สายลับของสำนักข่าวนกกระจิบก็คงไม่ผ่านแน่”
ฉีเหยียนแม้จะสีหน้าไม่ค่อยดีแต่จำเป็ต้องพยักหน้าเมื่อเห็นว่าแม้แต่ซิวลู่ฉิงเด็กหญิงตัวกลมก็ยังทำตัวให้พร้อมกับการเรียนวิชาที่ตนเองไม่ชอบ
แปะ! แปะ! แปะ!
“เอาล่ะทุกคน! ได้เวลาเรียนกันแล้วคาบเรียนนี้อาจารย์หูจะเริ่มสอนจากการเตรียมร่างกายให้พร้อมข้าจะคอยช่วยดูว่าพวกเ้าทำท่าตามได้อย่างถูกต้องหรือไม่?”อาจารย์ไต้ในชุดเดียวกับอาจารย์หูประกาศอยู่หน้าเวที
สถานที่เรียนวันนี้อยู่ใต้ร่มไม้ร่มรื่นสายลมโชยเอื่อย ชิงเว่ยเว่ยที่ฝึก วรยุทธ์อยู่ที่จวนสกุลชิงและยังไปฝึกที่วังของท่านอ๋องสิบห้าทำท่าทางได้คล่องแคล่วจนอาจารย์หูเอ่ยชม เด็กหญิงยิ้มภาคภูมิใจ
“เว่ยเว่ยเ้าเรียนวรยุทธ์มาหรือ?”
“เ้าค่ะข้าฝึกมาหลายเดือนแล้ว แต่ก่อนไม่สบายต้องฝึกเพื่อฟื้นฟูร่างกาย”
“ดีๆเอาล่ะทุกคนดูเว่ยเว่ยเป็ตัวอย่างนะ ท่าทางของเว่ยเว่ยถูกต้องและเข้มแข็งแบบนี้จึงเรียกว่าหมัดมวย”
อาจารย์ไต้หันมามองเด็กหญิงด้วยความพอใจเมื่อเห็นว่าไหล่นางตกเล็กน้อยเขาจึงเดินมาแตะที่บ่าแล้วยิ้มด้วยความเมตตา“เขาต้องเกร็งไหล่ขึ้นอีกนิด การตั้งท่าจะได้มั่นคงขึ้น”
ชิงเว่ยเว่ยรู้สึกคล้ายใบหน้าของชายหนุ่มส่องประกายเขาดวงตานางจะตาพร่ามิน่าเล่า!จึงได้ยินว่าอาจารย์ไต้ไม่อาจอยู่สอนที่ฝั่งชั้นกลางและชั้นสูงได้เพราะรูปลักษณ์ของเรารบกวนจิตใจศิษย์สาวจนไม่เป็อันเรียน
“เว่ยเว่ย! เ้าเป็อะไรไป?ทำไมตัวแข็งทื่อเช่นนั้น?” ไต้เส้าจวินเขย่าร่างสาวน้อยเบาๆ ด้วยความใที่ลูกศิษย์ตัวน้อยคล้ายจะแน่นิ่ง
“อะอะ อ้อ! ไม่เป็ไรเ้าคะ!” เด็กหญิงค่อยได้สติ
“เ้าหน้าแดงเชียวหรือว่าอากาศตรงนี้จะเริ่มร้อนแล้ว”อาจารย์หนุ่มรูปงามเงยหน้าขึ้นมองแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า“พวกเ้าหลบไปร่มไม้ด้านโน้นดีกว่า ด้านนี้เหมือนจะพรางแสงได้ไม่ดีนัก”
ชิงเว่ยเว่ยเดินทื่อไปกับเพื่อนร่วมชั้นตาที่อาจารย์ไต้ชี้บอกซิวลู่ฉิงที่อยู่ไม่ไกลสังเกตเห็นอาการของสหายรักดูแปลกไปก็รีบเดินเข้ามาหา
“เ้าหน้าแดงเชียวเอายาดมหรือไม่? ข้าจะไปขอฉีเหยียน”
ไม่รอให้ชิงเว่ยเว่ยได้ตอบซิวลู่ฉิงก็วิ่งตื๋อไปบอกฉีเหยียนฝ่ายนั้นรีบควักตลับเล็กออกจากสาบเสื้อส่งให้ทันทีสาวน้อยที่หน้าแดงเพราะใจเต้นแรงต้องแสร้งดมยาตามที่เพื่อนบอกเพื่อมิให้ดูผิดปกติ
“เ้าดีขึ้นหรือยัง?”
“อืม...ดีขึ้นแล้ว”ดมยาไปก็ทอดสายตาออกไป พลันชิงเว่ยเว่ยก็เห็นว่าด้านหลังมีเนินเขาเล็กๆ อยู่“หลังเค่อเฉิงมีป่าอยู่ด้วยหรือ?”
“นั่นเรียกว่าเขาไข่ัเป็เนินเขาและป่าหลังสถาบันมาั้แ่เริ่มก่อตั้งแล้วล่ะ เ้าไม่รู้หรือ?”
“ไม่เลยข้าเพิ่งจะสังเกตเห็นนี่ล่ะ ดูท่าจะเป็ป่ารกน่าดูเลยนะ”
“นี่ๆข้าได้ยินว่าเขาไข่ัมีตำนานร่ำลืออยู่ตั้งหลายเื่”
“เ้าเล่าให้ข้าฟังสักหน่อยสิ!”
“ข้าได้ยินมาว่าก่อนก่อตั้งสถาบันเค่อเฉิงนั้นิฮ่องเต้ทรงเสด็จมาที่นี่ จีกั๋วกงที่เก่งกาจด้านการพยากรณ์ได้ทำนายว่าเขาไข่ัคือที่ซ่อนขุมพลังอำนาจหากตั้งสถาบันการศึกษาที่นี่จะทำให้แคว้นิยิ่งใหญ่ ฮ่องเต้จึงทรงเห็นดีเห็นงามจึงได้ใช้บริเวณนี้เป็สถานศึกษาเขาไข่ักลายเป็ที่ทดสอบความสามารถและไหวพริบของบัณฑิต แต่ละปีคนจากในวังจะมาฝังของมีค่าเอาไว้จากนั้นก็จะเปิดให้บัณฑิตทั้งหมดขึ้นไปเขาไข่ัเพื่อหาสิ่งนั้น หากผู้ใดหาเจอก็จะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็การส่วนพระองค์ในวังหลวงเพื่อรับพระราชทานรางวัล”
ชิงเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว“แล้วที่ผ่านมามีคนหาเจอหรือไม่?”
“ข้าได้ยินท่านพ่อบอกว่าอาจารย์จะแจกปริศนาให้ทุกคนที่ผ่านมามีเพียงอาจารย์ไต้เท่านั้นที่หาเจอ”
“เอ๋?คนเดียวเท่านั้นหรือ?”
“ใช่! เป็การหาเจอโดยบังเอิญเสียด้วยแต่เื่รายละเอียดอื่นๆ ข้าไม่รู้”
“เ้าเล่าเช่นนี้ข้าชักอยากขึ้นไปดูเขาไข่ัเสียแล้วสิ!”
**************************

