ตอนที่ 7 เสาะหาช่องทางการค้าอื่น
“ละครพูดรึ?” จี้ซิวผิงไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
“มันก็คล้ายๆ กับละครเพลงข้างนอกนั่นแหละ แค่ไม่ได้ร้องออกมา แต่ให้คนใช้อารมณ์ความรู้สึกแสดงออกมาแทน” ถงเชียนอธิบาย
นับั้แ่ทะลุมิติมาที่นี่ นางก็พบว่าความบันเทิงในยุคนี้ช่างล้าหลังเสียเหลือเกิน นอกจากละครเพลงแล้ว แม้แต่การเล่านิทานก็ยังมีไม่มาก นี่ถือเป็โอกาสดีเลยทีเดียว
จี้ซิวผิงไม่เคยได้ยินนางพูดถึงการแสดงในรูปแบบนี้มาก่อน พอฟังแล้วก็รู้สึกสนใจมาก อดพูดไม่ได้ว่า “สิ่งที่เ้าคิดออกมานั้น ช่างแตกต่างจากคนส่วนใหญ่มากจริงๆ”
ถงเชียนได้ฟังประโยคแฝงด้วยคำชมก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง นางยิ้มมุมปาก แต่จากนั้นเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบวิ่งไปที่ข้างโต๊ะ ก้มลงหยิบหนังสือเล่มบางๆ ออกมาจากกล่อง เดินไปหาจี้ซิวผิง ยื่นมันให้เขา แล้วพูดอย่างมีลับลมคมในว่า “อะ ท่านสมควรได้อ่านมัน”
จี้ซิวผิงทำหน้าสงสัย พลิกเปิดหนังสือช้าๆ แล้วอ่านอย่างละเอียดจนวางแทบไม่ลง
“นี่ นี่มัน...” จี้ซิวผิงเบ่งตาโต
หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงมีเื่โบราณของคนสมัยก่อน แต่ยังมีคำพูดที่มีชื่อเสียงอันแฝงด้วยสัจธรรมคำสอนเื่ความสงบสุขของชาติบ้านเมืองอีกมากมาย ล้วนเกี่ยวข้องกับการสอบคัดเลือกขุนนางทั้งสิ้น
จี้ซิวผิงมองถงเชียนด้วยความใอย่างหาที่สุดมิได้ ส่วนนางก็ตอบอย่างจริงจัง “พี่ซิวผิง ข้ารู้ดีว่าในใจของท่านมีอุดมการณ์ที่ยาวไกลมากถึงเพียงไร ท่านไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านอย่างไร้ประโยชน์ไปวันๆ ด้วยความรู้และความสามารถของท่านจะต้องไม่ด้อยกว่าพวกบัณฑิตบนถนนเ่าั้อย่างแน่นอน”
ที่แท้ วันนี้นางก็เห็นแล้วจริงๆ
“เชียนเอ๋อร์ ข้า...” จี้ซิวผิงรู้สึกสับสน ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าควรจะอธิบายความรู้สึกของตนออกมาอย่างไรดี
“พี่ซิวผิง” ถงเชียนยิ้ม “ท่านไม่ต้องพูด ข้าเข้าใจทุกอย่างดี ระหว่างท่านกับข้า เป็คนเดียวกันตั้งนานแล้ว หากท่านดี ข้าก็ดีด้วย”
จี้ซิวผิงทนไม่ไหวอีกต่อไป รวบนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน จากนั้นกระซิบที่ข้างหูนางอย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำให้เ้าผิดหวังอย่างแน่นอน”
ถงเชียนก็โอบกอดเอวเขาเช่นกัน พยักหน้าอย่างมีความสุข นางเชื่อในตัวเขาแน่นอน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ทำเพื่อเขามากมายขนาดนี้
พอจี้ซิวผิงสงบสติอารมณ์ลงได้ ยามที่ก้มลงมองพิจารณาเนื้อหาสมุดในมืออย่างละเอียด พบว่าบทอ้างอิงในตำรารวมถึงถ้อยคำนั้นกระชับไม่เยิ่นเย้อ จู่ๆ เขาก็รู้สึกใจสั่นและได้เปิดโลกทัศน์ เปรียบมันเป็ดั่งสมบัติล้ำค่า แม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังถือไว้ไม่ยอมวาง
ถงเชียนเห็นเขาเรียนอย่างมีความสุข นางก็มีความสุขด้วยเช่นกัน รู้สึกโล่งใจมาก อย่างน้อยก็ไม่เสียแรงที่ตนนั่งคัดลอกเสียจนปวดมือไปหมด!
หลังจากนั้นอีกสองวันทั้งสองได้เข้าเมืองอีกครั้ง เมื่อเถ้าแก่โรงน้ำชาเห็นก็รีบลงมาต้อนรับ
“โธ่เอ้ย คุณหนู ในที่สุดท่านก็มาได้เสียที รีบนำบทเพลงออกมาเถอะ แม่หนูอวิ๋นใกล้จะไม่มีเพลงให้ร้องแล้ว”
ถงเชียนเอ่ยสบายๆ ว่า “เถ้าแก่ วันนี้ข้ามิได้นำสิ่งใดมา แต่มาเพื่อเชิญท่านไปโรงละครโดยเฉพาะ”
เถ้าแก่โรงน้ำชายิ้มประจบประแจง “พวกนั้นจะน่าสนใจกว่าสิ่งที่คุณหนูเขียนได้อย่างไร”
“ครั้งนี้ไม่ได้ไปดูละคร” ถงเชียนยิ้มอย่างมีเลศนัย “แต่จะไปดูคน”
“ดูคนรึ?” เถ้าแก่โรงน้ำชาได้ฟังก็รู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก
ถงเชียนไม่ได้สนใจเขา เรียกคนมาด้วยตนเอง มอบเงินให้และสั่งการไม่กี่ประโยค จากนั้นก็พาจี้ซิวผิงและเถ้าแก่โรงน้ำชาไปตามท้องตลาด
ในตอนที่พวกเขามาถึง ละครเพลงก็ได้เริ่มขึ้นพอดี จึงได้หาที่นั่งใกล้ๆ เพื่อรับฟังสักครู่
เถ้าแก่โรงน้ำชารู้สึกร้อนใจแทบทนไม่ไหว แต่เพราะไม่แน่ใจว่าพวกถงเชียนมีแผนเช่นไร จึงทำได้เพียงข่มใจนั่งลงไปก่อน
“น่าเบื่อเกินไปแล้ว” จู่ๆ ชายร่างท้วมคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหลังก็พูดขึ้นมาว่า “เนื้อเื่วกไปวนมาหลายรอบ จวนจะเละเทะหมดแล้ว”
ชายคนที่อยู่ด้านข้างพูดเสริมทัพขึ้นมาว่า “ใช่ๆ บทเพลงที่โรงน้ำชายังน่าสนใจกว่าอีก ข้าได้ยินว่า...”
“ถ้าไม่อยากดู ก็ไม่ต้องดู ไม่มีใครบังคับพวกเ้า!” จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนจากแถวหลังะโด่าด้วยความโมโหสุดขีด ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าคณะละคร ซึ่งในขณะนี้กำลังจ้องชายร่างท้วมคนนั้นด้วยความโกรธ
เมื่อชายร่างท้วมได้ยินเข้า ก็รีบลุกขึ้นมา แต่ในขณะที่กำลังจะพูดย้อนกลับไปนั้น ก็เห็นหญิงสาวในชุดเหลืองปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขากะทันหัน นางกำลังเลิกคิ้วด้วยความโมโห “ทุกๆ สิ่งต่างก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นในตัวของมันเอง หากท่านไม่ชอบ แค่จากไปก็พอแล้ว จะพูดประชดประชันไปใย”
“หึ” ชายร่างท้วมเอ่ยถากถาง “มีความสามารถไม่เท่าคนอื่น ก็พูดไม่ได้รึ?”
“พอเถอะๆ” คนที่อยู่ด้านข้างเห็นเหตุการณ์เริ่มบานปลาย จึงรีบดึงชายร่างท้วมออกไป “เ้าจะเถียงกับแม่หนูนี่ไปใย รีบไปกันเถอะ”
นักแสดงบนเวทีเห็นเหตุการณ์เช่นนี้จึงหยุดการแสดงด้วยความอึดอัด ส่วนผู้คนทั้งหลายเมื่อเห็นว่าเป็เช่นนี้แล้ว ต่างพากันกระซิบกระซาบและวิพากษ์วิจารณ์ ก่อนจะค่อยๆ เดินจากไป
หัวหน้าคณะละครนั่งลงอย่างท้อแท้หมดหวัง แล้วทอดถอนใจ แต่ยังไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณหญิงสาวที่พูดแทนคณะละครเมื่อสักครู่
“ท่านหัวหน้าคณะมิต้องเกรงใจ” ถงเชียนตอบเบาๆ แต่ดวงตากลับเหลือบมองจี้ซิวผิงอย่างตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ
แน่นอนว่าจี้ซิวผิงย่อมเข้าใจความหมาย จึงก้าวไปข้างหน้าแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านหัวหน้าคณะ ข้าขอบังอาจถาม ต้องมีเงินจำนวนเท่าใดจึงจะสามารถซื้อตัวละครเอกของคณะท่านได้?”
“อะไรนะ?” หัวหน้าคณะรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
“หมายถึง” ถงเชียนก้าวจากข้างหลังขึ้นไปยืนเคียงข้างจี้ซิวผิง “หากข้า้าซื้อตัวนักแสดงเอกของคณะละครท่านไป ท่านจะคิดเงินเท่าใด?”
หัวหน้าคณะละครยืนขึ้น มองบนเวทีแสดงละคร หรี่ตาลงแล้วพูดกับถงเชียนว่า “พวกเ้าคิดจะทำสิ่งใด ถึงแม้คณะละครของพวกเราจะตกต่ำ แต่ก็จะไม่แยกจากกัน หากคิดจะมาเลื่อยขาเก้าอี้ผู้อื่น ขอให้รีบล้มเลิกความคิดนี้ไปเสีย”
ถงเชียนฟังออกว่าเขารู้สึกไม่สบอารมณ์ จึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านหัวหน้าคณะอย่าเพิ่งโมโหไป ข้าไม่ได้คิดจะแย่งท่านทำมาหากิน ตรงกันข้าม ข้ากลับจะนำเงินมามอบให้ท่านต่างหาก”
หัวหน้าคณะ “นำเงินมามอบให้? เงินอะไร?”
“แน่นอนว่าต้องเป็เงินก้อนโต” ถงเชียนเอ่ย “ไม่ปิดบังท่าน ข้าคือหนึ่งในโรงน้ำชาทางทิศตะวันออกที่ชายร่างท้วมคนนั้นเพิ่งเอ่ยถึง”
เมื่อได้ยินหัวหน้าคณะก็อึ้งไปสักพัก ก่อนจะมองถงเชียนั้แ่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ ราวกับ้าดูว่าคำพูดของนางนั้นเป็จริงหรือเท็จ
ถงเชียนหัวเราะ แล้วชี้ไปที่เถ้าแก่โรงน้ำชา “ถ้าท่านหัวหน้าคณะไม่เชื่อ ก็ถามเขาดูได้ ท่านนี้ก็คือเถ้าแก่ของโรงน้ำชาแห่งนั้น”
เถ้าแก่เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ จึงลอบด่าถงเชียนอยู่ในใจ ช่างเป็คนถ่อยที่กลับกลอกเชื่อถือไม่ได้โดยไม่มีช่องโหว่เลยจริงๆ แต่กระนั้นเขาก็ยังพยักหน้าแล้วฝืนยิ้ม “ใช่ๆ”
จี้ซิวผิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นเขาฝืนทำหน้าตามีความสุขทั้งที่ในใจกำลังเป็ทุกข์ ก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
หัวหน้าคณะค่อยๆ ได้สติกลับมา “อย่างนั้นที่พวกท่านมาวันนี้ ก็เพื่อ...”
ตุบ
หนังสือปกสีน้ำเงินถูกโยนลงบนโต๊ะ ถงเชียนค่อยๆ นั่งลง เลิกคิ้วแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่รีบๆ ท่านหัวหน้าคณะ เถ้าแก่ เชิญท่านทั้งสองลองดูหน่อยสิว่าเื่ของข้าถือว่ายอดเยี่ยมหรือไม่?”
พอถูกเรียกทั้งสองต่างก็มองหน้ากันสักพัก จากนั้นนั่งลงและพลิกดูหนังสือปกน้ำเงินนั้นด้วยกัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ เถ้าแก่โรงน้ำชาก็ลุกขึ้นอย่างกะทันหัน ถูฝ่ามือด้วยความตื่นเต้น ในสายตาของเขา สิ่งที่บรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ล้วนเป็เงินทั้งสิ้น
ไม่ต้องพูดถึงหัวหน้าคณะ ดูมีชีวิตชีวาเหมือนได้กลับไปใน่เยาว์วัยจิตใจฮึกเหิมอีกครั้ง “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ เื่นี้มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียเหลือเกิน!”