บทที่ 10 การซื้อสาลี่ (รีไรท์)
หลังจากได้ยินการแนะนำของลู่ฉิวเยว่แล้ว ฉินซือก็หยิบถ้วยขึ้นมาใกล้ริมฝีปาก จากนั้นค่อย ๆ ดื่มจนหมดถ้วย
รสชาตินี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
ทานแล้วชุ่มคอมากด้วย
"ลองชิมดูแล้ว ผมคิดว่าผมคงจะลงทุนในโรงงานบรรจุกระป๋องและผลิตสาลี่แปรรูป ผมเพิ่งตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบและบริเวณชายทะเล รวมถึงการขาย แต่ตอนนี้ยังขาดสูตร"
ลู่ฉิวเยว่มองไปที่ฉินซือ พูดขึ้นทันที "การลงทุนและสร้างโรงงานในหมู่บ้านเยว่เหลียงเป็ประโยชน์ต่อทุกคน ไม่เพียงช่วยปรับปรุงงานและหาตลาดที่มั่นคงสำหรับสาลี่เท่านั้น แต่ยังปรับปรุงเศรษฐกิจในท้องถิ่นและชีวิตความเป็อยู่ของชาวบ้าน ฉันให้สูตรสาลี่หิมะตุ๋นยาจีน สาลี่ตุ๋นน้ำตาลกรวด หรือจะเป็สาลี่สูตรอื่น ๆ ให้กับคุณฉินได้นะคะ"
หลังจากได้ยินคำพูดของลู่ฉิวเยว่ ไม่ใช่แค่ฉินซือเท่านั้น แม้แต่ผู้นำที่อยู่รอบ ๆ ก็ใ
เชฟลู่ยินดีบริจาคสูตรดี ๆ แบบนี้ให้ฟรี! เพียงเพื่อให้คุณฉินก่อตั้งโรงงานที่นี่!
"ดูความคิดของสหายลู่สิ! ดูความรอบรู้ของเธอสิ! บุคคลตัวอย่างชัด ๆ! บุคคลตัวอย่างที่ดีเลย!" นายอำเภออดไม่ได้ที่จะชื่นชม
"เราจะไม่ขอสูตรอาหารของคุณโดยเปล่าประโยชน์ เลขาหวังจะทำสัญญาปันผลให้คุณ 2% ของกำไรสำหรับผลิตภัณฑ์ แต่ละรูปแบบเป็ส่วนแบ่งทางเทคนิค" ฉินซือกล่าวอย่างใจเย็น
คุณฉินคนนี้ค่อนข้างใจดี
เขาไม่้าแม้แต่สูตรฟรี แต่้าให้เธอได้รับเงินปันผลด้วย?
เงินจำนวนนี้ไม่ได้หามาโดยเปล่าประโยชน์ ลู่ฉิวเยว่กล่าวขอบคุณทันทีและกล่าวว่า "ขอบคุณคุณฉินสำหรับเงินปันผล แต่ไม่ต้องแยกประเภทสินค้าหรอกค่ะ ขอแค่ได้เงินปันผลรวม 2% จากสินค้ารายเดียวก็เพียงพอแล้ว มันค่อนข้างเหมือนกัน"
เลขาหวังยังพูดแทรก "คุณชาย สิ่งที่เชฟลู่พูดนั้นถูกต้อง กำไรสุทธิ 2% นั้นสูงมากแล้ว"
เมื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด ฉินซือพยักหน้าและพูดว่า "ไม่เป็ไร ในเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว เรามาตัดสินใจเื่นี้กันตอนนี้ สถานที่สำหรับโรงงานจะอยู่ในที่โล่งติดกับถนนใกล้ทะเล อย่าลืมเตรียมสัญญาเอาไว้ด้วย"
เนื่องจากเป็โครงการที่ได้รับอนุมัติเป็พิเศษจากนายอำเภอ หวังฟู่กุ้ยจึงมีอำนาจอย่างเต็มที่ในการดำเนินการ ในไม่ช้าทั้งสองก็ได้ลงนามในสัญญา
หลังจากลงนามในสัญญาแล้ว จะมีโรงงานถูกสร้างขึ้น และจะเกิดการจ้างงานและการซื้อขายสาลี่
หวังฟู่กุ้ยเป็คนท้องถิ่น เขามีหน้าที่หาคนงานเพื่อสร้างโรงงานโดยจัดหาร่วมกับเลขาหวัง และคนอื่น ๆ
ส่วนงานสั่งสาลี่ล่วงหน้าตกเป็ของลู่ฉิวเยว่
"ฉันจะจ่ายให้คุณ 6 เหมา คุณสามารถเรียกเก็บได้มากเท่าที่คุณ้า" ฉินซือมองไปที่ลู่ฉิวเยว่และพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เพื่อให้เธอสามารถสร้างความแตกต่างได้ในฐานะพ่อค้าคนกลาง
ลู่ฉิวเยว่พยักหน้าทันทีและพูดว่า "ขอบคุณมากค่ะ คุณไม่ต้องกังวล ฉันจะจัดการเื่นี้ให้ดี"
ฉินซือจัดการเื่อื่น ๆ ก่อนที่เขาจะพูดว่า "ถ้าเราอาศัยอยู่ในโรงแรม คงไม่สะดวกที่จะติดตามความคืบหน้าที่นี่ ผมสงสัยว่ามีบ้านในหมู่บ้านของคุณให้เรายืมสักหลังไหม ผมยินดีจ่ายค่าที่พักและอาหารให้อย่างงาม"
หวังฟู่กุ้ยรีบพูดว่า "มีบ้านหลังใหม่สร้างขึ้นข้างบ้านของเรา แต่เรายังไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ ถ้าคุณสองคน้าอยู่ ผมจะจัดห้องสองห้องให้คุณอยู่ก่อน"
ฉินซือพยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า "งั้นผมคงต้องขอรบกวนพวกคุณด้วย"
หวังฟู่กุ้ยกล่าวว่า "ไม่มีปัญหา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่แขกผู้มีเกียรติทั้งสองอยู่อาศัยอย่างสบาย"
คนที่คาดไม่ถึงคนนี้ได้ลงทุนในหมู่บ้านเยว่เหลียงเพื่อเปิดโรงงาน ให้เขารับผิดชอบในการสร้างโรงงานไม่พอ ตอนนี้ยังอาศัยอยู่ในบ้านของเขาด้วย!
ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ต่อหน้าฝูงชน หวังฟู่กุ้ยคงอยากจะตบตัวเองสองครั้งเพื่อดูว่าเขาฝันไปหรือเปล่า!
ทันใดนั้นทั้งครอบครัวก็ยุ่งและทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมห้องใหม่สองห้องให้พร้อมสำหรับฉินซือและเลขาหวัง
หลังจากให้แขกผู้มีเกียรติทั้งสองนั่งลงแล้ว หวังฟู่กุ้ยแทบรอไม่ไหวที่จะใช้ลำโพงเพื่อแจ้งข่าวดีให้ชาวบ้านทุกคนทราบ
เมื่อรู้ว่าไม่จำเป็ต้องกังวลเื่การขายสาลี่ในปีนี้ เพราะคนใหญ่คนโตจะลงทุนในการก่อสร้างโรงงาน การรับสมัครคนงาน และแม้แต่การขยายขนาดการปลูกสาลี่ที่บ้าน ชาวบ้านทุกคนจึงมีความสุขมาก
"อย่างไรก็ตาม ลู่ฉิวเยว่ หลานสาวของฉันนำเื่การลงทุนและการสร้างโรงงานมาให้เรา ดังนั้นฉันจึง้าอนุมัติที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวที่มี 3 คนเพื่อสร้างบ้าน และพวกเขาจะตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านเยว่เหลียงในอนาคต ไม่ทราบว่ามีใครมีข้อโต้แย้งอะไรไหม?” เมื่อเห็นว่าทุกคนมีความสุข หวังฟู่กุ้ยก็พูดทันที
ชาวบ้านต่างก็ตื่นเต้น ไม่ได้สนใจเื่ของบ้านใคร พวกเขาจึงประทับลายนิ้วมือทันที
ต่อมาหวังฟู่กุ้ยได้กำหนดพื้นที่โล่งข้างบ้านของเขาให้เป็ที่อยู่อาศัยและมอบให้ลู่ฉิวเยว่
ณ หมู่บ้านลู่เจี๋ย ลู่เจี๋ยหรงได้กลับบ้านแล้ว
เธอและสามีตั้งใจกลับมาที่หมู่บ้านโดยเฉพาะ
หญิงสาวนำขาหมูรมควัน น้ำตาล ขนมอบ เนื้ออบแห้ง และขนมมากมายมาด้วย ซึ่งมันดึงดูดชาวบ้านจำนวนมากให้มาดู
ผู้เป็แม่ภูมิใจมาก หลังจากดึงลู่เจี๋ยหรงออกลงรถ เธอก็จงใจเปล่งเสียง "เจี๋ยหรง ต้าหลิน กลับมาแล้วเหรอ! เอาอะไรมาด้วยตั้งเยอะแยะ! เปลืองเงินเปล่า ๆ”
คนเป็ลูกเขยพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม "ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมจะกลับมามือเปล่าได้อย่างไร"
ป้าลู่หัวเราะจนแทบมองไม่เห็นฟัน เธอพูดว่า "โอ้ ต้าหลินฉลาดจริง ๆ! นิสัยคนในเมืองนี่แตกต่างกับชนบทเหลือเกิน!"
พอเห็นสายตาอิจฉาริษยาของทุกคน ลู่เจี๋ยหรงก็หน้าตาสดใสขึ้นมาในบัดดล เธอเอ่ยขึ้นว่า "แม่คะ แม่ไม่ได้พูดไปแล้วเหรอว่าเรา้าขายสาลี่ในหมู่บ้านของเราให้กับสหกรณ์จำหน่ายสินค้า ผู้อำนวยการของที่นั้นเป็อารองของต้าหลิน เราตกลงกันแล้วว่าเขาจะซื้อสาลี่ในหมู่บ้านของเรา แม่ไปบอกทุกคนที่มีสาลี่ให้มาหาหนูเถอะ หนูจะได้จดจำนวนเอาไว้ เดี๋ยววันพรุ่งนี้เขาก็จะมารับซื้อแล้ว”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกสาวพูด คนเป็แม่ก็รู้สึกว่าเธอกำลังลอยอยู่ในอากาศ
เธอเดินออกจากประตูทันทีและะโว่า "ทุกคนฟังทางนี้! ผู้อำนวยการของสหกรณ์จำหน่ายสินค้าเป็อารองของลูกเขยฉัน ถ้าใครมีสาลี่และ้าขาย ให้มาบอกเจี๋ยหรงนะ พรุ่งนี้ลูกฉันจะจัดหาและขายสาลี่ให้คนจากสหกรณ์”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ป้าลู่พูด ทุกคนที่ปลูกสาลี่ในหมู่บ้านลู่เจี๋ยก็รีบมารายงานจำนวนยอดสาลี่ของตนเองทันที
"พี่สะใภ้ลู่ คุณโชคดีมากที่ได้ลูกเขยที่มีความสามารถ"
"ถูกต้อง ในเมื่อสำนักจัดซื้อมีส่วนร่วม พวกเราคงต้องฝากสาลี่ทั้งหมดในหมู่บ้านของเราไว้ที่เจี๋ยหรงแล้ว!"
ป้าสะใภ้ลู่รู้สึกปลื้มใจกับคำชมนี้มาก เธออยากจะมีปีกและบินได้เหลือเกิน
ในขณะเดียวกัน จู่ ๆ ก็มีชาวบ้านวิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบแล้วพูดว่า "เดี๋ยวก่อน! ทุกคนรอก่อน! ฉันเพิ่งได้ข่าวว่าหมู่บ้านเยว่เหลียงกำลังประกาศรับซื้อสาลี่! 5 เหมาต่อสาลี่ 1 ลูกเชียวนะ! 5 เหมา!"
5 เหมา? สหกรณ์จำหน่ายสินค้าจ่ายพวกเขาเพียงลูกละ 2 เหมาครึ่งเท่านั้น! นี่เป็ราคาที่มากกว่ากันเท่าตัวเลยไม่ใช่หรือไง!