หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 124 ได้พานพบท่านผู้อาวุโส

            พ่อลูกตระกูลจ้งที่คิดว่าพวกตนพรางตัวมาเป็นอย่างดีแล้วดูราวกับโคมไฟสองดวงในคืนเดือนดับก็ไม่ปาน 

            สว่างจ้าโดดเด่น

            แน่นอนว่าสองพ่อลูกย่อมไม่รู้

            ทั้งยังคงทำทีเสแสร้งราวกับว่าคนอื่นมองพวกตนไม่ออก

            ทุ่งหญ้ารกร้างถูกกองทัพจิงปิดล้อมสังหารมาครั้งหนึ่ง เหล่าคนที่มีชีวิตรอดก็ได้ชาวบ้านหมู่บ้านไป๋กู่เป็นคนช่วยชีวิตไว้ ต่อมาจึงได้ขอมาหลบภัยอยู่ที่หมู่บ้านไป๋กู่

            นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าเหตุใดทุ่งหญ้าอันรกร้างห่างไกลแห่งนี้จึงพัฒนาได้ไวถึงเพียงนี้

            แต่การพัฒนาทั้งหมดนั้นล้วนแต่ได้หมู่บ้านไป๋กู่เป็นผู้สั่งการและจัดการ

            ทุกคนล้วนแต่เป็นเหยื่อที่มีชีวิตรอดจากสงครามมาได้

            ยามนี้จึงละทิ้งความแค้นเคืองในอดีตแล้วทุ่มเทแรงใจ มุมานะที่จะมีชีวิตต่อ

            ยามที่กองทัพจิงบุกโจมตี ทางราชสำนักก็ไม่ได้ส่งกองกำลังมาแม้สักกอง ความเย็นชาในใจของผู้คนที่มีมาอย่างยาวนานต่อราชสำนัก บัดนี้ยิ่งทวีความเย็นชายิ่งกว่าเดิม

            ทุ่งหญ้ารกร้างห่างไกลยังคงเป็นพื้นที่ของแคว้นเชินแค่ในนาม ทว่าพื้นที่แห่งนี้มีแต่เหตุการณ์อันตราย ผลผลิตก็น้อย ทั้งยังมีพรมแดนติดกับแคว้นอื่น ดังนั้นแคว้นเชินจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับพื้นที่แห่งนี้เท่าใดนัก

            ทุกวันนี้ก็มิอาจคาดหวังสิ่งใดจากราชสำนักได้ พวกเขาจึงได้แต่พึ่งพาตนเองเท่านั้น

            เช่นนั้นทุกคนในที่แห่งนี้ จึงล้วนแต่ทุ่มเทพลังกายทั้งหมดที่ตนมี

            สองพ่อลูกตระกูลจ้งเดินตามชายปากแหว่งไป ยิ่งเดินมาไกลเท่าใดพวกเขาก็ยิ่งตกใจมากเท่านั้น

            สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา คือทางเดินที่ทอดผ่านช่องเขาขนาดใหญ่

            ทางเดินระหว่างช่องเขาช่างแคบนัก

            ทางเดินเส้นนี้เล็กแคบเสียจนเดาได้ว่าหากมีหินก้อนใหญ่หล่นลงมาสักก้อน พวกเขาย่อมต้องโดนทับจนแบนราบเป็นผ้าผืนหนึ่งอย่างแน่นอน

            จ้งจื๋อพลันรู้สึกว่าเส้นทางสายนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน ให้ตายตนก็ไม่อยากเดินผ่านเส้นทางสายนี้

            ทว่าบัดนี้ท่านพ่อของเขากำลังสนทนากับชายปากแหว่งอย่างถูกคอ จึงไม่ได้สนใจเส้นทางสายนี้แม้แต่น้อย

            “ท่านผู้เฒ่า หมู่บ้านของพวกท่านมีเด็กที่รู้หนังสือมากมายจริงหรือ เป็นไปไม่ได้กระมัง จากที่ข้ารู้มาครอบครัวชาวนาล้วนแต่งานล้นมือ เด็กๆ จึงมีเรื่องมากมายให้ทำเช่นกัน จะเอาเวลาไหนไปร่ำเรียนกันเล่า นอกจากนี้ท่านอาจารย์ก็ใช่ว่าจะเชิญมาได้ง่ายๆ อีกทั้งท่านอาจารย์ที่รู้หนังสือคนใดจะยินยอมมาสอนบัณฑิตในหมู่บ้านกลางเขาเช่นนี้กัน” จ้งฮวายังไม่คลายความประทับใจในตัวเจ้าเด็กน้ำมูกย้อย จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา 

            แคว้นเชินให้ความสำคัญกับการศึกษา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการศึกษาสูงยิ่ง การเชิญท่านอาจารย์สักคนมาสอนก็ย่อมมีค่าตอบแทนที่สูงเสียจนคนธรรมดาทั่วไปย่อมไม่มีทางจ่ายไหว

            เช่นเดียวกันกับนายท่านหูจากสายตระกูลย่อย แม้ยามอยู่ในเมืองหลวงก็ไม่นับว่าเป็นคนยากไร้ ทว่าก็เพราะไม่อาจจ่ายค่าตอบแทนในการเชิญท่านอาจารย์ได้ไหว จึงต้องเดินทางไกลไปค้าขายเพื่อหาเงิน

            ชายปากแหว่งนั้นราวกับไม่ได้คิดอันใด เพียงกล่าวขึ้นเสียงดังฟังชัด “เด็กๆ บนเขาของเราก็ต้องทำงานเช่นกัน ส่วนเรื่องอาจารย์ แม่นางแต่ละคนบนภูเขาลูกนี้ล้วนรู้หนังสือ ทั้งยังเก่งกาจนัก ถึงแม้ว่าจะไม่เท่าท่านอาจารย์กัวที่ไม่ว่าจะทำนายเรื่องใดก็เป็นจริงราวกับเทพเซียนลงมาทำนายเองเลยเชียว”

            คนบนภูเขาเขาแห่งนี้ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนมากนัก ด้วยเพราะอาชีพเดิมของพวกเขาคือโจร จึงคิดว่าหากฝ่ายตรงข้ามเกิดเป็นคนร้ายขึ้นมา ก็เพียงแค่ใช้กระบองทุบให้สลบเสียก็สิ้นเรื่อง

            จ้งจื๋อยังคงเดินตามหลังอยู่บนเส้นทางแคบๆ สายนี้อย่างอกสั่นขวัญแขวน ยามนี้จึงอดออกปากแทรกไม่ได้ “ทำนายแม่นราวกับเทพเซียน ย่อมต้องเป็นคทาเซียนกระมัง”

            เมื่อกล่าวถึงการพยากรณ์ดุจเทพเซียน ใครจะมาชนะตระกูลจ้งของเขาไปได้เล่า

            แต่หากบรรพบุรุษตระกูลจ้งอย่างจ้งฟาง ราชครูคนก่อนยังอยู่ พวกเขาก็คงจะไม่ตกมาอยู่ในจุดนี้ได้

            ชายปากแหว่งเมื่อได้ยินที่เขากล่าวก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด เพียงแค่เดินต่อ เมื่อเดินมาถึงข้างหน้าหน้าผาก็ชะงักฝีเท้าครู่หนึ่ง “ด้านหน้าเป็นสะพานเถาวัลย์ บัดนี้ลมแรงมันจึงอาจจะโคลงไปโคลงมาได้ ขอท่านผู้มาเยือนโปรดระมัดระวังด้วย”

            จ้งจื๋อเพียงแค่เห็นสะพานตรงหน้า ขาทั้งสองข้างก็พลันสั่นสะท้าน 

            ท่านพ่อ!

            นี่เขากำลังไปส่งจดหมายจริงๆ หรือ เหตุใดเส้นทางบนภูเขาลูกนี้จึงซับซ้อนถึงเพียงนี้เล่า

            เมื่อครู่เพิ่งจะผ่านช่องเขามา บัดนี้ยังต้องมาข้ามสะพานเถาวัลย์

            ทว่าใบหน้าของจ้งฮวากลับปรากฏแววตื่นเต้น “มิคาดคิดว่าชีวิตนี้ข้าจะต้องมาพบเจอเรื่องอันตรายเช่นนี้ ข้ายังคิดอยู่เลยว่าชาตินี้คงจะได้แก่ตายอยู่ในเมืองหลวง”

            ต่อมาจึงเห็นว่าชายปากแหว่งเพียงก้าวเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว จากนั้นก็กระโดดราวกับโบยบินอยู่ก็ไม่ปาน เพียงไม่กี่ก้าวร่างนั้นก็ไปยืนอยู่อีกด้านของสะพานเถาวัลย์พร้อมกับส่งรอยยิ้มมาทางที่พวกเขายังยืนอยู่อีกฟาก

            แสงตะวันสาดส่องลงบนใบหน้าของชายปากแหว่งที่กำลังยิ้มอย่างเบิกบานใจ

            จ้งจื๋อยืนมองบิดาตนที่กำลังกระโดดลงไปยืนบนสะพาน สองมือนั้นจับเชือกบนราวสะพานทั้งสองด้านไว้แน่น  แล้วค่อยๆ ออกเดินไปด้านหน้าทีละก้าว ยามที่เดินไปถึงกลางสะพานก็พลันหยุดนิ่ง ยืนขมิบบั้นท้ายบนสะพานที่ส่ายไปส่ายมา

            จ้งจื๋อเห็นเช่นนั้นก็เหงื่อตก

            เมื่อมาถึงคราวของตนเพียงเดินไปถึงกลางสะพาน ทั้งสองด้านก็พลันมีลมแรงพัดดังเสียดหู ปะทะเข้ามาจนทั้งร่างเขาพลันโอนเอน ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเขาแทบจะร้องไห้ออกมา

            ร่างโซเซค่อยๆ เดินไปถึงฝั่งตรงข้ามอย่างยากลำบาก รู้สึกเพียงว่าสองขาของตนอ่อนปวกเปียก จึงได้แต่ทรุดนั่งลงกับพื้น

            “พี่ฮวา ข้าเดินไม่ไหวแล้ว พวกเราพักกันสักครู่เถิด” เขาตะโกนไปก็หอบไป

            นายท่านผู้เฒ่าเมื่อเห็นท่าทีอ่อนแอของบุตรชายตนเช่นนี้ก็กังวลใจขึ้นมา

            ทว่าก็ยังหันไปยิ้มให้ชายปากแหว่งอย่างขออภัย จากนั้นจึงนั่งลงเช่นกัน

            “พี่ฮวา ท่านไม่กลัวหรือ” จ้งจื๋อนั่งพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง เขามองสะพานเถาวัลย์ริมหน้าผาที่ยังส่ายไปมา เมื่อคิดว่าขากลับตนยังต้องผ่านเส้นทางนี้ก็อดจะขาสั่นพั่บๆ ขึ้นมาด้วยความวิตกอย่างเหลือแสนไม่ได้

            “ข้าไม่กลัว ข้าเคยเชิญท่านผู้อาวุโสฟางมาคำนวณให้ ท่านบอกว่าข้าจะสามารถผ่านด่านลิขิตสวรรค์ได้ เจ้าก็เช่นกัน เช่นนั้นไม่ต้องกลัว”

            จ้งจื๋อไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ 

            สำหรับตระกูลจ้งแล้ววาจาของราชครูคนก่อนยังดำรงอยู่ราวกับพระราชโองการก็ไม่ปาน

            “ท่านผู้อาวุโสกล่าวว่าอย่างไรหรือ” เขาถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น

            จ้งฮวาพลันพยักหน้าด้วยความพอใจ

            “ผู้อาวุโสฟางคุณธรรมเลื่องลือ คำที่ท่านกล่าวล้วนไม่เคยผิดพลาด หากว่าชาตินี้ได้พบกันอีกสักครา ตาแก่คนนี้ก็คงจะได้ตายตาหลับ” นายท่านผู้เฒ่ายังคงเอนหลังพิงต้นไม้ ดวงตาจับจ้องไปที่หน้าผา พร้อมถอนหายใจออกมา

            ชายปากแหว่งยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง ใช้กล่องยาสูบเคาะต้นไม้เบาๆ แล้วถามขึ้น “พักกันพอแล้วหรือยัง หากว่าพอแล้วก็เดินต่อเถิด”

            จ้งฮวารีบลุกขึ้นยืนทันที ทว่าไม่ทันระวังเอวจึงเคล็ดขึ้นมา จ้งจื๋อเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปช่วยพยุง

            ด้วยเหตุนี้สองพ่อลูกที่ไม่ลงรอยกันมานานแสนนานจึงได้ช่วยประคองซึ่งกันและกันเพื่อลุกขึ้นยืน

            จากนั้นจึงออกเดินทางเข้าไปในถ้ำคดเคี้ยวต่อ

            ถ้ำมืดสลัว และสายลมพัดครวญครางมาเป็นระลอก

            สองพ่อลูกยังคงจูงมือกันไม่ห่าง

            ยามเดินก็ดูสงบนิ่งกว่าปกติมากนัก

            ในที่สุดพวกเขาก็เดินมาจนถึงปากถ้ำ

            แสงตะวันอาบไล้ใบหน้า ตรงหน้ามีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่

            จ้งจื๋อพลันสูดหายใจยาว เหมือนกับว่าในที่สุดตนก็เพิ่งจะได้เห็นเดือนเห็นตะวันสักที

            อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา “ท่านพ่อ”

            “ท่านพ่อ...เส้นทางที่นี่ช่างสลับซับซ้อนเหลือเกิน ท่านผู้เฒ่า ทางเดินในหมู่บ้านของพวกท่านนี่ช่างเดินลำบากเสียจริง”

            ชายปากแหว่งพลันกล่าวขึ้น “นี่ก็ถึงแล้วอย่างไรเล่า ท่านเห็นกระท่อมไม้ที่อยู่ตรงข้ามนั่นไหม นั่นคือกระท่อมของครอบครัวลู่”

            ฝั่งตรงข้ามกับที่พวกเขายืนอยู่มีทิวทัศน์งดงามนัก ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดสายตา ไกลๆ ยังมีฝูงม้ายืนอยู่ ใกล้ๆ กันยังมีกระท่อมที่ดูแข็งแรงปลูกไว้หลังหนึ่ง ดูแล้วช่างน่ามองนัก 

            แม้จะเดินมาแสนไกล แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ในใจของพวกเขาก็เกิดความรู้สึกพอใจอย่างบอกไม่ถูก

            ชายชราสลัดมือลูกชายทิ้งแล้วออกเดินหน้าไปยังทุ่งหญ้าทันที

            มองจากไกลๆ ก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งกับชายชรากำลังนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหากัน

            “ท่านแพ้แล้ว! อย่ามาปลิ้นปล้อนกับข้าเชียว” น้ำเสียงพออกพอใจของเด็กหญิงดังขึ้น

            “ข้าเป็นอาจารย์จะแพ้เจ้าได้อย่างไร หมากเม็ดนั้นไม่นับ มาเล่นกันอีกรอบ” ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงดื้อรั้นไม่ยอมแพ้เด็ดขาด

            “ข้าไม่สน ข้ายอมให้ท่านตั้งสามตาแล้ว ท่านกล่าวเองว่าถ้าแพ้จะมาเป็นม้าให้ข้าขี่”

            สองพ่อลูกตระกูลจ้งเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็งงเป็นไก่ตาแตก

            จากนั้นจึงได้เห็นว่าชายชราคนนั้นคว่ำกายเดินสี่ขาเป็นม้าพาเด็กหญิงบนหลังเดินไปเดินมาจริงๆ

            อีกทั้งใบหน้าของชายชราก็ไม่มีวี่แววอับอายแม้แต่น้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มยังกล่าวขึ้นอีกว่า “สบายอกสบายใจแล้วกระมังที่ให้อาจารย์มาเป็นม้าให้เจ้า ไหนเจ้าลองว่ามาสิว่าข้ากับเจ้ามืดพอจะสู้กันได้หรือไม่”

            เฉินโย่วน้อยตอบขึ้นพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า “ก็พอถูๆ ไถๆ ได้!”

            ชายชราและเด็กหญิงเล่นด้วยกันอย่างเบิกบานใจ

            เป็นม้าให้องค์หญิงใหญ่ขี่เช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องขายหน้าอะไร ถึงอย่างไรชาตินี้เขาก็ยังติดค้างนางอยู่

            ราชครูคิดได้เช่นนั้นก็ออกแรงร้องฮี่ๆ เสียงแหลมอย่างอารมณ์ดี

            “ฮี่ๆๆ….”

            ขณะที่ราชครูกำลังร้องเสียงแบบม้าอย่างสนุกสนาน

            เมื่อเงยหน้าก็พบว่ามีคนสามคนกำลังเดินมาทางตน

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730