ไฟฝัน

    บทที่ 8

    อีกครั้งหนึ่งที่แคธลีนปฏิบัติตามคำสั่งนั้น แต่ยังไม่ทันเข้าถึงตัวลอร์ดแรมเมจก็ฟาดเปรี้ยงลงใบหน้า แหวนวงใหญ่ที่สวมติดอยู่ในนิ้วกระแทกลงบนซีกแก้ม ร่างของแคธลีนซวนเซไปด้วยแรงตบนั้น และเขาก็ฟาดเปรี้ยงลงบนใบหน้าอีกข้างหนึ่งคราวนี้แคธลีนได้ลิ้มรสเลือดที่กลบปาก เธอใจแข็งพอที่จะไม่เปล่งเสียงร้องออกมา บอกตัวเองว่าจะไม่มีวันยอมให้เขาได้รับความพอใจถึงขนาดนั้นแน่ แต่เขาก็ยังตบตีเธออย่างรุนแรง และเมื่อกำปั้นฟาดลงบนโหนกแก้มครั้งหลังสุด ความเจ็บปวดทำให้หญิงสาวถึงกับเปล่งเสียงร้องออกมา“อีกหลายวันเชียวละกว่าที่หน้าตาแกจะสวยได้เหมือนเดิม” เขาพูดอย่างหยามหยันหัวเราะลั่นราวคนวิกลจริต “และตอนนี้ฉันก็จะนอนกับแก”เมื่อแคธลีนคลานขึ้นไปบนเตียงนั้น เธออยากจะให้ตัวเองสิ้นสติไปเสียจะได้ไม่ต้องรับรู้ต่อสิ่งที่เขากระทำอยู่กับร่างกายของตนเอง เมื่อเธอล้มตัวลงนอนตะแคง ลอร์ดแรมเมจก็กระชากให้หันกลับมา“อย่ามาทำดัดจริตดีดดิ้นหน่อยเลย” เขาคว้าหน้าอกเธอไว้และบีบลงไปเต็มแรงมันทำให้แคธลีนต้องกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอันเหลือประมาณและเธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังก้องอยู่ข้างหูรู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่โถมทับลงบนเรือนร่าง แทบจะไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว เมื่อเขาแทรกร่างเข้าไปในเนื้อตัวของเธอนับแต่คืนแรกที่เขาร่วมหลับนอนกับเธอมาแล้ว ที่แคธลีนมีความรู้สึกอยู่ว่า เขาไม่เพียงแต่ปฏิบัติต่อเธออย่างเหี้ยมโหดเท่านั้น แต่มันยังมีความวิตถารปรากฏให้เห็นอยู่ยามที่เขาร่วมรักด้วยรักด้วย เขาไม่เคยมองเห็นค่าของความเป็นคนที่มีอยู่ในตัวเธอ ปฏิบัติต่อเธอราวเครื่องจักรที่ไร้ชีวิตจิตใจในคืนแรกที่เขาเชยชมเธอนั้น แคธลีนยังเป็นสาวบริสุทธิ์ ไม่เคยมีประสบการณ์หรือผ่านพบผู้ชายมาก่อน แต่กระนั้นเธอก็ยังหวังว่า เขาจะปฏิบัติต่อเธอฉันสามีภรรยา ประกอบด้วยการโอ้โลมปฏิโลมก่อนหน้าที่จะร่วมรักอย่างน้อยก็เพื่อเรียกเลือดในกายให้แรงร้อนขึ้นมันเป็นความจริงที่ว่า เธอได้ขายตัวมา ขายมาเพื่อเป็นทาสบำเรอความใคร่ให้กับเขา เพื่อความอยู่รอดของทุกคนในครอบครัว แต่ก่อนหน้านั้นเธอก็ได้เตรียมจิตใจไว้แล้วว่าจะมอบกายถวายชีวิตให้ ถ้าเพียงแต่เขาจะปฏิบัติต่อเธอดีกว่านี้แต่ลอร์ดแรมเมจไม่เคยให้โอกาสนั้นกับเธอ ครั้งแรกที่เธอได้เห็นเนื้อตัวที่บ่งบอกความเป็นชายทุกกระเบียดนิ้วนั้น หัวใจสะท้านสะเทือนและเปี่ยมอยู่ด้วยความหวังแต่แล้วเขากลับปฏิบัติต่อเธอเหมือนสัตว์ร้ายที่ฟอนเฟ้นเหยื่ออันโอชะ ทันทีที่เธอเปลื้องเสื้อผ้าออก เขาก็เข้าถึงตัวโดยไม่มีการพูดจาปลอบประโลมให้คลายใจหรือโลมไล้แต่อย่างใดทั้งสิ้น ขณะปฏิบัติกามกิจอยู่เขาไม่เคยมองหน้าเธอเลยด้วยซ้ำ และนับแต่นาทีนั้นที่แคธลีนมีความรู้สึกว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ไม่ได้ชื่นชมกับรสชาติแห่งการเสพสุขอีกต่อไปเมื่อความใคร่ของเขาหมดลง ลอร์ดแรมเมจก็ตบหน้าเธอเต็มแรงพร้อมกับกล่าวคำหยามหยันใส่หน้า“แกน่ะมันจืดชืดเหมือนน้ำยาเย็น”ดังนั้นทุกครั้งที่ร่วมหลับนอนกัน ซึ่งในระยะแรก ๆ นั้นเกิดขึ้นทั้งกลางวันกลางคืน ก็เท่ากับเป็นการฆ่า แคธลีนให้ตายลงทีละน้อย รู้ดีว่าตัวเองนั้นเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เขาบรรลุจุดสุดยอดแห่งความใคร่เท่านั้นและขณะนี้ เขาก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างหน่วงหนัก ร่างซุกซบอยู่กับเธอเป็นครู่ก่อนจะกลิ้งตัวออกห่าง“จืดชืดเย็นชาไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ฉันว่าไอ้ที่พูด ๆ กันว่าผู้หญิงไอริชเลือดร้อนน่ะเห็นจะไม่เป็นความจริงเสียแล้ว”แคธลีนเต็มไปด้วยความตึงเครียดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ รอเวลาที่เขาจะตบตีเธอต่อไปอีก แต่เขากลับผลักไสร่างเธอออกห่าง“ไป... ออกไปให้พ้น คืนนี้อยากนอนเถอะ ฉันไม่ต้องการเห็นแกมานอนตัวแข็งอยู่ในเตียงฉันหรอก”เขาผลักไสเธออย่างไร้ความปรานีอีกครั้ง และแคธลีนก็รีบคลานลงจากเตียงเหมือนสัตว์ที่ต้องบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส เนื้อตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็น เมื่อต้องเดินไปตามห้องโถงทางเดินมืด ๆ หาห้องนอนให้กับตัวเองถึงอย่างไรเธอก็ยังจะหลับตาลงไม่ได้ จนกว่าจะได้ยินเสียงรถม้าแล่นออกไปจากปราสาทหลังนี้แล้ว พร้อมกับแม็กกี้ที่เดินทางจากไป ในยามนี้เธออยากจะให้น้องสาวอยู่ห่างไกลจากเงื้อมมือของลอร์ดแรมเมจที่สุด

    แม็กกี้ตื่นนอนและจัดแจงแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก่อนที่แสงแรกของยามอรุณจะทาบทับขอบฟ้า ตอนที่มีเสียงเคาะประตูเรียกให้ไปขึ้นรถนั้น เธอไม่พบใครในห้องโถงทางเดินเลย และเมื่อรถมาเคลื่อนออกจากที่ เธอก็หันหลังกลับมามองอีกครั้งปราสาทแรมเมจถูกครอบคลุมไว้ด้วยม่านหมอกสีเทาราวสุสานที่ฝังร่างของคนตาย แต่ยังมีใครอีกคนหนึ่งในปราสาทหลังนี้ที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของทุกคนในครอบครัว และยังจะต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป ซึ่งจะเป็นเวลานานเท่าไร แม็กกี้ไม่อาจรู้ได้

    เวลาเวลาผ่านไปเกือบหกเดือนกว่าที่แม็กกี้จะได้เห็นหน้าพี่สาวอีกครั้ง แคธลีนไม่เคยเขียนจดหมายติดต่อมาอีก ซึ่งถ้าไม่มีอาหารจัดส่งมาเป็นประจำแล้ว เธออยากจะคิดว่าแคธลีนตายไปแล้วด้วยซ้ำตลอดเวลาที่ผ่านไป ครอบครัวมีกินมีอยู่อย่างเป็นสุขขึ้น พวกผู้ชายรู้ดีว่าจะนินทาว่าร้ายพี่สาวคนโตไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกแม็กกี้ว่าอย่างไม่ไว้หน้าอย่างไรก็ตาม ทั้งสองก็ยังออกหางานทำกันอยู่ทุกวันเพียงแต่ไม่มีงานให้พวกเขาทำเท่านั้น แม็กกี้อดชื่นชมกับความมานะพยายามของทั้งสองไม่ได้ เพราะเขาสามารถจะเผชิญกับความผิดหวังได้ง่ายขึ้น เธอพยายามแสดงน้ำใจและเมตตาต่อเขามากขึ้น ทุกครั้งที่ทั้งสองกลับมาบ้านด้วยแววตาว่างเปล่า เมื่อการหางานทำไม่ประสบความสำเร็จถึงอย่างไร ทุกคนก็ยังจะต้องขอบใจแคธลีนอยู่ดี เพราะแม้ไม่มีงานทำก็ยังพอมีอาหารกินกันไปได้ และ เควินก็ดูจะมีความสุขขึ้น แก้มแดงเรื่อสดใสขึ้นอีกครั้งแกจะพูดจาหยอกล้อ และเดินตามแม็กกี้ไปทุกหนแห่งพยายามจะช่วยเธอทำงานเท่าที่แกจะช่วยได้แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับนอร่า ดอนเนแวน มันคล้ายกับว่านางไม่อาจสัมผัสต่อสภาพความเป็นจริงได้อีกต่อไปนางจะรับรู้ก็ต่อเมื่อไปเยี่ยมหลุมฝังศพของสามีเท่านั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ แม็กกี้ก็กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวไปโดยปริยาย แม้แต่แพทริคกับแดนก็ยังยอมรับในความมีสติปัญญาของเธอ นอกเสียจากบางครั้งที่เขาเกิดเสียดายศักดิ์ศรีของความเป็นผู้ชายขึ้นมาเท่านั้นวันเกิดปีที่สิบเจ็ดของเธอก็ผ่านมาถึง แล้วก็ผ่านไปโดยไม่มีผู้ใดสังเกตด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามก็ยังมีแคธลีนอีกคนหนึ่งที่จำวันเกิดของเธอได้อย่างแม่นยำ แม็กกี้แน่ใจว่าตนจะต้องได้รับจดหมายอวยพรจากพี่สาว แต่การที่ แคธลีนเงียบหายไปเฉยๆ มันสร้างความตระหนกให้กับแม็กกี้อย่างมาก ขณะเดียวกันก็บังเกิดความประหวั่นในสภาพความเป็นอยู่ของพี่สาวด้วยหลังจากวันเกิดของแม็กกี้ผ่านไปได้สามอาทิตย์ นอร่า ดอนเนแวน ก็ตายลงในตอนกลางคืน แม็กกี้ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องเกิดขึ้นจึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรนักหลังจากสั่งงานกับพี่ชายและน้องชายเรียบร้อยแล้วเธอก็ส่งจดหมายไปหาแคธลีนตลอดเวลาที่เตรียมการฝังศพแม่นั้น แม็กกี้มีแต่ความรู้สึกด้านชา ไม่มีแม้แต่หยาดน้ำตาที่จะหลั่งให้ ถ้าเธอจะมีความโศกเศร้ารันทดอยู่บ้างก็ไม่ได้แสดงออกมาให้ใครเห็นขณะเดียวกันเธอก็กังวลห่วงใยไปถึงแคธลีนด้วย จดหมายที่เธอส่งไปไม่มีคำตอบกลับมา ซึ่งทำให้ แม็กกี้อดนึกน้อยใจในตัวพี่สาวไม่ได้ อย่างน้อยแคธลีนน่าจะส่งจดหมายแสดงความเสียใจมาบ้างก็ยังดีขณะพิธีฝังศพกำลังดำเนินอยู่นั้น แม็กกี้จะรู้สึกแปลกใจที่สังเกตเห็นว่ามันมีความเคลื่อนไหวเกิดอยู่ในหมู่ผู้คนที่มาร่วมแสดงความเสียใจกับเธอในครั้งนี้เมื่อเธอมองตามสายตาของคนเหล่านั้น หัวใจก็พองโตขึ้นเมื่อเห็นรถมาคันสีดำวิ่งเข้ามาตามถนนรอบนอกของสุสาน และแล้วผู้หญิงคนหนึ่งในเครื่องแต่งกายชุดสีดำก้าวลงมาจากรถม้าคันนั้น แม้ว่าจะมีเวลสีดำคลุมหน้าอยู่แม็กกี้ก็รู้ได้ทันทีว่าจะต้องเป็นแคธลีนแทนที่จะเดินเข้ามารวมกลุ่มกับพี่น้อง แคธลีนกลับยืนอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ จนกระทั่งเมื่อบาทหลวงทำพิธีเสร็จและเมื่อผู้ที่มาร่วมไว้อาลัยได้แยกย้ายกันกลับแล้ว แม็กกี้จึงได้หันไปกระซิบบอกกับพี่น้องสองชายของเธอว่า“แคธลีนมาแล้ว ไปคุยกับเขาหน่อยสิ”“ไม่...” แพทริคสั่นหัวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เราไม่มีอะไรพูดกับเขาหรอก ไปกันเถอะแดน” เขาคว้าแขนแดนได้ก็ฉุดให้ออกจากที่นั่นโดยไม่ยอมเหลียวหลังกลับมามองอีก“ไอ้พวกหัวดื้อ ใจร้าย” แม็กกี้มองตามพี่กับน้องชายด้วยความโกรธเคือง แต่แล้วก็รู้สึกว่ามีมือดึงแขนเสื้ออยู่“แม็กกี้ นั่นแคธลีนใช่ไหม”เธอก้มลงมองและยิ้มให้เควินที่กำลังเงยหน้าขึ้นถามอยู่“ใช่ เควิน มา...เราไปหาเขากันดีกว่า”แคธลีนยังคงยืนตัวตรงอยู่ในที่เดิมไม่ได้เปิดเวลคลุมหน้าออก“แคธลีน ฉันคิดว่าพี่จะไม่มาเสียอีก” เธอตั้งท่าจะกอดพี่สาว แต่แคธลีนเบี่ยงตัวหนี“พี่ไม่มีเวลามากหรอกนะแม็กกี้” หญิงสาวพูดเสียงเบา “เสร็จพิธีแล้วจะต้องรีบกลับปราสาท ที่จริงท่านลอร์ดสั่งห้ามไม่ให้พี่มางานฝังศพแม่เสียด้วยซ้ำ ไม่ยอมให้พี่ตอบจดหมายที่เธอส่งไปด้วย แต่บังเอิญวันนี้เขาออกไปข้างนอกพี่ก็เลยแอบหนีมา”