ตอนที่ 111 : ค่ำคืนสู่ปราสาทโบราณ
พายุฝนฟ้าคะนองในป่าสนดำแถบเทือกเขาบาวาเรียพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งไร้ความปรานี สายลมแรงหวีดหวิวพัดผ่านยอดไม้สนสูงตระหง่านจนกิ่งก้านลู่เอนเบียดเสียดกันจนเกิดเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนเข้ามาในจิตใจ เสียงฟ้าร้องครืนครั่นสะเทือนปฐพีสะท้อนสะท้านก้องวิหารศิลาและกำแพงหินทึบของปราสาทโบราณฟอนชเลเกิลหลังนี้อย่างน่าสะพรึงกลัว น้ำฝนเม็ดหนาและเย็นเฉียบสาดซัดกระแทกกระจกหน้าต่างยอดโค้งสูงสไตล์กอทิกเสียงดังปึกๆ ถี่รัว อุณหภูมิภายนอกหนาวเหน็บจนแทบจะเยือกแข็งจนเกิดเกล็ดน้ำค้างเกาะตามขอบหน้าต่างหินทรายสีเทาเข้ม ทว่าภายในห้องควบคุมมืดสลัวหลังบานกระจกเงาสองด้านสีครามเข้มของผม กลับอบอวลไปด้วยความร้อนรุ่มและกลิ่นอายราคะที่กำลังจะปะทุขึ้นจนหน้าปัดคอนโซลควบคุมและมอนิเตอร์แสดงผลแทบจะร้อนฉ่าไปด้วยไออุ่นแห่งความกระสัน
ผมยืนเอามือกอดอก สองเท้ากางออกเล็กน้อยเพื่อความมั่นคงในการยืนจับตาดูเหยื่อรายใหม่ เพ่งสายตาคมปลาบผ่านเลนส์กล้องความละเอียดสูงระดับ 4K ซูมตรงไปยังจุดกึ่งกลางของเตียงสี่เสาขนาดยักษ์โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องนอนขุนนางเก่า เตียงนอนนั้นทำจากไม้โอ๊คสีเข้มแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงจนเห็นเนื้อไม้สีคล้ำเข้มขรึม มีม่านกำมะหยี่สีแดงเพลิงผืนหนาห้อยระย้าลงมาจากเพดานหินโค้งทึบที่มีร่องรอยของเขม่าเทียนเก่าแก่และคราบฝุ่นละอองที่สะสมมานานนับร้อยปี ด้านหน้าเตียงฝั่งขวาคือที่ตั้งของภาพวาดสีน้ำมันโบราณขนาดมหึมาที่แสดงรูปอัศวินบาวาเรียสวมเกราะเหล็กเต็มยศและมีดาบยาวเล่มใหญ่ประดับเคียงข้าง ทว่าเบื้องหลังดวงตาที่วาดอย่างประณีตและส่วนเงาเข้ม of ภาพวาดสีน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วคือบานกระจกเงาสองด้านสีครามเข้มที่ผมกำลังยืนเฝ้ามองอยู่ ผมปรับหูฟังครอบหูให้กระชับแน่น ได้ยินเสียงของเครื่องตรวจจับเสียงคุณภาพสูงคอยดูดโสตประสาท เสียงลมสะท้อนและเสียงครางแผ่วของพายุภายนอกดังเข้ามาสอดประสานกับเสียงเต้นของหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำของผมเอง กลิ่นไม้โอ๊คโบราณชื้นและกลิ่นเทียนไขโบราณชวนพิศวงที่แผ่ซ่านเข้ามาในระบบระบายอากาศทำให้บรรยากาศยิ่งดูลึกลับและคุกคามความเป็นคนดี
"ที่นี่มัน... ดูลึกลับและน่ากลัวเหลือเกินค่ะโอม มุกรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่เรานั่งรถผ่านป่าสนดำเข้ามาแล้ว" เสียงหวานใสแฝงความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นดังขึ้นในหูฟังของผมอย่างชัดเจนและมีมิติกระชั้นชิด
ผมรีบหันไปหมุนคอนโซลซูมกล้องจับภาพ "ครูมุกดา" เธอเดินก้าวเข้ามาในห้องนอนโบราณอย่างกล้าๆ กลัวๆ พร้อมกับ "โอม" สามีผู้เห็นแก่ตัวของเธอ มุกดาในค่ำคืนนี้สวมเสื้อโค้ทขนสัตว์หนาสีเทาคลุมทับเดรสผ้าไหมขัดเงาสีน้ำเงินเข้มคอปิดมิดชิดเรียบร้อย รูปร่างของเธอยังคงสะโอดสะองอรชร ทรงอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมหนายังคงขับเน้นความงดงามในแบบฉบับครูสาวผู้เรียบร้อยและเคร่งครัดในศีลธรรม ดวงตาคู่งามฉายแววกังวลใจเมื่อกวาดมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งด้วยผนังศิลาหยาบและเชิงเทียนเหล็กดัดโบราณที่เปลวเทียนวูบวาบตามกระแสลมหนาวที่พัดรอดรูประตูไม้หนาเข้ามา
"ไม่น่ากลัวหรอกมุก ปราสาทนี้เป็นของท่านบารอนฟอนชเลเกิล พันธมิตรธุรกิจรายใหญ่ของผมที่เยอรมนี คืนนี้เราได้รับเกียรติให้มาพักที่ห้องสวีทพิเศษของตระกูลเขาเลยนะ มีไม่กี่คนหรอกที่จะได้เข้ามาเหยียบที่นี่" โอมพูดยิ้มๆ พลางเดินเข้าไปประชิดร่างและถอดเสื้อโค้ทขนสัตว์ของมุกดาออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่รัดรูปเน้นส่วนโค้งเว้าของเอวบางและสะโพกผึ่งผายอวบอิ่ม ทรงอกใหญ่ยักษ์ดึงดันบีบเค้นเนื้อผ้าไหมจนเป็นรอยนูนเด่นชัด ทว่าสายตาเจ้าเล่ห์ของโอมกลับกวาดมองไปที่ภาพวาดสีน้ำมันอัศวินบาวาเรียอย่างรู้กัน เขารู้ดีว่าหลังภาพวาดนั้นมีสายตาของผมเฝ้ามองเมียรักของเขาอยู่ และรู้ว่ากล้องจิ๋วแอบถ่ายที่ติดตั้งตามมุมมืดรอบเตียงสี่เสากำลังทำหน้าที่บันทึกภาพทริปสวิงกิ้งแสนหฤหรรษ์นี้เพื่อส่งต่อความเร้าใจระดับ VIP ของสโมสร
มุกดายืนกอดอก ร่างกายบางสั่นเทาเล็กน้อยจากความหนาวและจิตใจที่สับสนหวาดหวั่น "แต่โอมคะ... ข้อตกลงเรื่องที่ดินบาวาเรียและใบอนุญาตโครงการใหม่ที่โอมบอก มันต้องแลกกับการให้มุกมานอนพักที่นี่จริงหรือเปล่า? แล้วท่านบารอนเขา... เขาจะไม่เข้ามาวุ่นวายกับเราใช่ไหม? มุกรู้สึกว่าสายตาของขุนนางในปราสาทจ้องมองมุกแปลกๆ ตั้งแต่ตอนที่เราทานอาหารเย็นกันแล้วค่ะ มุกรู้สึกอึดอัดใจจัง"
"โธ่ มุกคิดมากไปแล้ว บารอนเขาเป็นคนสุภาพมาก และเขาก็ให้เกียรติเราเสมอ ดื่มแชมเปญอุ่นๆ นี้ก่อนสิ จะได้แก้หนาวและสบายใจขึ้นนะ" โอมไม่ตอบคำถามตรงๆ แต่หันไปรินแชมเปญสีทองประกายจากเหยือกแก้วเจียระไนส่งให้มุกดา แชมเปญแก้วนั้นถูกผสมด้วยยากระตุ้นราคะเข้มข้นสูตรพิเศษที่โอมตกลงซื้อจากสโมสร VIP ล่วงหน้า ยาที่จะช่วยทำลายความเคร่งครัดในศีลธรรมของครูสาวโรงเรียนคริสต์ให้ราบคาบและหลอมละลายกรอบจารีตประเพณีที่สั่งสมมาทั้งชีวิต
มุกดารับแก้วมาถือไว้ด้วยมือสั่นเทา เธอจิบเข้าไปอึกใหญ่ด้วยความหนาวเหน็บ รสชาติซ่านหวานและอุณหภูมิที่อุ่นร้อนแล่นพล่านลงคอ ความเงียบกริบในปราสาทโบราณบวกกับเสียงฝนตกหนักข้างนอกทำให้ทุกประสาทสัมผัสเด่นชัดขึ้น ผมสังเกตเห็นผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ว่าใบหน้าสวยหวานของครูสาวเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว ฤทธิ์ยาและแอลกอฮอล์เริ่มขับเคลื่อนกระแสความร้อนให้ไหลเวียนในกายเธอทีละน้อย ผิวกายของเธอเริ่มขึ้นหยดเหงื่อใสๆ เม็ดเล็กผุดพราวตามหน้าผากและแผ่นอก
"อึก... มุกรู้สึกร้อนแปลกๆ ค่ะโอม ลมหายใจมัน... หอบๆ ยังไงไม่รู้ ผิวมันเต้นตุบๆ ไปหมดเลย หัวใจสั่นแรงมาก" มุกดาวางแก้วเปล่าลง มือเรียวบางยกขึ้นลูบไล้ไปตามลำคอระหง ผิวขาวเนียนละเอียดเริ่มแดงฉ่ำและชื้นเหงื่อเด่นชัดใต้แสงเทียนสีส้มสลัว เธอเริ่มปลดกระดุมเดรสผ้าไหมขัดเงาเม็ดบนออกเพื่อระบายความร้อน เผยให้เห็นเนินอกขาวสล้างอวบอิ่มขนาดใหญ่ที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจหอบกระชั้นที่ตื่นตัวด้วยยากระตุ้นสวาท ผิวเนื้ออวบเต่งเปล่งประกายล่อตาผมหลังกระจกอย่างรุนแรง
"งั้นมุกนอนพักบนเตียงก่อนนะ เดี๋ยวผมขอตัวไปตรวจเอกสารสัญญากับเลขาท่านบารอนที่โถงล่างสักครู่ เพื่อให้สัญญาเราผ่านเรียบร้อย" โอมกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะกวาดสายตามองหน้าอกที่กระเพื่อมไหวของเมียตนเองด้วยความกระสันอย่างเก็บไม่อยู่ ก่อนจะเดินถอยหลังออกจากห้องนอนและปิดประตูหนาลงล็อกสลักดังกริ๊กแน่นหนา
"โอมคะ! อย่าทิ้งมุกไว้คนเดียว..." มุกดาพยายามร้องเรียกสั่นเครือ ร่างระหงพยายามก้าวเดินตามแต่กลับรู้สึกแข้งขาอ่อนแรงและร้อนรุ่มไปหมดเนื่องจากฤทธิ์ยาที่โหมกระหน่ำทวีคูณจนสะดุดล้มลงคุกเข่าราบไปกับพื้นพรมขนนุ่มหน้าภาพวาดสีน้ำมันอัศวินโบราณพอดี ใบหน้าฉ่ำเยิ้มเปี่ยมราคะของเธอยอยเด่นอยู่ห่างจากกระจกเงาสองด้านที่ผมยืนอยู่เพียงไม่กี่นิ้ว หน้าอกใหญ่ยักษ์ของเธกระแทกเข้ากับขอบกรอบรูปจนเนื้อสาวเบียดแน่น แผ่นหลังนวลเปลือยครึ่งซีดเกร็งสั่นระริก
ดวงตากลมโตคู่สวยปรือเยิ้มด้วยฤทธิ์ยากระตุ้น จ้องมองสบประสาทตรงมายังภาพวาดอัศวินบาวาเรีย (สะท้อนเข้าตาผมหลังบานกระจกทองอย่างจัง) ความขัดแย้งทางศีลธรรมของครูสาวในสมองกำลังต่อสู้กับความต้องการดิบเร่าร้อนของร่างกายอย่างหนักหน่วง มือซ้ายของเธอเอื้อมลูบไปบนเนินอกตัวเองผ่านเสื้อเดรสผ้าไหมหรู ปลายนิ้วสะกิดยอดอกผ่านเนื้อผ้าไหมจนชูชันขึ้นมาเป็นไตแข็ง ลมหายใจอุ่นหอบครางดังแว่วเข้ามาในหูฟังของผม "อ๊า... ทำไมมันเสียวแปลกๆ... ร้อนไปหมด... โอมช่วยมุกด้วย... มุกอึดอัดเหลือเกินค่ะ..."
เสียงครางหวานหวิวและท่าทางรัญจวนใจของครูมุกดาทำให้หัวใจของผมเต้นกระหน่ำอย่างวิปริต สัญชาตญาณความอยากแอบดูปะทุขีดสุด ผมขยับมือขวาล้วงเข้าไปในกางเกง สัมผัสแก่นกายที่ขยายตัวแข็งเกร็งปวดร้าวของตัวเองทันที ลูบไล้ชักรูดช้าๆ ตามจังหวะลมหายใจของเธอ ความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นผู้หญิงเคร่งศาสนาและศีลธรรมสูงส่งต้องทรมานใต้ความต้องการดิบมันเร้าใจเกินกว่าจะทนไหว ผมขยับสวิตช์หรี่ไฟในห้องคอนโทรลลงเพื่อไม่ให้แสงเล็ดลอดออกไป เฝ้าดูภาพครูสาวผู้สะอาดสะอ้านถูกครอบงำด้วยราคะทีละน้อย ทรวงอกสั่นกระเพื่อมและมือบางที่ค่อยๆ ล้วงต่ำลงไปใต้กระโปรงลูบจุดสงวนของตัวเอง
ทันใดนั้น เสียงประตูล็อคสลักหนาดัง "กริ๊ก!" ลั่นห้อง มุกดาสะดุ้งสุดตัวหันขวับกลับไปจ้องมองประตูห้องนอนด้วยความตกใจสุดขีด
ร่างหนากำยำขนาดยักษ์ก้าวเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ ชายผู้นั้นสวมหน้ากากเหล็กอัศวินบาวาเรียสีดำมะเกื่อวาวชื้นน้ำฝน หน้ากากปิดบังใบหน้าทั้งหมดเหลือเพียงดวงตาดุดันคู่นั้นที่กวาดมองร่างครูสาวที่นอนระทดระทวยบนพื้น ร่างกายของเขาสวมเพียงกางเกงหนังสีเข้ม ขับมัดกล้ามหน้าอกและลอนท้องแกร่งที่ชโลมด้วยเจลนวดวาวชุ่มประกายเพชรส่งกลิ่นฟีโรโมนเพศชายฉุนกึกปนเปเปื้อนความวิปริตทางเพศที่พร้อมทำลายเกียรติยศครูสาวให้ราบคาบ
"คุณ... คุณเป็นใครคะ! เข้ามาได้ยังไง... ออกไปนะ!" มุกดาตื่นตระหนกสุดขีด พยายามใช้มือกวาดหาผ้าห่มมาปิดกั้น ร่างระหงถอยหนีจนแผ่นหลังบดเบียดชิดติดกับกรอบภาพวาดสีน้ำมันโบราณ (หลังกระจกของผมพอดี)
ชายหน้ากากเหล็กอัศวินไม่พูดตอบ แต่ย่างสามขุมเข้าประชิดเตียง ยื่นมือหนาหยาบกร้านคว้าข้อมือเรียวบางของมุกดากระชากขึ้นเบาๆ เผยสรีระส่วนเว้าส่วนโค้งเดรสหลุดลุ่ย ยาปลุกเร้าในร่างทำให้มุกดาสั่นเทิ้มด้วยความสยิวกายจนส่งเสียงครางแผ่วลั่นขัดกับคำพูดปฏิเสธ ผมเร่งความเร็วในการรูดแก่นกายตัวเองหลังกระจก ซูมกล้องจับภาพยอดอกสีชมพูฉ่ำของครูมุกดาที่ประชิดหน้าอกกว้างสะกดสายตา ค่ำคืนบาปของปราสาทบาวาเรียได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีทางหวนกลับไปสู่โลกใบเดิม!