“คุณแม่!” ซ่งจื่อหยวนทิ้งกระเป๋าในมือลงและวิ่งไปหาแม่ของเขาอย่างดีใจ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เจอแม่
“จื่อหยวน! จื่อหยวนหรือลูก” แม่ซ่งหันมามองลูกชายอย่างดีใจไม่แพ้กัน
นางถูกส่งตัวมาอยู่ที่ค่ายปศุสัตว์นอกเมือง คนที่ถูกส่งให้มาใช้แรงงานอยู่ที่นี่ล้วนมาจากครอบครัวพ่อค้าหรือนักวิชาการทั้งสิ้น ตอนนั้นพ่อสามี แม่สามี และสามีของนางต่างก็เสียชีวิตไปด้วยเหตุความวุ่นวาย นางกับลูกชายต้องแยกกันเพื่อไปใช้แรงงานตามสถานที่ที่ทางการส่งไป พวกเขาทำได้แค่ติดต่อกันผ่านทางจดหมายเท่านั้น
“ลูกยังสบายดีใช่ไหมจ๊ะ” แม่ซ่งจับมือลูกชายไว้แน่นเหมือนกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะหายไป “ผอมไปหน่อย คล้ำไปหน่อย แต่ก็ดูเป็ลูกผู้ชายมากขึ้น”
“แม่ครับ ผมโตแล้วนะครับ” ซ่งจื่อหยวนยิ้ม
แม่ซ่งมองลูกชายอย่างดีใจ ก่อนที่นางจะหันไปเห็นสาวน้อยคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง “แล้วสาวน้อยคนนี้คือใครหรือจ๊ะ”
“คนรักของผมเองครับแม่” ซ่งจื่อหยวนรีบตอบ “ซูลี่คือคนรักของผม”
“สวัสดีค่ะคุณป้า หนูชื่อหลินซูลี่ค่ะ”
“สวัสดีจ้ะหนู” แม่ซ่งผละจากลูกชายแล้วมายืนอยู่ตรงหน้าหลินซูลี่ นางจับมือเธอไว้และยิ้มให้อย่างเอ็นดู “ทำไมถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูอย่างนี้ ลูกชายของแม่ก็ตาถึงเหมือนกันนะ”
หลินซูลี่ยิ้มเขิน เป็เพราะอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และครีมบำรุงผิวนานาชนิดที่อยู่ในมิติ ทำให้เธอกับซ่งจื่อหยวนดูดีขึ้นมาก ซึ่งเหวินเฉียวกับฟางซินเยว่ก็พลอยได้อานิสงส์นี้ไปด้วย “ขอบคุณค่ะคุณป้า คุณป้าก็ยังสวยอยู่เลยนะคะ”
“มีใครจะไม่อิจฉานายจื่อหยวนคนนี้บ้างล่ะครับที่โชคดีมีสาวสวยอยู่ข้างกายถึงสองคน แม่ก็สวย คนรักก็สวย”
แม่ซ่งส่ายหน้าให้กับลูกชาย “เื่โม้ล่ะไม่มีใครเกินนะเรา มาเถอะจ้ะเข้ามานั่งพักในบ้านกันก่อน”
ซ่งจื่อหยวนกับหลินซูลี่ตัดสินใจจะพักอยู่ที่ค่ายปศุสัตว์สามวัน เพราะพวกเขาจะจัดงานหมั้นกันที่นี่ ทั้งหมดเป็ความคิดของแม่ซ่ง นางอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปี เมื่อมีงานมงคลของลูกชาย นางก็อยากจะให้สหายที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันได้อยู่เป็สักขีพยานในงานหมั้นของลูกชายนางด้วย โดยเ้าหน้าที่ก็อนุญาต เพราะเวลานี้มาตรการต่างๆ ก็ได้รับการผ่อนปรนมากแล้ว
“พี่ใหญ่ซู คุณต้องมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกชายและลูกสะใภ้ของฉันด้วยนะคะ” แม่ซ่งบอกกับซูฉงเต๋อ
ซูฉงเต๋อเป็นักวิชาการที่ถูกส่งให้มาใช้แรงงานที่ค่ายแห่งนี้ เขาเป็อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสมัยเก่าในมหาวิทยาลัย เขาเป็ชายโสดไม่มีครอบครัว บิดามารดาล้วนจากไปกันหมด และมีไม่กี่คนที่รู้เื่ราวในชีวิตของเขา
ซูฉงเต๋อถูกส่งตัวมาอยู่ที่ค่ายแห่งนี้ก่อนแม่ซ่งอยู่หลายปี หลังจากที่แม่ซ่งถูกส่งตัวมา เขาก็คอยดูแลนางเหมือนกับน้องสาวคนหนึ่ง ยิ่งรู้ว่านางถูกพรากจากบุตรชาย อีกทั้งคนในครอบครัวต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว ซูฉงเต๋อก็ยิ่งรู้สึกสงสารแม่ซ่งมากขึ้น
“จื่อหยวน ซูลี่ มาสวัสดีคุณลุงซูก่อนสิจ๊ะ ั้แ่แม่ถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่ก็ได้คุณซูนี่ล่ะจ้ะที่ช่วยดูแล”
“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะคุณลุงซู”
ซูฉงเต๋อพยักหน้ารับ แต่สายตาของเขากลับตกไปอยู่ที่หลินซูลี่ “มีคนเคยถามไหมว่าเธอหน้าตาเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่”
“คุณพ่อบอกว่าฉันหน้าตาเหมือนคุณแม่ แต่หลายๆ คนกลับบอกว่าฉันหน้าตาเหมือนคุณพ่อมากกว่าค่ะ” หลินซูลี่ยิ้ม
“ขอโทษนะ พ่อกับแม่ของเธอชื่ออะไร”
หลินซูลี่มองซูฉงเต๋ออย่างแปลกใจ แต่เธอก็ยังตอบคำถาม “คุณพ่อหนูชื่อหลินฮ่าวค่ะ ส่วนคุณแม่ชื่อหวังหลันหลัน”
“เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ ที่แท้เธอก็เป็ลูกสาวของหลันหลันกับไอ้เพื่อนทรยศ” ซูฉงเต๋อถามต่อ “มาจัดงานหมั้นไกลถึงนี่ แล้วพ่อกับแม่เลี้ยงของเธอเขาอนุญาตแล้วหรือ”
“คุณลุงรู้จักครอบครัวหนูด้วยหรือคะ”
“รู้จักสิ รู้จักดีเสียด้วย” ซูฉงเต๋อตอบเสียงแข็ง
“คุณพ่อของหนูเสียไปหลายปีแล้วค่ะ ั้แ่ที่หนูเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีหนึ่ง” หลินซูลี่ตอบเสียงเศร้า
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้เธอก็อยู่กับแม่เลี้ยงน่ะสิ” ซูฉงเต๋อถอนหายใจ “แม่เลี้ยงของเธอคงจะสบายดีนะ”
ซูฉงเต๋ออยู่คุยกับพวกเขาได้ไม่นาน ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับบ้านพัก แม่ซ่งตามไปส่งเขาเหมือนทุกวัน เพราะตอนที่หัวหน้าค่ายคนเก่ายังไม่ถูกสั่งย้าย ผู้ชายคนนั้นมักจะทำร้ายซูฉงเต๋ออย่างไม่มีเหตุผล ทำให้ขาข้างหนึ่งของซูฉงเต๋อใช้การได้ไม่เหมือนเดิม ต้องอาศัยไม้เท้าช่วยในการเดิน
“ทำไมฉันรู้สึกว่าลุงซูดูจะไม่ค่อยชอบคุณพ่อของฉันเลยนะ และน้ำเสียงตอนที่ท่านถามถึงแม่เลี้ยงของฉันมันก็ฟังดูแปลกๆ”
“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เอาไว้เดี๋ยวผมจะถามคุณแม่ให้ เผื่อว่าบางทีท่านอาจจะรู้”
งานหมั้นของซ่งจื่อหยวนกับหลินซูลี่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยมีผู้าุโที่อาศัยอยู่ในค่ายมาร่วมเป็สักขีพยาน แต่ดูไปแล้วมันเหมือนกับงานเลี้ยงส่งให้กับผู้าุโทั้งหลายก่อนที่พวกเขาจะได้แยกย้ายกันกลับไปอยู่กับครอบครัวเสียมากกว่า
“เธอมีสิทธิ์อะไรถึงยังกลับมาที่บ้านหลังนี้อีก” จ้าวหวั่นฮุ่ยพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “จะไปจะมาก็ให้เห็นหัวฉันบ้าง พ่อเธอก็ตายไปนานแล้ว ฉันกับเธอก็นับว่าเป็คนอื่น เธอก็ต้องรู้จักเกรงใจฉันบ้างสิ จดหมายสักฉบับก็ไม่รู้จักเขียนมาบอกล่วงหน้า”
“แต่ฉันกับเว่ยฉิงก็ยังถือว่าเป็พี่น้องกันอยู่นะคะ ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันอยู่บ้านหลังนี้มากนักฉันก็จะไป แต่ว่ามันจะไม่กระทบกับชื่อเสียงของเว่ยฉิงจริงๆ หรือคะ อีกไม่นานเว่ยฉิงกับเฉินเฮ่าจงก็จะแต่งงานกันแล้วไม่ใช่หรือ” หลินซูลี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ “คุณวางใจเถอะค่ะ ฉันอยู่ที่บ้านหลังนี้ต่อไม่นานหรอก แต่ถ้าคุณไม่เต็มใจ ฉันก็จะออกไปอยู่ที่อื่นวันนี้เลย แต่ถ้ามีคนถามฉันขึ้นมา...”
“รอให้ฉิงฉิงกับลูกเฮ่าจงแต่งงานกันก่อนก็ได้ หลังจากนั้นเธอจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไสหัวไป แต่ฉันขอเตือนเธอไว้ด้วยนะว่าเธออย่าคิดที่จะเข้าไปแทรกกลางระหว่างฉิงฉิงกับลูกเฮ่าจง เพราะตอนนี้ลูกเฮ่าจงเป็ของฉิงฉิงเท่านั้น ถ้าเธอรู้จักเจียมตัวว่าตัวเองไม่มีอะไรเทียบกับลูกสาวของฉันได้ เธอก็หลบไปอยู่ในซอกหลืบของตัวเองเงียบๆ”
“คุณแม่พูดถูกแล้วล่ะ ตอนนี้พี่เฮ่าจงเป็คู่หมั้นของฉัน และพวกเราสองคนก็รักกันมาก เธออย่าเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเราจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน ครอบครัวของคุณตาของฉันเป็ใคร เธอคงจำได้” หลินเว่ยฉิงกลับบ้านมาทันได้ยินที่แม่กับพี่สาวพูดกันอยู่พอดี และยังถือว่าโชคดีมากที่วันนี้เฉินเฮ่าจงมาส่งเธอแค่ที่หน้าประตูบ้าน ไม่อย่างนั้นเขาก็จะต้องได้พบกับนังพี่สาวคนนี้แน่ๆ
“เธอรู้ไหมว่าเฉินเฮ่าจงเขียนจดหมายถึงฉันว่ายังไง” หลินซูลี่ทิ้งระยะเพื่อดูปฏิกิริยาของน้องสาว “แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ ระหว่างเราสามคนเป็ใครที่เข้ามาแทรกกลางเธอคงรู้ตัวเองดี”
“จดหมายอะไร! เป็ไปไม่ได้ เธอจะได้รับจดหมายพี่เฮ่าจงได้ยังไง แล้ว...พี่เฮ่าจงเขียนถึงเธอว่ายังไง”
“ทำไมฉันถึงจะรับจดหมายของเขาไม่ได้ล่ะ” หลินซูลี่แสร้งทำท่าไม่เข้าใจ “เขาเขียนจดหมายไปบอกฉันว่าพวกเธอหมั้นกันแล้ว ซึ่งการหมั้นหมายในครั้งนี้เขาไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด และที่เขายังไม่รีบจัดงานแต่งงานก็เพราะว่าเขารอให้ฉันกลับมาก่อน รวมถึงพอพวกเธอแต่งงานกัน จากนั้นเขาก็จะ...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว! จะไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เมื่อฉันกับพี่เฮ่าจงแต่งงานกัน พวกเราก็จะใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข จะไม่มีใครมาแย่งเขาไปจากฉันได้ แม้แต่เธอ”
“ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะแย่งผู้ชายคนนั้นมาจากเธอนี่ ผู้ชายดีๆ แบบนั้นฉันยินดียกให้” หลินซูลี่ตั้งใจเน้นเสียงอย่างเป็ต่อ “อ้อ...แล้วก็ไม่ต้องห่วงหรอกนะว่าฉันจะยังมีเยื่อใยให้กับผู้ชายคนนั้น เพราะตอนนี้ฉันมีคนรักของฉันอยู่แล้ว และพวกเราก็หมั้นกันแล้วด้วย ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวกลับห้องก่อนล่ะ”
หลินซูลี่เดินหิ้วกระเป๋ากลับห้องนอนของตัวเองอย่างไม่สนใจที่จะดูปฏิกิริยาของแม่เลี้ยงและหลินเว่ยฉิง เธอไม่อยากทำตัวอ่อนแอและหวาดกลัวต่อหน้าผู้หญิงใจร้ายพวกนี้ เธอจะต้องทำตัวเข้มแข็ง จะได้ไม่ต้องถูกรังแกเหมือนที่ผ่านมา และเธอ้าเวลาเพื่อที่จะหากล่องสมบัติใบนั้นของพ่อให้เจอ