- จังหวะกึ่งกลางอกนั้นสั่นกลัวหรือร้องบอกให้กล้า?-
.
ติ๊ด– [18:00 น.]…หรืออาจเป็เพียงเสียงจังหวะของเลขเวลาที่เคลื่อนมาหยุดในที่เดิมอีกครั้ง
“เสร็จสักทีทันเลิกงานพอดี...”พึมพำเบาๆพลางพ่นลมหายใจใส่หน้าจอที่เปิดหน้าต่างอีเมล์ส่งแล้วไว้เด่นหลาลำดับช่องบนสุดที่เขียนหัวข้อเน้นๆ ‘แก้งานรอบที่ 10’ ชวนให้ยิ่งอยากถอนหายใจวนสักสิบรอบ แต่เสียงเรียกจากด้านโต๊ะข้างๆก็ดังขัดก่อนที่จะได้บริหารปอดเล่น
“หมดสภาพเลยสิมึงโด๊ปหมูทะกันไหม?”
รอบตัวเขาจะมีแต่คนกินๆๆรึไงนะ...
“เฮอะ~ บอกกูหมดสภาพ ดูตามึงก่อนเถอะยังจะไปกินต่ออีก? กลับบ้านนอนไหมครับคุณเฟิร์สหมูทะ”เล่มองคนเสนอเมนูตอนเย็นด้วยความขบขันกับตาปรือๆของเ้าเพื่อนตัวแสบอีกคนชูบัตรสะสมแต้มร้านหมูกะทะเ้าประจำที่ใกล้เต็มบ่งบอกระดับความบ่อยโดยไม่ต้องเดาก่อนเฟิร์สจะเอ่ยชวนอีกรอบพร้อมเปลี่ยนรองเท้าเก็บกระเป๋าเตรียมวิ่งไปร้านโปรดที่ตั้งอยู่ใกล้ไม่เกินสอง่ตึก
“เดี๋ยวเจอรสหมูกับน้ำจิ้มกูก็ตาตื่นแล้วน่ามึงจะมาด้วยไหม?”
“อ่า...ครั้งนี้กูขอผ่านเหนื่อยๆอยากนอนว่ะ มึงกินคนเดียวได้ใช่ไหม?”
“ขั้นนี้แล้วกินสบายๆคุยกับแก้วน้ำได้ ถ้ามึงไม่อยากกินก็เคว่ะ ชิวๆ”ใบหน้าคมคายแฝงความลูกหลานชาวจีนพยักรับคำตอบของเขาพร้อมยกนิ้วโป้งว่าโอเคที่จะไปตี้หมูกะทะคนเดียวแต่ไม่ทันไรนิ้วก็กลายเป็คว่ำลงกับพื้นสื่อความหมายง่ายๆที่เขาพอจะเดาได้
“แต่ถ้ามึงไม่ไปกินเพราะจะกลับไปยืนดราม่าที่ระเบียงคอนโดเครียดงานอยู่คนเดียวอันนี้ไม่เค”
รู้ดี...
สมเป็มึงละนะเพื่อน
“ผิดว่ะกูจะกลับไปถ่ายรูปเล่น นี้ไงกูเพิ่งได้กล้องโพลารอยด์มาใหม่ อยากถ่ายวิวไฟเมือง”เอ่ยตอบจุดประสงค์และยืนยันอีกขั้นด้วยการหยิบกล้องตัวใหม่ที่เพิ่งส่งมาถึงให้ดูโพลารอยด์มือสองรุ่นlomographyLomo'Instant Square ที่เขาติดต่อซื้อกับเ้าของอยู่นานสองนานเพราะดีไซน์ตัวกล้องที่คลาสสิคพับเก็บเลนส์ได้บวกกับความคมชัดที่มีมากกว่ารุ่นปกติจึงยอมลงทุนเพื่อความสวยของภาพที่จะได้มาด้านคนที่เห็นของใหม่ในคอลเลชั่นกล้องก็ตาโต
“โคตรเท่เลยว่ะมึงนิบ้ากล้องของแท้ แต่ก็ดีแล้ว เวลามึงอยู่กับกล้องมึงมีความสุขก็ทำไป...ส่วนกูจะไปฟินกับมันหมูบนกะทะ!~”
“มึงฟินก็ดีแต่เพลาๆหน่อย กลัวเพื่อนคอเลสเตอรอลสูงตายครับ เดี๋ยวกูไม่มีคนคบ”...มีกันอยู่แค่นี้เสียวจะเหงา–
[เน้ๆ ชาไข่มุกละ! อย่าลืมเชียวนะ]….โอเค ลืมไปว่ามีภูตตะกละอยู่ด้วย
“ครับๆรับบัญชาครับ...เจอกันพรุ่งนี้มึง กินพอดีๆอย่าแดกอีโนทีหลังนะเว้ย”กระซิบคุยกับภูตจิ๋วที่นั่งอยู่บนลาดไหล่อันเป็ที่สิงสถิตประจำพลางโบกมือลาเพื่อนสนิทที่วิ่งหน้าตั้งลงลิฟต์เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยทั้งโต๊ะทำงานและตัวงานสองขาจึงออกเดินไปตามเส้นทางเดิมเพื่อกลับคอนโดโดยไม่ลืมกิจวัตรสำคัญอย่าง...
“เ้าขุนเอาร้านไหน?”
[ Fire Tiger! ขอแบบลาวาไข่มุกด้วย! ]…กินของแพงจังครับพ่อคุณทูนหัว
[บ่นอะไรข้าในใจ ข้ารู้นะ]
“ครับๆไม่บ่นครับ...”ยักไหล่เบาๆอย่างเหนื่อยใจกับการเป็ข้าทาสให้ภตูรีดไถแต่สองมือก็ล้วงหยิบกระเป๋าเงินจ่ายค่าชาไข่มุกทั้งสองถ้วยอยู่ดีถุงหูหิ้วคล้องอยู่บนมือขณะก้าวผ่านเครื่องตอกบัตรรถไฟฟ้าเหมือนทุกวันๆของการเดินทางขายาวขยับชิดด้านในที่อัดแน่นคล้ายปลากระป๋องแสนชินชา...ก็ยังคงเหมือนๆเดิมทั้งสิ่งรอบตัวหรือตัวเขาเอง
...สถานีต่อไปอโศก ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปรถไฟฟ้ามหานครได้ที่สถานีนี้ Next station,Asok. Interchange with MRT–เสียงประกาศบนรถไฟฟ้ายังคงเดิมด้วยสำเนียงหวาน....
เสียงเปิดประตูเสียงบันไดเลื่อนเอี๊ยดอ๊าดยังคงเดิมเสียงติ๊ดบัตรแรบบิทขาออกยังคงเดิม เสียงพูดคุยตรงป้ายรถเมลยังคงเดิมเสียงฝีเท้าขณะเดินบนฟุตบาตยัง––หรือในวันนี้อาจไม่เหมือนเดิม...
.
ฉันถูกสั่งให้ปล่อยมือจากโลกที่เรียกว่าความฝัน เขามาบอกมากดดัน ให้หยุดลงแค่นั้น
- ทำนองจากร้านข้างถนนที่ไม่เหมือนเดิม-
(CR เพลง :ถึงเวลา..Wake - ซานิ)
“.......?”โครงหน้าหันไปทางต้นเสียงใสที่ดึงดูดความสนใจไปด้วยความไพเราะและเนื้อหาของเพลงที่ราวกับอ่านใจเขาได้ดวงตาสบมองผ่านประตูกระจกของร้านคาเฟ่เล็กๆที่ประปรายด้วยผู้คนนั่งโคลงศีรษะตามทำนองที่เปล่งจากร่างน้อยบนเวทีเด็กสาวผมเปียในชุดนักเรียนกับกีตาร์โปร่ง รอยยิ้มฉาบกว้างและริมฝีปากที่ขยับขับขานล้อแสงไฟริบหรี่ทว่ากลับส่องประกายกว่าสปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ทุกองค์ประกอบช่างเรียบง่ายลงตัวจนเผลอหยิบกล้องขึ้นมองลอดรูรับภาพและกดชัตเตอร์ไปโดยไม่รู้ตัว...
[เด็กตัวแค่นี้แต่ร้องเพลงดีเสียจริง น่าชื่นชม]
“นั้นสิน้องเขาดูมีความสุขนะ...”...แตกต่างจากตัวเขาโดยสิ้นเชิง
...ห้วงความคิดดึงภาพในอดีตให้ตีย้อนกลับอีกครั้งคำตะคอกเมื่อเอ่ยบอกลุงแท้ๆว่าอาชีพที่ตนขอเลือกเดินคือการสะพายสายกล้องและเก็บภาพแห่งความสุขเพื่อถ่ายทอดให้คนอื่นได้เห็นแต่คำตอบก็แสนห่างไกลจากที่หวัง...
“ห๊ะ!? ช่างภาพอิสระ? มันไม่จะไปพอยาไส้อะไร”
“หัดทำอะไรให้มันจริงจังเหมือนพวกญาติๆสิแกโตเป็ควายแต่ไม่เห็นมีตำแหน่งสูงๆอะไรเลยพ่อแม่แกที่เสียไปเขาจะผิดหวังขนาดไหนรู้รึเปล่า แซน?”
“.......”...ทำไมลุงถึงรู้ว่าพ่อแม่ผมคิดยังไงล่ะ?
“ผมจะพยายามขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง”...สุดท้ายก็พูดได้แค่สิ่งที่ทุกคนจะสบายใจ
…แม้กระทั่งความรักที่คนเคยบอกว่าไร้อุปสรรคหากเข้าใจและจับมือมือเดินไปตามทางของเรา...กลับถูกบอกให้หยุดลงแค่พื้นหน้าสนามบิน
“เราชอบคนที่มั่นคงกว่านี้ก้าวหน้า ตำแหน่งสูงๆ เพราะงั้น...”
“เลิกกันเถอะนะแซน”
“.......”...เราพยายามให้ได้อาชีพนี้มาเพื่อเธอนะยอมขายกล้องเพื่อเธอ
“โอเคถ้าเธอมีความสุขเราก็พร้อมจะไป...รักษาตัวนะ ที่ต่างประเทศน่าจะหนาว”...สุดท้ายก็ได้แต่พูดอวยพรและซ่อนเซอร์ไพรสที่พยายามจนได้มาไว้ข้างหลัง
.
รักที่เจ็บจนถอดใจทุ่มเทอย่างไม่มีความหมาย แม้จะเหนื่อยสักเท่าไร ไม่มีใครสน
วันนี้ ตอนนี้พอแล้ว...[ ถึงเวลา ]
- ช่างบาดลึกลงกลางความรู้สึก...ทว่ากลับััได้ถึงจังหวะใต้อกที่ร้องตอบเช่นกัน-
...เลขเวลาล่วงไปจนกระทั่งบทเพลงสิ้นสุดลงปิดท้ายด้วยเสียงปรบมือชื่นชมเด็กสาวบนเวทีซึ่งตัวเขาก็ไม่ต่างกันที่ได้รับพลังจากเนื้อเพลงและรูปถ่ายนับสิบที่มีทั้งนักร้องวัยเยาว์รวมบรรยากาศในคาเฟ่เขาจึงตัดสินใจจะมอบรูปทั้งหมดเป็ของขวัญให้คนเด็กกว่าโดยไม่ลืมขอโทษที่ถ่ายภาพโดยไม่ขอ
“น้องร้องเพราะมากเลย...อ่าพี่เผลอถ่ายรูปน้องไป ขอโทษที่ถ่ายโดยพลการนะ ถ-ถ้าไม่รังเกียจอะไรพี่ให้”
“โอ้ว!? พี่ถ่ายรูปสวยจัง ขอบคุณสำหรับรูปแล้วก็คำชมนะคะ”สาวน้อยยิ้มกว้างพร้อมคำขอบคุณน่าเอ็นดูส่งมาให้กับสองฝ่ามือเล็กรับรูปไปเก็บไว้อย่างดีชวนให้อบอุ่นในใจก่อนหญิงวัยกลางคนจะเดินเข้ามาพลางโค้งให้เขาเป็เชิงขอขัดบทสนทนาสักครู่
“พิมแม่หนูมารับแล้วลูก อันนี้ค่าเหนื่อยไว้กินขนมจ๊ะ คุณศิลปินคนเก่ง”
“ขอบคุณค่ะคุณน้า!หนูน่ะ ยังไม่ใช่ศิลปินหรอก แต่จะพยายามไปให้ถึงจุดนั้นไม่หยุดเดินหรอกค่ะ จะทำให้ทุกคนเห็นว่ามันไม่ใช่ฝันแต่เป็ความจริงที่มาจากสิ่งที่ฝันไว้ค่ะ!”
“........”
[ถ้าเ้าไม่เดินไปหาเอาแต่รอเวลาให้เดินมา...แล้วเมื่อไรจะได้เจอกัน]
- กระแสเสียงจากภตูพรายกระซิบในการได้ยินอีกครั้ง-
เด็กวัยแค่นี้เอง...
“น้องเก่งจังครับพี่เป็กำลังใจให้นะ จะรอไปถ่ายภาพน้องบนเวทีนะครับ”สองมือยกนิ้วโป้งขึ้นชูให้เด็กน้อยที่มีทั้งความฝันและความคิดที่พองโตก่อนเสียงใสที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจะทำให้ภายในห้วงลึกของเขากระตุกวูบไหวอีกครั้ง
“ขอบคุณค่ะ! พี่ก็เหมือนกันนะ ขอให้มีความสุขอย่างที่พี่อยากมีค่ะ!”
ความสุขอย่างที่อยากมีเหรอ?
ยากจังแฮะ–...
“ไม่เห็นยาก!”
- สำเนียงพื้นบ้านจากคนไกลก้องกังวาน-
“........”
“ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุขนั้นก็เป็เป้าหมายที่ดีนิจริงไหม แซน?”
- คำพูดที่เคยได้ฟังและหลงลืมไป...-
“พี่เณอ...”พึมพำเบาๆขณะก้าวไปตามฟุตบาทเพื่อเก็บภาพตรอกแคบของเมืองใหญ่ทว่าโทนเสียงอันสดใสแฝงความแข็งแกร่งกลับดังแทรกเข้ามาในความคิดชวนให้ใปนขำๆที่แม้ตัวเ้าของคำพูดจะอยู่ห่างนับร้อยกิโลแต่ยังมีกำลังเกินมนุษย์ส่งมาถึง
“เป็ผีรึไง? อยู่ตั้งไกลแต่ดันส่งเสียงมาถึงกรุงเทพฯได้เนี่ย”...หรือบางทีอาจไม่เกี่ยวกับใครแต่เป็ตัวเขาเอง
[เสียงเ้าเณอส่งมา...หรือใจเ้ากันแน่ที่เลือกจะหยิบคำพูดมาให้ตัวเองได้ยิน?]
“นี้ก็เป็ผีอีกคนเลิกโผล่มาบังเลนส์ได้แล้ว มันถ่ายไม่สะดวก”
[พูดเหมือนถ่ายติดข้างั้นละ? เ้าก็หมุนๆไอ้กล่องนั้นเอาสิข้าก็แค่นั่งกินรอ]
“เขาเรียกกล้องโพลารอยด์ ไม่ใช่ไอ้กล่อง...หืม?”เรือนคิ้วเลิ่กขึ้นเมื่อสายตาไปสุดที่โปสเตอร์งามวับล้อแสงไฟข้างทางความสนใจที่คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับเ้าภูตจอมแสบต่อจึงหยุดลงและไล่อ่านทุกบรรทัดที่ตีพิมพ์ไว้อย่างละเอียด
โครงการประกวดวิดีโอสั้น‘เสียงเพียงหนึ่ง’
ชิงเงินรางวัลกว่า90,000บาท
และร่วมงานกับเรา‘ Another S. Art ’
...
“เปล่งเสียงความเป็ตัวเองอย่างแท้จริงออกมาสิ”
- Madame -
...ใจความสำคัญที่ดึงดูดสายตามากกว่าใบประกวดที่เคยเห็นคือคำว่าAnotherS. Artสังกัดศิลปินทุกขนาดแขนงที่เขารู้จักดีเพราะชื่นชอบรูปแบบการทำงานของสังกัดที่ปล่อยให้ศิลปินทำตามแนวทางของตนอย่างอิสระนับเป็สถานที่ในฝันที่เขาอยากลองแสดงความเป็ตัวเองดูสักครั้ง เพราะในเมื่อวันวานถูกตีกรอบให้รับฟังคำบอกจากชีวิตคนอื่น...แต่ตอนนี้น่ะ
[ ไม่ลองดูละ โอกาสวิ่งมาแล้วนะ...ถึงเวลาเ้าเดินบ้างแล้ว ]…ผู้อารักษ์เปรยเปิดทางและสองฝ่ามือก็หยิบใบประกวดเข้ากระเป๋า
“อ่า...นั้นสินะ”
ถึงเวลาที่จะต้องฟังเสียง‘หัวใจ’ ตัวเองบ้างแล้ว
เพราะเขาลืมฟังมันมานานเกินพอ