บรรยากาศยามค่ำคืนในห้องรับรองพิเศษVIP ของร้าน Melody’s Table เงียบสงบและเป็ส่วนตัวอย่างยิ่งแสงไฟโทนสีส้มสลัวขับเน้นความหรูหราของเฟอร์นิเจอร์ไม้สั่งทำพิเศษที่ซึ่งชายวัยกลางคนรูปร่างท่วมลึกในชุดสูทตัดเย็บจากอิตาลีราคาแพงลิบ กำลังตั้งหน้าตั้งตาลิ้มลองเมนูสเต๊กเนื้อบ่มพิเศษตรงหน้าอย่างละเมียดละไม
เขาคือ เสี่ยอมร เ้าพ่อแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์และนายทุนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลเหนือกฎหมายชายผู้กุมบังเหียนธุรกิจสีเทา คาสิโนเถื่อน และการฟอกเงินระดับประเทศอำนาจและเม็ดเงินของเขาสามารถซื้อผู้กำกับ สรรพากรหรือแม้กระทั่งนักการเมืองให้สยบอยู่ใต้โอวาทได้โดยง่าย
“สุดยอด...” เสี่ยอมรวางมีดและส้อมลงบนจานกระเบื้องพอร์ซเลนเนื้อดีพลางยกผ้าเช็ดปากขึ้นซับริมฝีปากเบาๆ สายตากร้าวรบฉายแววพึงพอใจอย่างถึงที่สุด “รสััหวานนุ่มและกลิ่นหอมที่เป็เอกลักษณ์ขนาดนี้... สมคำร่ำลือจริงๆเชฟเพลง”
เพลงในชุดเชฟสีขาวสะอาดตายืนประสานมืออยู่ข้างโต๊ะด้วยรอยยิ้มเรียบร้อย สงบเสงี่ยม “ขอบพระคุณค่ะเสี่ยอมร ดีใจที่เมนูพิเศษคืนนี้ถูกปากนะคะ” เสี่ยอมรพยักหน้าช้าๆก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้หนังนุ่ม มือหนาหมุนแก้วไวน์แดงราคาหลักแสนในมืออย่างถือดีสายตากวาดมองใบหน้าสวยหวานและเรือนร่างของเพลงอย่างมีเลศนัยและข่มอยู่ในที
“เนื้อรสเลิศน่ะใครมีเงินก็หาคนทำได้นะเชฟ...แต่สิ่งที่ผม้าจริงๆ ในคืนนี้ ไม่ใช่แค่เื่บนโต๊ะอาหารหรอกนะ”
เพลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำสีหน้าฉงน “หมายความว่าอย่างไรคะเสี่ย?”
เสี่ยอมรแค่นหัวเราะในคอน้ำเสียงเปลี่ยนเป็เยือกเย็นและแฝงแรงกดดันอย่างชัดเจน “เชฟเพลงไม่ต้องทำเป็ไม่รู้หรอก... ผมรู้ดีว่า ท่านรัฐมนตรีชาญ เป็ลูกค้า VIP คนสำคัญของที่นี่และท่านมักจะแอบจองห้องนี้เพื่อมาทาน ‘เมนูพิเศษ’ ของเชฟอยู่บ่อยๆ” เสี่ยอมรหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะเอนตัวมาข้างหน้า ประสานมือไว้บนโต๊ะมองเพลงด้วยสายตาของพญาเสือที่เหนือกว่า “โปรเจกต์สัมปทานทางหลวงและที่ดินรัฐมูลค่าหลายพันล้านกำลังจะเข้าสภาเดือนหน้าผม้าให้เชฟ ‘จัดคิว’ ให้ผมได้นั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับท่านรัฐมนตรีในบรรยากาศเป็ส่วนตัวแบบนี้.ผมรู้ว่าร้านระดับนี้ ไม่มีสายสืบ และเก็บความลับของลูกค้าระดับสูงได้ดีที่สุด”
เพลงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจแ่เบา ใบหน้าฉายแววลักลั่นและลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “คงต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะเสี่ยอมร ร้านของเพลงเน้นความเป็ส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกค้าทุกคนเป็สำคัญและตามกฎของร้านเราจะไม่รับจองซ้อนหรือเปิดเผยข้อมูลการมาเยือนของลูกค้าระดับผู้ใหญ่แก่คนนอกเด็ดขาด...”
“ห้าล้านบาท...โอนสดเข้าบัญชีส่วนตัวของเชฟทันทีที่ตอบตกลง” เสี่ยอมรแทรกขึ้นทันควันโดยไม่รอให้เพลงพูดจบน้ำเสียงไร้ซึ่งความเกรงใจ เพราะเขาคุ้นเคยกับการใช้เงินซื้อทุกอย่าง “และอย่าคิดว่าผมแค่เอาเงินมาฟาดหัวนะเชฟเพลง...ยุคนี้การทำธุรกิจร้านอาหารหรูมันมี ความเสี่ยง เยอะ ทั้งเื่ภาษีเื่เ้าหน้าที่รัฐหรือแม้แต่พวกนักสืบสายสืบที่ชอบมาสอดสอดเื่ลูกค้าสีเทา... แต่ถ้าเชฟยอมเป็ ‘มิตร’ กับผม ชื่อของ อมร จะเป็เกราะป้องกันภัยให้เชฟได้ทุกเื่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีวันแตะต้องร้านนี้หรือตัวเชฟได้แม้แต่ปลายเล็บ”
ประโยคข่มขู่ที่ซ่อนอยู่ในคราบของ'คำเสนอแนะ' และ 'เกราะป้องกัน' กระแทกเข้ามาในความคิดของเพลงอย่างจัง
เสี่ยอมรคิดว่าตนเองเป็ผู้ควบคุมเกมใช้ทั้งเงินหลอกล่อและใช้อิทธิพลมืดกดขี่เชฟสาวธรรมดาๆ ให้ยอมสยบ...แต่ชายท่วมคนนี้หารู้ไม่ว่า เพลงกำลัง ‘อ่านเกม’ และตลบหลังเขาอยู่ในใจอย่างเงียบเชียบ!
ภาพของ ผู้กองเมธัส ที่เริ่มเข้ามาป้วนเปี้ยนสืบคดีคนหายรอบๆตลาดและร้านของบัว แล่นเข้ามาในหัวของเชฟสาวทันที...
‘อิทธิพลมืดของเสี่ยอมร และบารมีของรัฐมนตรีชาญ...หมากสองตัวนี้แหละที่จะกลายเป็โล่ชั้นดี’ เพลงคิดในใจอย่างชาญฉลาดหากเธอดึงเ้าพ่ออย่างอมรเข้ามาอยู่ในวงล้อมของ 'รสชาติเนื้อพิเศษ'นี้ได้ ไม่เพียงแต่เธอจะได้เครือข่ายอำนาจมาบดขยี้ตำรวจยศผู้กองอย่างเมธัสให้กลายเป็เพียงฝุ่นผงเท่านั้นแต่เสี่ยอมรกับรัฐมนตรีก็จะกลายเป็ 'ตัวประกัน' ทางความลับที่ติดหนี้บุญคุณและรสชาติเนืุ้์ของพวกเธอจนถอนตัวไม่ขึ้นอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น...เพลงลอบสังเกตเรือนร่างอันอุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและไขมันสัดส่วนกำลังดีของเสี่ยอมรชายชั่วช้าที่เสวยสุขบนคราบน้ำตาคนอื่นคนนี้หากวันใดหมดประโยชน์หรือคิดจะแว้งกัด... เขานี่แหละคือ ‘วัตถุดิบชั้นเลิศ’ ที่บัวจะต้องยิ้มแป้นยามลงมีดชำแหละอย่างแน่นอน!
รอยยิ้มอ่อนหวานอ่อนโยน ทว่าแฝงความดำมืดอันลึกล้ำค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเชฟสาวเธอโค้งก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม
“ถ้าเสี่ยอมรยืนยันและให้เกียรติร้านเล็กๆของเพลงขนาดนี้...” เพลงเงยหน้าขึ้นสบตาเสี่ยอมรด้วยสายตานิ่มนวลทว่าั์ตาคู่สวยกลับเยือกเย็น “เพลงจะจัดการเื่คิวพิเศษให้ในคืนวันศุกร์นี้ค่ะ...หวังว่าอาหารรสเลิศ และ ‘บรรยากาศอันเป็ส่วนตัว’ ในคืนนั้น จะทำให้การดีลงานใหญ่ของเสี่ยและท่านรัฐมนตรีเป็ไปอย่างราบรื่น... และไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดออกไปนะคะ” เสี่ยอมรยิ้มอย่างผู้ชนะหัวเราะร่าในลำคอด้วยความยโส โดยไม่รู้เลยว่า บัดนี้เขาได้ก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปใน ‘ลานชำแหละ’ ของสองสาวผู้เหี้ยมโหดเป็ที่เรียบร้อยแล้ว