“พรึบ!”
ทันทีที่เซียวจิ่งหยวนลืมตาตำราไม้ไผ่ที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศก็หล่นกระจัดกระจายไปทั่วดูเหมือนภาพไท่จี๋ที่ยุ่งเหยิง แต่เขาไม่ได้สนใจ เพราะยังคงมึนงงกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
“คัมภีร์กรรม!”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจั์ตาแสดงออกถึงความประหลาดใจ ตอนนี้หัวใจเขาเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขึ้นลงราวกับคลื่นที่ม้วนเป็พันระลอก ใช้เวลาสักพักถึงสงบใจลงได้ เขาไม่คิดจริงๆว่าความลับที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้จะซ่อนอยู่ในตำราม้วนไม้ไผ่ในห้องลับของอารามเต๋า
ตำราม้วนไม้ไผ่ที่ไม่มีอะไรพิเศษ แต่หลังจากที่ถูกจัดเรียงใหม่กลับกลายมาเป็สุดยอดเคล็ดวิชา
กล่องที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินของอารามเต๋านี้ถูกขุดขึ้นมาโดยเ้าหนูสีทองภายในกล่องซ่อนภาพจิตรกรรมที่เป็ความลับอันสูงสุดที่ช่วยให้เขาเข้าสู่สภาวะฌานและการสมาธิขัดเกลาร่างกายและรวบรวมสมาธิได้อย่างง่ายดาย
เพียงคืนเดียว เขาก็สามารถรวมปราณฟ้าดินมาชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ราวกับถอดรกเปลี่ยนกระถูกและก่อปราณิญญาเซียนได้อย่างชัดเจน
จากนี้เป็ต้นไปเขาไม่ใช่คนธรรมดาอีกแล้ว
เขาข้ามผ่านด่านสว่างหาการฝึกบำเพ็ญที่แท้จริงซึ่งเป็ด่านที่ใหญ่ที่สุดมาได้แล้วหนทางต่อจากนี้ หากเขาบำเพ็ญเพียรอย่างขยันขันแข็งย่อมต้องมีอนาคตที่สดใสไม่ช้าก็เร็ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ เซียวจิ่งหยวนก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้หลังจากจัดระเบียบตำราม้วนไม้ไผ่ที่ร่วงหล่นระเกะระกะจนเรียบร้อยเขาก็เร่งรีบออกจากห้องลับไปยังูเาด้านหลังอารามเต๋า
ท่ามกลางป่าไม้เบาบางที่ตีนเขา หมอกยามเช้าตรู่ยังลอยอ้อยอิ่งหยาดน้ำค้างใสบริสุทธิ์เกาะบนวัชพืชและเถาวัลย์ที่เขียวขจี ลมหนาวพัดเอื่อยๆ
เซียวจิ่งหยวนยืนอยู่บนเนินเขาสูดลมหนาวเข้าไปสองเฮือก แต่ก็ไม่อาจกดความรู้สึกร้อนรนในใจได้เขาประสบความสำเร็จในการบำเพ็ญแล้วแต่ยังรู้สึกสับสนดั่งอยู่ในห้วงฝันไม่สมจริง จึงคิดจะทดลองเพื่อแยกแยะจริงเท็จเสียก่อน
เขาปล่อยวางจิตใจให้สงบ พลันรับรู้ได้ถึงลมปราณอันบริสุทธิ์สายหนึ่งที่ไหลเวียนในร่างกายมันกลายเป็ภาพไท่จี๋ที่หมุนเวียนไม่รู้จบประดุจกงล้อขนาดั์อยู่ในอวัยวะตันทั้งห้ากลวงทั้งหก
ปราณสีขาวดำที่ขับเคลื่อนด้วยกงล้อนั้นไหลเวียนไปตามแขนขาและกระดูกเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขาไปทีละนิด เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต
ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาดไปจากนี้ลมปราณนี้สามารถทำให้เขามีชีวิตยืนยาวเป็ร้อยปีแล้วยิ่งไปกว่านั้นหากบำเพ็ญเพียรต่อเนื่อง ลมปราณยิ่งเติบโตแข็งแรงมากขึ้นวันใดวันหนึ่งหากลมปราณในร่างกายของเขามากจนแม้แต่ร่างมนุษย์ของเขาเองก็ไม่เพียงพอที่จะรองรับแล้วล่ะก็...คาดว่าตอนนั้นเขาคงจะเอาชนะสังขารซึ่งเป็เหมือนกรงขังระหว่าง์กับโลกมนุษย์ได้และกลายเป็เซียนไปในที่สุด
หากแต่ถ้า้าจะไปให้ถึงขั้นนั้นต้องพยายามอย่างหนัก...
เซียวจิ่งหยวนตั้งสมาธิ ควบคุมกงล้อภายในอวัยวะตันทั้งห้ากลวงทั้งหกให้หมุนเร็วขึ้นเป็สิบเท่าราวกับกำลังควบม้าอยู่อย่างไรอย่างนั้น ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวกระแสน้ำวนขนาดั์ก่อตัวอยู่ข้างหลังเขาอย่างไร้เสียง
ชั่วขณะนั้น เมฆหมอกถูกพลังอันไร้รูปร่างดึงดูดจนแปรเปลี่ยนหมอกในป่าเบาบางลงอย่างต่อเนื่องแล้วมารวมตัวกันอยู่ใต้เท้าของเขา
หมอกหนาขึ้นเรื่อยๆจนควบแน่นเป็ก้อนปุยราวกับหิมะ ดุจสายไหม ใบหน้าของเซียวจิ่งหยวนพลันเปล่งแสงสีแดงและเหตุการณ์ประหลาดก็ปรากฏขึ้น
ร่างของเขาสั่นสะท้านและถูกหมอกหนาราวกับสายไหมยกลอยห่างจากพื้นถึงสามฉื่อโดยไร้เชือกดึงรั้งหรือคนดึงฉุดซ้ำยังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะพาเขาเหาะเหินสูงไปในอากาศ
“เหวอ...”
ระยะห่างเริ่มสูงขึ้นจากพื้นเรื่อยๆไม่นานก็ถึงระดับยอดไม้อย่างรวดเร็ว เมื่อเหาะข้ามยอดไม้ไปเซียวจิ่งหยวนก็ไม่อาจระงับความตื่นเต้นจึงอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมา แต่หลังจากะโไปไม่กี่ครั้งร่างกายก็สั่นสะท้านทำท่าจะร่วงจากฟ้า
เขาใจนรีบเงียบเสียงแล้วรวบรวมสมาธิต่อบังคับตนเองให้ใจเย็นเข้าไว้ เพราะเกรงว่าความสุขจะกลายเป็ความโศกเศร้าเสียก่อน
ครู่หนึ่งเขาก็ทรงตัวได้อีกครั้งจากนั้นก็ปรับตัวให้เข้ากับความสูงแต่ก็ยังรู้สึกไม่พอใจจึงสูดลมหายใจเข้าไปอีกหนึ่งเฮือก แล้วบังคับตนให้ลอยขึ้นไปอีก
หนึ่งจั้ง สองจั้ง สามจั้ง...
เพียงอึดใจเดียวเขาก็ขึ้นมาสูงสิบกว่าจั้งจนกระทั่งเขารู้สึกถึงแรงกดอากาศเล็กน้อยจึงได้หยุดแล้วมองไปโดยรอบ
เขาอยู่กลางอากาศล้อมรอบไปด้วยทะเลหมอกอันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเมื่อมองลงไปก็พบกลุ้มก้อนเมฆลอยขึ้นลงไปมาและูเาน้อยใหญ่ราวกับม้าที่ควบยาวไม่ขาดสาย
ในฤดูใบไม้ผลิ ทิวเขาน้อยใหญ่ดอกไม้สีเหลืองบอบบางบานสะพรั่ง ดอกไม้ป่าสีแดงและม่วงที่แปลกตาจำนวนมากเกาะกลุ่มกันบนโขดหินูเาทั้งลูกดุจปกคลุมด้วยผ้าปักหลากสีสันงดงามตระการตาแรกมองูเาเปรียบดังผ้าแพร แม่น้ำเปรียบดังเส้นด้าย ทำให้ใจรื่นรมย์ไม่อาจต้านทาน
ในตอนนี้เขาขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วเขากำลังขี่เมฆหมอกอยู่จริงๆ ในสายตาของปุถุชนคนทั่วไปเขาก็คือเทพเซียนแล้ว ภายในคืนเดียวเขาก็ตระหนักถึงความเป็ะและความเป็ธรรมดาทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เขาถอนหายใจด้วยความพึงใจ เขาเหยียดมือออกและสะบัดเบาๆเมฆก็ไหลผ่านนิ้วไปเป็สายไม่ทิ้งร่องรอย
อารมณ์ของเขายามนี้ประหนึ่งน้ำตกไหลเชี่ยวไปตามผาหินที่อยู่ใต้เท้าของเขาตกกระทบลงมาเป็หยดน้ำเป็พันเป็หมื่นหยด มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้นอย่างไรอย่างนั้น ละอองหมอกเล็กๆ นับร้อยนับพันถูกพัดพาขึ้นฟ้าดูตื่นตาตื่นใจจนไม่อาจสงบจิตใจลงได้
แม้อารมณ์ของเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ทะนงตนหรือหลงระเริง เพราะเขารู้ดีว่าแม้เขาจะปีป่ายขึ้น์แล้วแต่ก็เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ถึงแม้จะขี่เมฆบินไปบนท้องฟ้าได้แต่สำหรับการบำเพ็ญแล้ว นี่เขาเพิ่งก้าวผ่านประตูมาเท่านั้น
ในพระคัมภีร์เต๋ามีบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน
ศิลปะการขี่เมฆหมอกนั้นเป็เพียงสิ่งที่หยาบที่สุดง่ายที่สุดและพื้นฐานที่สุด ไม่ว่าจะเป็ขี่เมฆหรือขี่หมอกสำหรับคนเดินดินแล้วตราบใดที่มีม้าติดตามความเร็วก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าการขี่เมฆสักเท่าใดนัก
เทคนิคที่เก่งกาจอย่างแท้จริงน่าจะเป็พันลี้ในพริบตา
เมื่อเทียบกันแล้วเทคนิคการขี่เมฆหมอกมันช้านัก หากเกิดการต่อสู้ แล้วมีคนใช้กระบี่บินคาดว่าแม้แต่เมฆหมอกก็ไม่ทันได้ขี่ ได้หัวไปทางตัวไปทางก่อนแน่นอน
ดังนั้นเมื่อเซียวจิ่งหยวนมั่นใจแล้วว่าตนเองเข้าสู่วิถีเซียนอย่างแน่แท้แล้วก็รวบรวมลมปราณค่อยๆ กระจายเมฆหมอกใต้เท้าออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นกค่อยๆลงสู่พื้น เขาลงบนเนินเขาเล็กๆ หลังอารามเต๋าที่มีสุสานอยู่ที่นั่นมีหลุมฝังศพเล็กๆ อยู่หลุมหนึ่ง ภูมิทัศน์ด้านหลังเป็ที่ราบไม่มีหญ้าขึ้นและไม่มีใบไม้แห้งร่วงหล่น บ่งบอกว่ามีคนมาคอยทำความสะอาดอยู่เป็นิจ
เซียวจิ่งหยวนลงอย่างปลอดภัยและยืนอยู่หน้าสุสานดวงตาของเขาจับจ้องไปยังศิลาหน้าหลุมศพแล้วคุกเข่าลงทันทีอารมณ์ที่ปั่นป่วนและความคิดที่ยุ่งเหยิงของเขาในตอนนี้สงบเงียบลง
“ตาเฒ่า ข้าทำสำเร็จแล้วนะท่านก็ควรจากไปอย่างสงบได้แล้ว”
เซียวจิ่งหยวนก้มลงกราบแล้วพึมพำกับตนเองว่า “ถ้าท่านรู้สึกไม่เต็มใจหรือเสียใจ อย่าลืมเข้าฝันข้าล่ะมิฉะนั้นข้าจะถือว่าท่านจากไปอย่างสงบและพร้อมเกิดใหม่”
“เอ่อ...ก่อนจะเกิดใหม่ก็ต้องมาเข้าฝันนะทางที่ดีที่สุดบอกที่อยู่มาแล้วรอข้าอีกไม่กี่ปีหากข้าบำเพ็ญสำเร็จจะไปรับท่านกลับมา”
“แหะๆ ชาติที่แล้วท่านเป็อาจารย์ข้าชาตินี้ข้าเป็อาจารย์ท่าน สลับกันสิถึงจะเรียกว่ายุติธรรม วางใจได้อาจารย์คนนี้จะรับผิดชอบได้ดีกว่าท่านแน่ ไม่หลอกลูกศิษย์แน่นอน...”
“ดูสิชาตินี้ถ้าข้าเป็เซียนไม่ได้และไม่ทำให้อารามหวนเจินเจริญรุ่งเรืองล่ะก็ คงไม่มีหน้าไปพบท่านหรอก”
“ท่านหลับให้สงบเถิด!”
เซียวจิ่งหยวนก้มศีรษะแล้วยื่นมือออกไปทันใดนั้น ใบไม้สีเหลืองที่อยู่ใกล้ๆ ก็ลอยเหมือนผีเสื้อกระพือปีกลอยมารวมกันที่หน้าสุสานในทันที
ฟิ้ว!
ทันใดนั้นใบไม้กลุ่มนั้นก็ติดไฟแล้วไหม้อย่างรุนแรง ใบไม้ไหม้อยู่ไม่นาน ควันลอยละล่องค่อยจางหายไปเซียวจิ่งหยวนก็ค่อยๆ ลุกขึ้น จากนั้นเหาะผ่านูเามุ่งหน้าไปยังเมืองซูโจว
ดังคำกล่าวที่ว่าความสุขที่โดดเดี่ยวไม่สู้สุขเป็หมู่คณะ เขาได้พบเจอสิ่งอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่แล้วอยู่ดีๆ ก็ได้เป็เซียนแน่นอนว่าเขา้าแบ่งปันเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้กับเพื่อนของเขายิ่งไปกว่านั้น เขามั่นใจเจ็ดถึงแปดส่วนเลยว่าเขาสามารถดึงฟางเส้าไป๋เข้าสำนักเซียนได้
คนหนึ่งได้ดีย่อมพาคนรอบข้างได้ดีไปด้วย
แม้ร่างกายของเซียวจิ่งหยวนจะไม่ธรรมดาอีกต่อไปแต่จิตใจของเขาก็ไม่ต่างไปจากคนธรรมดา อีกอย่างแม้จะเป็การบำเพ็ญพรตเต๋าแต่ก็มีคำกล่าวที่ว่า จะต้องมีวิธีการ สมบัติพัสถาน คู่รักและถ้ำศักดิ์สิทธิ์
คู่รักไม่เพียงแต่หมายถึงคู่สามีภรรยาเท่านั้นแต่ยังหมายถึงมิตรสหายร่วมทางอีกด้วย สามารถเป็ได้ทั้งอาจารย์ ศิษย์พี่ศิษย์น้องและเพื่อนร่วมอุดมการณ์
โลกนี้อันตรายนักภูตผีปีศาจออกมาไม่ขาดสาย การฝึกบำเพ็ญตบะคนเดียวถ้าพบเข้ากับหายนะและไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้เป็ธรรมดาที่จะ้าความช่วยเหลือจากสหาย
คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายสามคนถึงจะมั่นคง
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลำบากที่เหลือต่างพร้อมสนับสนุน จากมุมมองนี้การสร้างพลพรรคก็มีความสำคัญมิฉะนั้นคงไม่มีสำนักต่างๆ ในโลกของการฝึกบำเพ็ญ และก็ไม่อาจมีสำนักต่างๆหลงเหลืออยู่
เมื่อก่อนอารามหวนเจินอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเป็ธรรมดาที่เซียวจิ่งหยวนจะไม่อยากฉุดรั้งฟางเส้าไป๋เอาไว้และมักจะชักชวนให้เขาไปเข้าสำนักอื่นโดยเร็ว ไม่้าให้เขาแขวนคอตนเอง
แต่วันนี้ต่างออกไปดังนั้นเซียวจิ่งหยวนจึงนึกถึงฟางเส้าไป๋ในทันที พี่น้องที่ดีไม่จำเป็ต้องพาเขามาร่วมทุกข์ แค่ให้ร่วมสุขก็พอ
เซียวจิ่งหยวนเหาะไปด้วยความตื่นเต้นดีใจไม่ช้าก็มาถึงนอกเมืองซูโจว
หลังจากเห็นความพลุกพล่านของผู้คนเขาก็ระมัดระวังและลดความเร็วลง เดินผ่านประตูเมืองจนถึงเขตเมืองที่จอแจ
ทั้งเมืองซูโจวเนืองแน่นไปด้วยร้านค้าและที่อยู่อาศัยสวนและคฤหาสน์น้อยใหญ่เหล่านี้เปรียบเสมือนไข่มุกที่ประดับประดาเมืองที่โอ่อ่าแห่งนี้ให้งดงามและสว่างไสว พ่อค้าวานิชย์และคนสัญจรหลายแสนคนหลั่งไหลเข้ามาที่เมืองนี้ประดุจหินที่หล่นลงมหาสมุทรกว้างใหญ่ ไร้คลื่นน้ำกระเพื่อม
ยามที่พ่อค้าเหล่านี้นำสินค้าเข้ามายังเมืองที่จอแจแห่งนี้ผู้คนในเมืองจะค่อยๆ ปรากฏตัวพร้อมเสียงจอกแจกจอแจ แพร่กระจายไปทั่ว ราวกับคลื่นที่ม้วนตัวและกระจายออกไปครอบคลุมทุกทิศทาง