ที่ประชุมว่าราชการ พระราชวังต้าซ่ง
องค์รัชทายาท เสวี่ยซิง จางเหยา เข้าร่วมประชุมพร้อมกับเหล่าขุนนาง ด้านหน้าเบื้องพระพักตร์มีองค์ชายรองจ้าวเหยียนชี่ องค์ชายสี่จ้าวเหยียนเฟิง องค์ชายห้าจ้าวเหยียนเจี๋ย อ้อ ... ขาดแต่องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว ที่ยังถูกกักบริเวณอยู่ ในท้องพระโรงััได้ถึงความคึกคักเป็พิเศษ เห็นได้จากอากัป กิริยาของขุนนางหลายคนกระซิบกระซาบบางคนดูยิ้มแย้ม ยิ้มกริ่มราวกับมีความสุขในใจ แต่หลายคนดูมีความวิตกกังวล มีการหารือข้อราชการตามปกติ ขุนนางหลายคนกราบทูลรายงาน มีขุนนางรายหนึ่งกราบทูล
“ทูลฝ่าากระหม่อมเสนาบดีเสิ่นจ้าน เ้ากรมโยธา กราบทูล รายงานความคืบหน้าการขุดคูน้ำ เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางน้ำให้กับชาวนาในเมืองจินตง ภายหลังที่ฝ่าาตรัสให้สร้างคูน้ำ นายอำเภอเหมาได้ให้เ้าหน้าที่และเหล่ามือปราบของทางการไปร่วมกับชาวนาที่มีนาใกล้เคียงช่วยกันขุดคูส่งน้ำ บัดนี้สามารถส่งน้ำเข้าที่นาราษฎรไปแล้วกว่าร้อยราย และยังคงขยายพื้นที่นาของราษฎรอื่นๆ ต่อไปอีกพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงอี้อันเงยหน้าถามถึงเสนาบดีผู้นี้ เฟยฉีก้มลงกระซิบเบาๆ เล่าประวัติและการทำงานของเสนาบดีผู้นั้น ภายหลังการรายงานและพิจารณาฎีกาต่างๆ แล้ว ฝ่าาตรัสถาม “ยังมีขุนนางใดมีข้อราชการจะหารืออีกหรือไม่?” ขุนนางทุกคนก้มหน้านิ่งเฉยเมื่อเป็ดังนี้ ซื่อกงขันทีคนสนิท จึงประกาศด้วยเสียงอันดัง “ขอเชิญจ้าวจวิ้นอ๋องแห่งเจียงหนิงเข้าเฝ้า”
สิ้นคำประกาศของซื่อกง มีบุรุษผู้หนึ่งที่นางไม่เคยพบหน้า เดินมาจากหน้าประตูห้องโถงว่าราชการ ก้าวเดินช้าๆ ศีรษะตรง หลังตรงสวมเครื่องแบบขุนนางสีม่วง ขุนนางในท้องพระโรงต่างขยับตัวแยกสองฝั่งตรงกลางให้ผู้เดินเข้ามาใหม่เดินมาตรงกลางมาอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ฝ่าา บุรุษผู้นั้นคุกเข่าลงทำการบังคมถวายพระพรฝ่าา แล้วขุนนางทุกคนทำความเคารพ
“น้อมคารวะ จ้าวจวิ้นอ๋อง”
นางเห็นใบหน้าเหล่าขุนนางที่แสดงอารมณ์แตกต่างกันไป หลายคนตื่นเต้นยินดี หลายคนมีสีหน้าคล้ายกังวลใจ แต่นางไม่สามารถมองเห็นพระพักตร์ของเสด็จพ่อว่าทรงมีอาการอย่างไร จะตื่นเต้นยินดีเหมือนขุนนางหลายคนหรือไม่
จ้าวจวิ้นอ๋อง บุรุษผู้นี้อายุ 46 ปี รูปร่างสูง ไม่อ้วน ไม่ผอม เกินไป ผิวขาว ใบหน้าอิ่มเอิบเปล่งปลั่ง ดวงตาโตราวสตรี คิ้วเข้ม จมูกเป็สัน ริมฝีปากบาง หนวดและเคราสั้น ผมดำเป็เงา จัดได้ว่าเขาเป็บุรุษที่รูปงามมากทีเดียว
นางเงยหน้ามองเฟยฉี เขาก้มกระซิบเล่าว่า จ้าวจวิ้นอ๋องเป็พระอนุชาคนเดียวของฝ่าา ภายหลังผิดใจกันบางประการ ฝ่าาทรงประทานศักดินาให้พระอนุชาไปดูแลเมืองเจียงหนิง นางพยักหน้ารับทราบ สายตาจับจ้องที่ใบหน้าและกิริยาของบุรุษผู้มีบุคลิกสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาผู้นั้นอย่างเอาใจใส่ อี้อันยกมุมปากยิ้มออกมาเล็กน้อย
ภายหลังเลิกประชุมขุนนางแล้ว นางให้เฟยฉีหลบออกไปทางด้านหลังห้องโถงไปรอนางที่รถม้าซึ่งจอดอยู่ประตูเล็กด้านหลังพระราชวัง ส่วนนางถือชามลูกเหอเถาเดินออกมาทางโถงด้านหน้าก่อนจะออกไปทางด้านหลัง ขณะเดินเคี้ยวลูกเหอเถาอย่างสบายอารมณ์ นางหยุดชะงักเล็กน้อย เพราะพบกับ จ้าวจวิ้นอ๋อง ที่ดูเหมือนจะยืนรอนางตรงเส้นทางที่นางต้องผ่าน นางทำหน้าแปลกใจ มองบุรุษหนุ่มใหญ่ผู้มีใบหน้างดงาม เขายิ้มให้นางดั่งผู้มีเมตตาต่อผู้เยาว์ อี้อันอดทึ่งไม่ได้ ....ดูสิ เพียงแค่ยืนนิ่งๆ เขายังสง่างามได้ถึงเพียงนี้ ...
แล้วนางยิ้มให้เขาอย่างกว้างขวางตอบ ขยับก้าวไปข้างหน้าช้าๆ ยังไม่กล่าวอะไร จนเมื่อเข้าไปใกล้แล้วจ้าวจวิ้นอ๋องจึงตรัสว่า “เ้าคือ อี้อัน ใช่หรือไม่?” เขายิ้มให้นางอย่างเป็มิตรเป็รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นยิ่งนัก นางยังคงเอียงคอมองบุรุษผู้นั้นอย่างสงสัยท่าทีแปลกใจ แต่ก็พยักหน้ารับว่า “ใช่”
“ข้าเป็พระอนุชาของเสด็จพ่อเ้า เป็อาแท้ๆ ของเ้าเอง”
อี้อันตาเบิกกว้าง “ท่านคือ เสด็จ อา หรือเพคะ ” แล้วรีบย่อตัวทำการคารวะญาติผู้ใหญ่ ยิ้มกว้างขวางให้เขา “ท่านเป็พระอนุชาเสด็จพ่อหรือ ทำไมดูราวกับหนุ่มน้อยไม่ปาน” ผู้เป็อาหัวเราะชอบใจกับคำชมนี้ยิ่งนัก
“เ้าเด็กนี่ ฉลาดพูดดีจริงๆ เสด็จอาถือว่านี่เป็คำชมนะ” แล้วทั้งสองอาหลาน หัวเราะราวกับสนิทสนมกันมานานนับสิบปี
“เ้าคงไม่รู้จักอาหรอก เพราะเ้าไปอยู่ต้าหลี่ั้แ่ 2 ขวบ อาได้ยินว่าเ้าเพิ่งกลับมาต้าซ่ง เมื่อไม่นานนี้ อาดีใจนะที่เ้าเติบโตขึ้นมาแข็งแรงไม่ขี้โรคดังเช่นตอนเป็ทารก” อี้อันยิ้มกว้างขวาง พยักหน้าตอบรับคำดีๆ เหล่านี้
“ดูสิ เ้ามีหน้าตาเหมือนเสด็จพี่ที่สง่างาม เข้มแข็ง ช่างดีเหลือเกิน แต่..น่าเสียดาย .... เ้าเป็ดรุณีน้อยวัยงดงาม อา รู้สึกว่าเ้าดูผิวคล้ำไปหน่อยนะ”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ผิวคล้ำ” “ตัวดำ” นางหุบยิ้มทันที หน้างออย่างฉับไว แล้วย่อกายเล็กน้อยทำความเคารพเดินจากไปพร้อมกับบ่นเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ “เสด็จอา กล่าวไม่ไพเราะ ไม่น่าฟัง หม่อมฉันไม่คุยกับเสด็จอาแล้ว ทูลลาเสด็จอา” นางมีทีท่าเง้างอน เดินจากไปพร้อมกับชามเหอเถา จ้าวจวิ้นอ๋อง เอียงกายมองตามหลังหลานสาวที่เดินจากไป ยิ้มที่มุมปาก “เ้าเด็กเมื่อวานซืน เด็กโรคโง่เอ๋ย”
... แววตาจากที่เอ็นดูเมตตาเปลี่ยนเป็สายตาดูแคลน แล้วหันหลังเดินต่อไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
อี้อันเดินไปข้างหน้าพลางเคี้ยวลูกเหอเถาในชาม ขณะที่เสด็จอาจ้าวจวิ้นอ๋องเดินไปอีกทางหนึ่ง
....ในที่สุดก็มาแล้วสินะ เสด็จอา ของหลาน .............
ที่รถม้าประตูด้านหลังของพระราชวัง มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว ล้วนแต่งกายแบบชาวบ้าน ยืนรอนางอยู่ มู่ไป๋ ยื่นมือให้นางจับแล้วนางขึ้นนั่งในรถม้า กระซิบถามเฟยฉี “บ้านกำแพงสูงหลังนั้น เป็ของจ้าวจวิ้นอ๋องใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ กระหม่อมไปสืบมาแล้วว่าพระองค์จะเสด็จมาพักที่จวนนี้” นางพยักหน้า แล้วเคี้ยวลูกเหอเถาต่อไป
ค่ายซานตง
กองทิศเหนือ องค์รัชทายาทควบคุมการฝึกยิงธนู มู่ไป๋ เป็คนหนึ่งที่จดจ่อตั้งใจฝึก ต้าหล่าง หนุ่มร่างใหญ่เป็อีกคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะถนัดการใช้ธนูเป็พิเศษ เขาทำได้ดีมาก เป็คนยิงได้ตรงเป้าทุกครั้ง ทั้งที่องค์ชายเคยได้ยินว่าเขาปัญหาสายตาและเอ็นข้อมือั้แ่ฝึกซัดอาวุธ แต่อี้อันแนะนำวิธีการคำนวณการเล็งเป้าให้เขาแล้ว สุดท้ายทหารผู้นี้สามารถซัดอาวุธได้ทั้งสองมือ สำหรับมู่ไป๋ คนผู้นี้มีความตั้งใจสูง เร่งฝึกซ้อมอย่างหนัก ส่วนเฟยฉีและฮุ่ยชิว ยังอ่อนด้อย แต่เพราะทั้งสามคนนี้ต้องทำหน้าที่อารักขาน้องสาว องค์รัชทายาทจึงต้องเคี่ยวเข็ญฝึกพวกเขามากเป็พิเศษ
กองทิศตะวันตก วันนี้ไม้ยวี๋มู่ จำนวน 200 ชิ้นมาถึงแล้ว นางนั่งแกะสลักชื่อทหารแต่ละคนลงบนไม้แต่ละชิ้นเอง เนื่องจากคนมีฝีมือดันไปฝึกธนูเสียแล้ว ขณะนั่งแกะสลักชื่อทหารในกองฝึก เ้าสำนักพลันคิดได้ว่า นั่นสิ .... จะนั่งแกะทำไมคนเดียว คืนนี้เอาไม้ไปให้ 3 คนช่วยแกะให้ดีกว่า ว่าแล้วท่านเ้าสำนักเก็บไม้ลงในถัง พร้อมกระดาษรายชื่อลูกศิษย์ 200 คน เอาอ่างลูกเหอเถาวางทับไว้ แล้วเ้าสำนักลงไปควบคุมการฝึก วันนี้ทุกคนฝึกใช้ปลายเท้าโดดขึ้นราวไม้ไผ่ จากขั้นที่ 1 ขั้นขั้นที่ 2 แต่ละคนสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ดีขึ้น หลังจากโดดกันจนราวไม้ไผ่หักกระจายไปเมื่อหลายวันก่อน
กองทิศตะวันออก เสวี่ยซิง ลงไปจับมือจัดท่าการใช้ดาบให้กับเหล่าทหาร กระบวนที่ฝึกสอนนี้เขาพลิกแพลงกระบวนท่าจากที่ได้ต่อสู้กลุ่มนักฆ่าชุดดำถึง 3 ครั้ง เขาคาดว่าพวกนอกด่านที่ลักลอบเข้ามาในภาคกลางเพราะมีผู้นำคนพวกนี้เข้ามา หากทหารเหล่านี้เข้าไปประจำการแล้วคงต้องได้ประมือกับคนกลุ่มนี้แน่นอน ดังนั้นจึงเร่งฝึกทหารในกองอย่างหนัก แต่ขณะฝึกสอนอยู่นั้น เขารู้สึกเหมือนมีใครแอบมองเขาอีกแล้ว เสวี่ยซิง หันไปรอบๆ ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติจึงหันกลับมาสอนต่อ
กองทิศใต้ จางเหยา ฝึกให้เหล่าทหารฝึกใช้อาวุธทวนท่าตั้งรับ กระบวนท่าแทงคู่ต่อสู้ สะบัดทวนเพื่อปัดป้องลูกธนู และอาวุธอื่นๆ กระบวนท่าหมอบแทงสวนคู่ต่อสู้ ทหารทั้ง 200 คนทำตามเขาอย่างพร้อมเพรียง
หลังอาหารเที่ยง ขณะที่ทุกคนกำลังดื่มชา เ้าสำนักนั่งที่โต๊ะด้านล่าง ง่วนอยู่กับไม้ตะเกียบสองชิ้น สีหน้าครุ่นคิด ทุกคนมองตากันแล้วเดินมามุงดูนาง ด้วยความที่ใจจดจ่อเื่บางอย่างจึงไม่ได้สังเกตสิ่งรอบตัว จนเมื่อคิดออกแล้วจึงเงยหน้าขึ้นตั้งใจกล่าวกับพี่ชาย แต่กลับพบว่ามีบุรุษหน้าตาดีมากถึงสามคน ยืนมุงดูนาง นางประหลาดใจกับอาการของพวกเขา พี่ชายถามน้องสาว “นั่น เ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
“หม่อมฉันนึกถึงตอนที่ประมือกับชายชุดดำทั้ง 4 คน กระบวนท่าของพวกนี้ว่องไวมากราวกับพวกฝึกมาเพื่อใช้ดาบฆ่าผู้อื่นมากกว่าป้องกันตนเอง มันเจาะจงใช้แรงทั้งหมดฟาดฟันที่่ลำคอเป็หลัก ท่านทั้งสองล้วนเคยประมือกับพวกมันบ้างแล้วคงนึกออกใช่หรือไม่” เสวี่ยซิง จางเหยาครุ่นคิดสักครู่ แล้วพยักหน้ารับ อี้อันจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้นกระบวนท่าที่ใช้แก้ทางกระบวนท่าของคนกลุ่มนี้ ทหารของเราเพิ่งฝึกดาบและอาวุธทวนอย่างจริงจังเพียงไม่นาน พละกำลังเข้าจู่โจมอาจไม่เทียบเท่ากับคนเหล่านี้ ถึงจะฝึกลมปราณกันบ้างแล้วถือว่ายังไม่ดีพอ เราต้องเข้าจู่โจมจากด้านล่างสวนขึ้นไปถึงทรวงอกเพราะเป็เพียงช่องว่างเดียว แล้วเร่งพลิกดาบเข้าฟันซ้ำที่อีกครั้งจึงจะสยบมันได้”
เสวี่ยซิง และจางเหยา มองนางอย่างทึ่ง ทั้งสองยกนิ้วโป้งให้นางไม่พูดอะไรสักคำ แล้วทั้งสองต่างเดินกลับไปกองของตนไม่สนใจนางอีก ทิ้งให้เ้าสำนักนั่งมองพวกเขาเดินออกไปอย่างงุนงง นางจึงถามพี่ชายว่า “พวกเขาเดินหนีหม่อมฉันทำไม พระสหายของเสด็จพี่ไม่ฟังหม่อมฉันอธิบายต่อหรือเพคะ” พี่ชายหัวเราะน้องสาวของตน เ้าไปแอบส่องดูหนุ่มหน้าตาดีนานนับเดือน จะมีประโยชน์ก็ตอนนี้เอง
เย็นวันนั้น รถม้าขององค์หญิงจอดรออยู่ข้างเรือนบัญชาการ สามองครักษ์ของนางสวมชุดชาวบ้านยืนรอเ้าสำนักอยู่แล้ว ส่วนเ้าสำนักอุ้มถังไม้ใบหนึ่ง ในนั้นมีไม้ยวี๋มู่เต็มถัง มู่ไป๋ รีบเดินเข้ามารับถังจากเ้าสำนักไปถือ พี่ชายที่เดินลงมาจากเรือนบัญชาการพร้อมพระสหาย “นั่นอะไรหรือ”
“ไม้ยวี๋มู่เพคะ หม่อมฉันจะนำไปสลักชื่อเพคะ” อี้อันตอบพี่ชาย
“ทำไม เ้าไม่ให้ช่างสลักมาเลยเล่า” พี่ชายสงสัย “ไม่ได้เพคะชื่อทหารทุกคนถือเป็ความลับเพคะ” นางยิ้มกว้างตอบพี่ชาย พี่ชายพยักหน้ารับทราบ
“น้อมส่งเสด็จพี่เพคะ ท่านเสวี่ยซิง ท่านจางเหยา” นางทำความเคารพพี่ชายและสองพระสหาย ครั้นองค์รัชทายาทเข้าไปในรถม้าที่ประทับแล้วมีเสียงกำชับ “วันนี้พวกเ้า 4 คน อย่าออกนอกเส้นทางอีกนะ” นางยิ้มกว้างสายตามองที่เสวี่ยซิงทีกำลังควบม้าตามรถม้าพระที่นั่งออกจากประตูค่าย แล้วหันมาบอกกับสามองครักษ์ “วันนี้ข้ามีงานให้พวกเ้าทำ” ทั้งสามตอบรับพร้อมกัน ”น้อมรับคำสั่ง พ่ะย่ะค่ะ”
เรือนพักองครักษ์ ในพระราชวัง
บนโต๊ะกลมด้านนอกเรือนพักของสามองครักษ์ มีแผ่นกระดาษรายชื่อพลทหารทั้ง 200 คน องค์หญิงก้มหน้าใช้สิ่วเหล็กแกะสลักไม้ยวี๋มู่ชิ้นเล็ก เฟยฉี และ ฮุ่ยชิว ที่มีฝีมือต่างก้มหน้าแกะสลักอย่างขะมักขเม้น มู่ไป๋ ที่ไม่มีฝีมือทางด้านนี้จึงทำหน้าที่ขีดรายชื่อที่สลักแล้ว ขณะที่กำลังแกะสลักกันอยู่ นางกำนัลหลายคนได้นำโคมไฟมาตั้งใกล้ๆ เพราะเป็เวลาพลบค่ำแล้ว แม่นมเฉินนำนางกำนัลถือกล่องอาหารมาส่ง “องค์หญิง กินข้าวเถิด พวกเ้าด้วยนะ” เมื่อแม่นมเฉินมาถึง องครักษ์ทั้งสามลุกขึ้นยืนทำความเคารพพร้อมกัน “คำนับท่านอาจารย์”
“อะไรกัน ข้าไม่ใช่อาจารย์เ้าสักหน่อย ข้าเป็แม่นมของเ้าสำนักพวกเ้าต่างหาก” ทุกคนพากันหัวเราะกับคำที่แม่นมเฉินหยอกล้อ
“ท่านแม่นม ข้ารักท่านที่สุด” ว่าแล้วนางวางเครื่องมือหันไปกอดเอวแม่นมเฉิน “ประจบหม่อมฉันอีกแล้ว มีอะไรจะให้ทำหรือเพคะ” แม่นมเฉินลูบศีรษะนางเบาๆ ส่วนนางยิ้มกว้างส่งให้
“ไม่มี ค่ำนี้แม่นมกินข้าวด้วยกันเถิดนะ” นางอ้อนแม่นมเฉินต่อ
“อื่ม...มีจริงๆ ด้วย” แม่นมหัวเราะ ช่วยเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ลงถัง ปัดถูโต๊ะ สามองครักษ์ยังคงยืนอยู่ข้างๆ นางกำนัลต่างนำอาหารและภาชนะขึ้นวางบนโต๊ะ ส่วนแม่นมวางกล่องอาหารใบเล็กลงบนโต๊ะและนั่งลง “นี่คืออะไรหรือแม่นม” “ยาขององค์หญิงเพคะ ่นี้อากาศเริ่มชื้นมากขึ้น ต้องดื่มยาด้วยเพคะ” องค์หญิงพยักหน้ารับรู้ จากนั้นหันไปเรียกสามองครักษ์ที่ยืนอยู่
“พวกเ้า นั่งลงกินข้าวด้วยกัน” ทั้งสามองครักษ์หนุ่มยืนยิ้มโบกมือปฏิเสธ “ไม่ขอรับ เชิญองค์หญิงและท่านอาจารย์เถิด”
“ลงมานั่ง ที่นี่วังหลวงหมดเวลาจากนี้ไปไม่มีอะไรให้กินแล้วนะจนกว่าจะถึงเช้า” องครักษ์มือใหม่ได้ยินดังนั้นหันหน้าปรึกษากันสักครู่ แล้วพยักหน้าใส่กัน ก่อนจะค่อยๆ เลื้อยตัวลงนั่งที่เก้าอี้
“ดีจัง พวกเ้ากินข้าวกันเถอะ ไม่ต้องเกรงใจข้ากับแม่นม” นางยิ้มกว้างยกตะเกียบและชามข้าวขึ้นแล้วกินข้าวอย่างอร่อย สามองครักษ์หนุ่มเริ่มรู้สึกผ่อนคลายลงและกินข้าวได้ แม่นมเฉินมองดูเด็กหนุ่มสามคนแล้ว ให้ความรู้สึกเอ็นดูความประมาณตนของพวกเขา ดูว่าเป็เด็กนิสัยดีไม่ก้าวร้าว สองคนที่อายุใกล้เคียงองค์หญิงอี้อันช่างพูดคุย ออกจะซุกซนคล้ายกัน ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนดูเงียบขรึม พูดน้อย ดูว่าพอมีฝีมือการต่อสู้อยู่บ้าง ระหว่างนี้แม่นมเฉินคีบอาหารส่งใส่ชามสามองครักษ์ที่กินแต่ข้าวเปล่า ไม่กล้าตักอาหารอื่น นางส่งให้ทั้งสามล้นชาม แล้วสั่งว่า “ต้องกินกันให้หมดนะ” ส่วนอี้อันย้มกว้างขวาง คีบอาหารส่งให้กับองครักษ์ของนาง จนพวกเขาหายอาการประหม่า
หลังนางกำนัลยกถ้วยชามออกไปแล้ว แม่นมเฉินส่งถ้วยยาให้องค์หญิง นางหยิบมาจากมือแม่นมเฉิน ยิ้มกว้างให้แม่นม แล้วยื่นถ้วยยาส่งให้ มู่ไป๋ “เ้าช่วยกินยาแทนข้าหน่อยเถิด” มู่ไป๋ยื่นมืออกมารับถ้วยนั้นทันทียกขึ้นจะดื่ม แม่นมร้องเอะอะแย่งถ้วยนั้นคืนมา ตีมือมู่ไป๋
“เ้าเด็กคนนี้ อย่าตามใจเ้าสำนักของเ้าไปเสียทุกเื่สิ..องค์หญิง นี่เป็ยาปรับธาตุหยินของท่านนะ ลำพังอาศัยฝึกลมปราณไม่เพียงพอนะเพคะ ต้องดื่มยาด้วยอาการป่วยของท่านถึงไม่กลับมาอีก” มู่ไป๋ ขมวดคิ้วหันไปถามแม่นมเฉินทันที
“องค์หญิงไม่สบาย เป็อะไรหรือขอรับ” เขาถามด้วยความห่วงใยนางอย่างแท้จริง แม่นมจะตอบมู่ไป๋แต่นางชิงตอบก่อน
“ข้าไม่แข็งแรงั้แ่เกิดแล้ว แม่นมเล่าว่าข้าเคยหมดลมหายใจไปแล้ว แต่กลับฟื้นขึ้นหายใจอีกครั้ง ทุกคนวิตกว่าข้าจะกลายเป็โรคโง่ แต่ทุกคนในต้าหลี่รวมถึงแม่นมของข้า ช่วยกันหาวิธีรักษาจนกระทั่งข้าดีขึ้น แต่ร่างกายข้าทนทานต่ออากาศหนาวเย็นไม่ใคร่ได้ จึงต้องกินยาทุกครั้งที่อากาศเย็น”
มู่ไป๋มององค์หญิงด้วยแววตาเศร้า รู้สึกเห็นใจในความโชคร้ายด้านสุขภาพของนาง เฟยฉี และฮุ่ยชิว อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แม่นมเฉิน เอ่ยขัดจังหวะ “องค์หญิงของหม่อมฉันมีอะไรจะหารือด้วยไม่ใช่หรือ จึงรั้งหม่อมฉันไว้เสียเนิ่นนาน” แม่นมเฉินหรี่ตาถามอี้อัน นางยิ้มกว้างขวางบอกให้นางกำนัลทั้งหมดกลับไปได้ เหล่านางกำนัลทั้งหมดทำความเคารพแล้วเดินกลับไป
“วันก่อนที่ข้าไปจวน .... ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่า “ตำหนัก” ของเสด็จอาจ้าวจวิ้นอ๋อง ประมือกับคนร้ายสวมชุดดำคลุมหน้ามิดชิด 4 คน พวกมันใช้ดาบ กระบวนท่าของมันมุ่งจู่โจมที่คอ ที่หัว หมายสังหารในหนึ่งดาบ คนร้ายกลุ่มนี้ยังลอบเข้าไปปล้นคุกกรมอาญา แต่ถูกสังหารหมด ใบหน้าและฝีมือการต่อสู้เหมือนเป็พวกชนเผ่านอกด่าน ข้าจะรับมือกระบวนท่าคนร้ายพวกนี้อย่างไรดี” สิ่งที่องค์หญิงเล่า ทำให้มู่ไป๋ใ เพราะเขาไม่รู้เลยว่านางไปเผชิญกับอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ รู้เช่นนี้วันนั้นเขาไม่ควรปล่อยให้นางไปตามลำพังเลย เขารู้สึกผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ทรุดลงคุกเข่าก้มศีรษะร้องสียงดัง
“องค์หญิง กระหม่อมสมควรตาย ที่วันนั้นปล่อยให้องค์หญิงไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพัง กระหม่อมสมควรตาย” องค์หญิงอี้อันใที่เห็นอาการของมู่ไป๋ที่จริงจังขนาดนี้ นางยกมือเขาลากให้ลุกขึ้นนั่ง
“เ้าทำอะไร ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ได้โกรธพวกเ้า ข้าไม่ให้พวกเ้าไปเองเพราะข้ารู้สึกว่าที่นั่นมันประหลาดพิกล หากพวกเ้าไปแล้วถูกจับได้จะทำให้พวกมันรู้ตัวว่าข้าเป็หนึ่งในศัตรูของพวกมัน มันจะเร่งกำจัดข้าก่อนที่ข้าจะหาหลักฐานได้น่ะสิ” ด้วยเหตุผลนี้ทำให้สามองครักษ์เริ่มสงบจิตใจลงได้
อี้อันคงกล่าวต่ออย่างไม่จริงจังนัก “หากพวกเ้าอยากติดตามข้าไปทุกแห่งจริงๆ แล้ว พวกเ้าต้องฝึกชนะเป็ที่หนึ่งของทุกกอง ทำได้หรือไม่?” นางตั้งเงื่อนไขไปเช่นนั้นเอง แต่มิคาดคิดมีคนหนุ่มบ้าระห่ำสามคน คุกเข่ายกมือประสานพร้อมกัน “กระหม่อมยินดีทำตามรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงอี้อันเบิกตาโพลงมองทั้งสามคนอย่างทึ่งๆ แล้วหันมองแม่นมเฉิน กลับเห็นแม่นมกลั้นหัวเราะอยู่ พลางกล่าวอย่างเอ็นดูว่า “.... โถ ... พ่อหนุ่ม ... พ่อองครักษ์ลูกไก่”
“เอาหละ มาพูดเื่กระบวนท่าของคนชุดดำ เ้าทั้งสามก็ตั้งใจฟังด้วย” แม่นมเฉินกล่าวตัดบทแล้วเริ่มอธิบายแนวทางแก้กระบวนท่าอันโเี้เหล่านี้ ทั้งเ้าสำนักและลูกศิษย์นั่งฟังอย่างตั้งใจ
จวนผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลิน
เสวี่ยซิงกำลังใช้มีดบางคมปลายแหลมค่อยๆ แกะทองคำที่ตีเป็แผ่นรูปชายธงพริ้วไหวปลายเรียวแหลม หลังจากติดตามทำคดีติดต่อกันหลายวันเวลานี้เขาเพิ่งลงมือแกะลาย
เริ่มจาก้าสุดเขาบรรจงใช้ใบมีดแหลมคมค่อยๆ ฉลุเนื้อทองออกให้เป็ลวดลายคำ愛เขาทำมันอย่างมีความสุข เทียนไขหลายเล่มที่อยู่ข้างๆ ทำให้มองเห็นใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของเขา
ยามที่จรดมีดลงบนเนื้อทองคำ แกะลาย สมองเขาคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าเมื่อองค์หญิงเหออันเห็นเครื่องประดับอันเป็ของแทนใจชิ้นนี้แล้วนางจะตื่นเต้นดีใจ เหมือนกับที่เขากำลังตื่นเต้นหรือไม่หนอ...
ภายนอกห้องของเขายามนี้มีแสงสว่างจากโคมไฟ ส่วนหน้าเรือนสงบนิ่ง มีเพียงสายลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านอย่างแ่เบา ใบไม้ที่ต้องสายลมไหวแกว่งไปมา ราวกับตื่นเต้นยินดีไปกับเ้าของเรือน
ค่ายซานตง
กองฝึกทิศตะวันตก เหล่าลูกศิษย์ทรงพลังที่มาจากกองทิศใต้ ของจางเหยา การฝึกก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทหารทั้ง 200 นายยืนอยู่หน้าป่าไผ่ นางใช้คำข่มขู่เดียวกันกับกลุ่มที่แล้ว “พวกเ้าต้องใช้ปลายเท้าดีดต้นไผ่ต้นหนึ่งโดดไปอีกต้น ทรงตัวอยู่บนนั้น 1 ชั่วยาม จะโหน จะปีน จะกอดมันก็ได้ แต่เท้าห้ามแตะลงพื้น ไม่เช่นนั้นอดกินข้าวกลางวัน” เ้าสำนักยิ้มกว้างขวางใส่เหล่าลูกศิษย์ทรงพลังทั้ง 200 คน
“แล้วตอนบ่าย ท่านจางเหยา ครูฝึกเดิมของพวกเ้าจะมาวิ่งเล่นกับพวกเ้าด้วย” ว่าแล้วนางเริ่มนับหนึ่งถึงสาม นางยืนกอดอกมองทหารทั้ง 200 คน วิ่งขึ้นต้นไผ่ ดีดตัวแตะต้นไผ่ไปมาเพื่อทรงตัว หลายคนร่วงลงมา แต่มือไวกว่าเท้ากลับจับกิ่งไผ่ได้ทัน จึงโหนดีดตัวขึ้นไปใหม่ มีเพียง 2-3 คนที่ยังควบคุมพลังเท้าได้ไม่สัมพันธ์กัน ร่วงลงมากอดต้นไผ่ลูดไถลลงมาแต่สามารถบังคับกายหยุดได้ทันก่อนก้นจะแตะโดนพื้น ครั้นตั้งหลักได้ จึงกระดืบตัวขึ้นไปกลางลำแล้วเริ่มต้นโดดใหม่ ถึงกระนั้นนับได้ว่าทหารที่มาจากกองทิศใต้ นับว่ามีความก้าวหน้ามากกว่ากองเดิมของนาง เป็เช่นนี้แหละจนครบ 1 ชั่วยาม
ครั้นหลังกินข้าวเที่ยง องค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง จางเหยา ยืนเรียงหน้ากระดานถือกิ่งไผ่ในมือ ด้านหน้ามีทหาร 200 นายยืนตั้งแถวตรง ตัวตรงอย่างผู้ทรงพลัง พวกเขาเคยได้ยินลูกศิษย์เดิมเล่าถึงวิธีการฝึกอันพิสดารไปบ้างแล้ว ดังนั้นไม่เพียงการฝึกซ้อมในกองของนางจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว หากแต่รู้ว่าจะมีมือสังหาร 4 คนถือกิ่งไผ่คอยไล่ตีพวกเขาด้วย แต่ละคนเร่งวิธีการตั้งรับและการหลบหลีกกันั้แ่คืนก่อน ดังนั้นเวลานี้ทหารทุกคนมีสีหน้ามั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมรับการฝึกโหดที่อยู่เบื้องหน้า เ้าสำนักสั่ง “ทุกคนเตรียมพร้อม ..... ไปได้” สิ้นคำสั่งทหารทั้ง 200 คนกลับหลังหันวิ่งไปแล้วโดดขึ้นต้นไผ่ แล้วทันทีที่เหล่าทหารถึงต้นไผ่ มือสังหารทั้ง 4 โดดไล่ตีพวกเขา
เมื่อครูฝึกประจำกองมีกิจธุระเช่นนี้ เหล่าทหารที่อยู่กองฝึกต่างๆ พวกเขาจึงแอบมาส่องดูการฝึกในป่าไผ่ เสียงโอดโอยดังขึ้นเป็ระยะๆ ถึงพวกเขาจะวางแผนมาแล้วเป็อย่างดี ยังไม่อาจหลบพ้นการไล่โจมตีของ 4 มือสังหารได้ บางคนถูกฟาดจนร่วง แต่เท้ายังไวจึงแตะต้นไผ่ใกล้ๆ ได้ทัน ส่งผลให้เหล่าผู้ชมด้านล่าง บางคนทำหน้าสยดสยอง บางคนทำหน้าหวาดกลัว บางคนพอใจว่าต้องฝึกโหดๆ แบบนี้พวกเขาจึงเก่งขึ้นอย่างแน่นอน
เฟยฉี พูดเสียงดังบอกเพื่อนๆ ในค่ายว่า “เมื่อตอนข้าฝึกแรกๆ ก็เป็เช่นนี้แหละ ถูกไม้ไผ่ตีจนตัวเขียวไปหมด แต่เวลานี้ข้าสามารถวิ่งได้เร็ว โดดได้สูงขึ้นถึงหลังคา จนได้รับความไว้ใจจากองค์หญิงให้เป็องครักษ์ซึ่งพวกเ้าก็รู้ใช่หรือไม่ พวกเ้าก็เช่นกัน หากเ้าฝึกได้สำเร็จทุกกอง ต่อไปพวกเ้าคนใดคนหนึ่งอาจได้เข้ากองทัพไปสร้างผลงาน มีตำแหน่ง มีชีวิตที่ดีขึ้น ครอบครัวของเ้าจะได้มีหน้ามีตาเพราะตัวเ้า เ้าเห็นว่าข้าพูดถูกใช่หรือไม่?” การปลุกเร้าใจของเฟยฉีได้ผลดีเกินคาด คำของเฟยฉีทำให้เหล่าทหารทั้งหมดมีกำลังใจ เกิดความฮึกเหิม ดวงตาลุกวาว ...ใช่แล้ว อนาคตของพวกเขาอยู่ที่กองฝึกค่ายซานตงนี่เอง
เมื่อก่อนนี้มีรองผู้บัญชาการหลีกัง และนายกองทั้ง 4 เป็ผู้ดูแลค่าย แต่ละวันพวกเขาฝึกกันอย่างขอไปที หยิบจับอาวุธขึ้นมาฟันไปมาเหนื่อยก็หยุดพัก ไม่ลำบากอะไร ถึงเวลากินข้าวก็มีกิน เพียงแต่อาหารแสนจืดชืดไม่มีรสชาติ ไม่มีเนื้อให้กินเท่านั้น แต่พอองค์รัชทายาทมาบัญชาการค่าย พวกเขาต้องเข้ากองฝึกซ้อมกันอย่างหนักทุกวัน แรกๆ พวกเขาท้อถอยกับความลำบาก แต่พอนานวันเข้ากลับรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าขึ้น ถึงกับมีความกล้าหาญคิดวาดฝันอนาคตไว้ว่าหากพวกเขาเป็ทหารที่มีฝีมือและได้เข้ากองทัพจริงๆ จะต้องมีอนาคตแน่นอน เมื่อเป็เช่นนี้แล้วทหารที่ยืนดูอยู่ต่างตอบรับเป็เสียงเดียวกันว่า “ใช่ ..." แล้วทุกคนก็กลับไปกองฝึกของตนไปทำการฝึกซ้อมต่อ
มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว มองตาส่งยิ้มให้กัน อย่างผู้รู้ใจกัน