14
ข้ามาเรือนฮูหยินตนเองแปลกอย่างไร
ย่างเข้าสู่วสันตฤดูและเป็เกือบสามเดือนที่เจียงถิงถิงกินเนื้อแบบเอาเป็เอาตาย นางกินข้าวมื้อละสองอุ้งมือทุก ๆ วัน ่เที่ยงและเย็นนางกินเพียงมื้อละหนึ่งอุ้งมือเท่านั้น
ผักในแปลงก็ขึ้นงอกงามนางทั้งเอามากินคู่กับอาหาร บางคราก็นำไปทำอาหาร ในทุกมื้อนางจะมีหนังไก่ทอดกับไข่เพิ่ม
เจียงถิงถิงเน้นกินเนื้อสัตว์ ข้าวและขนมถูกยกออกห่างจากสายตา หกถึงเจ็ดวันนางจะหยิบขนมใส่ปากสักหน นางดื่มน้ำสะอาดผสมเกลือวันละห้าถึงหกกา แม้จะไม่นานเท่าไรแต่บัดนี้เจียงถิงถิงลดน้ำหนักได้เกือบแปดสิบจิน อาภรณ์ที่เคยสวมใส่พอดีตัวกลายเป็หลวมโพรกจนต้องตัดเย็บใหม่อีกมาก
“เหตุใดจึงใส่อาภรณ์บางเช่นนั้น หากป่วยไข้ไปจะทำอย่างไร” อันอี้เฉินเอ่ยถาม นางยืนมองดอกโบตั๋น และดอกท้อริมบ่อบัวที่นางเคยจมน้ำสามเดือนก่อน ดอกไม้งามเริ่มแข่งกันเบ่งบานใน่วสันตฤดู
อาภรณ์ชั้นนอกสีเดียวกับน้ำในบ่อแต่บางเบาพริ้วไสวไปตามสายลมเย็นอ่อน ๆ บนแขนเสื้อปักลายดอกท้อ ผมดำขลับยาวสลวยเกล้ารวบไว้ครึ่งเดียวปล่อยปลายผมเรียงเป็แพรไปตามแผ่นหลังปักปิ่นมุกเรียบ ๆ เอาไว้
ช่างเป็ภาพงดงามที่เขาไม่คาดว่าจะได้เห็นจากเจียงถิงถิงมาก่อน และสิ่งที่คิดไม่ถึงที่สุดเห็นจะเป็ตนเองที่มองว่านางงดงามขึ้นทุกวัน
“ข้าอวบอ้วนเช่นนี้จะหนาวได้อย่างไร หากอาภรณ์หนามากไปข้าก็ร้อนน่ะสิ” เจียงถิงถิงหันไปตอบน้ำเสียงขบขันจากนั้นจึงเดินไปนั่งที่ศาลาริมน้ำ มือเรียวยกกาขึ้นเทน้ำชาดอกกุ้ยฮัวใส่จอกชายื่นให้บุรุษที่เดินมานั่งตรงข้าม
“ผอมถึงเพียงนี้แล้วยังจะกล่าวว่าตนเองอวบอ้วนอยู่อีก ข้าละไม่เข้าใจเ้าเอาเสียเลย เหตุใดกินมากมายเช่นนี้แล้วยังผอมลงถึงเพียงนี้อีก”
“ฮ่า ๆ ท่านไม่เข้าใจก็ไม่เป็ไร ข้าผอมลงนั่นย่อมเป็เื่ดี ก่อนจะออกจากคฤหาสน์หลังนี้ข้าคงมีทุกสิ่งที่ปรารถนาหมดแล้ว จะได้มีชีวิตคงตนเองจริง ๆ เสียที” คนฟังไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับไป ทำเพียงยิ้มพอใจกับคำตอบพลันยกจอกชาดื่มจนหมด ดื่มเสร็จก็ใช้มือล้วงเข้าไปหยิบบางอย่างในแขนเสื้อออกมายื่นให้เจียงถิงถิง
“นี่สิ่งใดกัน”
“บัญชีการขายไข่เค็มของเ้าอย่างไรเล่า ข้าให้เถ้าแก่จดไว้ทุกอีแปะเลย” อันอี้เฉินบอกเมื่อเห็นเจียงถิงถิงหยิบพับกระดาษไช่หลุนขึ้นมาอ่านรายการของที่ถูกขายไป
เจียงถิงถิงเพียงสอนวิธีทำไม่กี่ครั้งให้แก่คนที่อันอี้เฉินหามาทำงานแลกเงิน เงินก็ออกร่วมกันทั้งสองคนนางมีหน้าที่เพียงคิดสูตรต่าง ๆ แล้วนำมาสอนคนงานในร้านเท่านั้น อย่างไรนางก็ยังมีฐานะเป็ฮูหยิน ของบุตรชายคนโตตระกูลหยุน ตอนนี้นางจึงรอให้พ้นหนึ่งปีอย่างที่เคยคุยกับหยุนฮ่าวหรานเอาไว้
“หากจดไว้แล้วก็ไม่ต้องเอามาให้ข้าดูก็ได้”
“เช่นนั้นจะเรียกลงทุนได้อย่างไรเล่า”
“ก็แล้วแต่ท่านเถอะ ข้านั่นี้เีจะพูดมาก ว่าแต่ชาดอกกุ้ยฮัวนี้หอมยิ่งนัก ทำเอาข้าอยากหมักสุราขึ้นมาเลยเชียว” กลิ่นหอมละมุนของดอกกุ้ยฮัวโชยออกมาจากจอกชาตรงหน้า ทำให้เจียงถิงถิงที่เพิ่งเทน้ำชาต้องละเลียดสูดดม ยามกลิ่นแตะจมูกทำเอาในหัวโล่งว่างเปล่าไปจนหมดชวนน้ำลายหกเสียจริง
เจียงถิงถิงยกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปากที่ทาด้วยชาดแดงตัวใหม่ ซึ่งตอนนี้บรรดาเหล่าสตรีมากมายในเมืองต่างพากันหาซื้อให้วุ่นวาย แต่ดูเหมือนคนขายจะนำมาน้อยเกินไปจนไม่พอขาย นางเองก็ไม่รู้ว่าอันอี้เฉินนำมันมาได้ด้วยเส้นสายใด นางไม่เคยถามเื่กิจการใด ๆ ของเขา
รู้เพียงว่าเขาทำตัวลอยไปลอยมาไม่ต่างจากหนุ่มเสเพลประจำเมือง แต่มีเงินใช้ไม่ขาดมือโดยที่ไม่ได้รับเงินจากสกุลมารดาหรือสกุลหยุนเลย…ช่างแปลกประหลาดนัก
“ลองหมักดูสิ ข้าก็อยากจะลองกินเหล้าหมักฝีมือเ้าเช่นกัน”
“เหอะ คิดว่าข้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าท่านน่ะ อยากกินไปเสียทุกอย่าง มีสักสิ่งหรือไม่ที่ข้าทำแล้วเ้าไม่นึกอยาก” น้ำเสียงเบื่อหน่ายของเจียงถิงถิงทำคนฟังหัวเราะดังลั่นบ่อบัวแต่ก็หาได้สนใจว่าผู้ใดจะได้ยินเข้า ศาลาบ่อบัวนี้ถูกทิ้งร้างมานานหากไม่ใช่เพราะเจียงถิงถิงกับสาวใช้คนสนิทคงกลายเป็ป่าไปแล้ว
แต่อยู่ ๆ วันนี้กลับมีแขกมาเยี่ยมชมสวนดอกไม้ของนางในยามนี้…
“แล้วจะทำหรือไม่เล่า ข้าจะได้ให้คนเตรียมของให้”
“ทำสิ เดี๋ยวข้าจะเขียนให้ว่าเอาสิ่งใดบ้าง”
“ฮูหยินและญาติผู้น้องของข้าช่างมีอารมณ์สุนทรีมานั่งชมดอกท้อบาน” น้ำเสียงต่ำที่ฟังแล้วน่าสะอิดสะเอียนของคนได้ชื่อว่าสามีที่เจียงถิงถิงไม่ได้พบเจอมาเกือบสามเดือน เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นคนฟังจึงชักสีหน้าใส่คำพูดไม่น่าอภิรมย์ของหยุนฮ่าวหราน
ซ่งเยี่ยนฟางเกิดอยากชมดอกท้อจึงชวนสามีเดินมาที่นี่แต่กลับบังเอิญเจอเจียงถิงถิงและอันอี้เฉิน เลยถือวิสาสะเข้ามาร่วมวงสนทนาทั้งที่ไม่ได้ถูกเชิญ
“คารวะท่านพี่” อันอี้เฉินลุกขึ้นหันหลังกลับไปมองหยุนฮ่าวหราน เมื่ออันอี้เฉินลุกไปหยุนฮ่าวหรานจึงมองเห็นฮูหยินของตนเองได้ถนัดตา
ใบหน้านวลขาวผ่องประกายความสดใสที่ไม่เคยมี บัดนี้กลับแผ่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ริมฝีปากบางสวยสีเดียวกับผลอิงเถาไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตากลมโตฉายแววซุกซนไม่กลัวผู้ใด สวมใส่อาภรณ์สดสวยงดงาม แม้ตอนนี้นางจะยังคงอวบอิ่มอยู่บ้างแต่ใบหน้างดงามหมดจดจนคนมองไม่อาจละสายตาได้
“ท่านพี่เ้าคะ ญาติผู้น้องของท่านกล่าวกับท่านอยู่เ้าค่ะ” ผ่านไปครู่หนึ่งหยุนฮ่าวหรานยังมองฮูหยินของตนเองไม่วางตา จนอนุภรรยาเอ่ยทัก บุรุษตกภวังค์สาวงามจนสติไว้ไม่อยู่พยักหน้ารับการคารวะอย่างลนลาน
…มิน่าเล่า ญาติผู้น้องของตนจึงมาขลุกอยู่เรือนฝั่งตะวันตกอยู่เสมอ
เขาไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาตนเองงดงามถึงเพียงนี้ หยุนฮ่าวหรานกล่าวกับตนเองในความคิดแล้วจึงเดินไปนั่งม้าหินอ่อนตัวข้าง ๆ ฮูหยิน พอเห็นดังนั้นอันอี้เฉินก็ขยับตนเองไปนั่งอีกฝั่งของเจียงถิงถิง ซ่งเยี่ยนฟางเลยถือโอกาสนั่งฝั่งตรงข้ามกับฮูหยินเสีย
“พวกเ้ามาทำสิ่งใดที่สวนของข้า”
“ข้ามาเรือนฮูหยินตนเองแปลกอย่างไร” หยุนฮ่าวหรานกล่าวตอบพร้อมกับยื่นมือไปรับน้ำชาจากอนุภรรยา ตอบเสร็จก็หันมาสนใจชากลิ่นหอมหวานตรงหน้าแทน กลิ่นหอมละมุนที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนลอยแตะจมูกจนอดใจไม่ยกดื่มไม่ไหว
“แปลกหรือไม่ ท่านควรต้องรู้อยู่แก่ใจ ...เ้าลองชิมนี่ข้าเพิ่งลองทำกับผู่เย่ว์เมื่อวาน” ตอบผู้เป็สามีเสร็จก็หันไปคีบขนมแท่งขนาดเท่านิ้วชี้ตนเองที่ลองทำเมื่อวานให้อันอี้เฉินกิน ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของผู้เป็สามี นางเป็ภรรยาเขาเหตุใดจึงสนใจชายผู้อื่นมากกว่า…