ตอนที่ 4 แม่จ๋าเก่งที่สุด
ดวงตาคู่เช่นนี้มัน....สามารถพบเห็นได้เพียงในเผ่าิญญาเท่านั้น! หรือเด็กคนนี้จะเป็คนของเผ่าิญญา?
โม่เฉินหยวนหรี่ตาเล็กน้อยรู้สึกต้องสงสัยขึ้นทันควัน ดวงตาของเขากวาดมองสอดส่องร่างของเด็กชายตัวน้อยั้แ่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ
ไม่น่าจะเป็ไปได้? เพราะในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มิได้มีบันทึกว่า คนของเผ่าิญญากับเผ่ามนุษย์เคยแต่งงานครองคู่กันมาก่อน ดังนั้นแล้ว ลูกของหญิงมนุษย์นางนี้จะเป็คนของเผ่าิญญาได้เยี่ยงไร?
เขาตัดสลับเปลี่ยนมามองสตรีตรงหน้าอีกครั้ง หากว่าไม่มีแผลเป็มากมายบนใบหน้าเ่าั้ พูดได้เลยว่า แม่นางผู้นี้จะเป็หญิงสาวที่งดงามอย่างยิ่ง
แต่เท่าที่ฟังจากคำพูดและอากัปกิริยาเมื่อสักครู่ เกรงว่าอาจเป็เพราะฝีปากชวนอายุขัยสั้นเช่นนี้ ที่ไปสะกดโทสะสร้างความเกลียดชังให้ผู้คนเข้า จึงได้โดนล้างแค้นทำให้ใบหน้าเสียโฉมเช่นนี้เป็แน่
โม่เฉินหยวนรีบลุกขึ้นและเปลี่ยนเป็นั่งท่าขัดสมาธิเพื่อปรับลมหายใจและโคจรลมปราณในกายา แต่น่าแปลกนักที่ได้ค้นพบว่า สารพิษทั้งหมดในร่างกายของเขาล้วนถูกระงับยับยั้งไว้หมดแล้ว อีกทั้งกระแสลมปราณที่ไหลบ่าหมุนเวียนยังคงความเสถียรมากขึ้นกว่าก่อนหน้า
นี่เป็..ฝีมือของสตรีนางนี้อย่างนั้นรึ?
“บอกชื่อของท่านมาได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเสียงของหญิงสาว โม่เฉินหยวนก็เงยหน้าขึ้นสบตากับนาง
นักฆ่ากลุ่มนั้นที่ไล่ล่าติดตามเขามาจะมาเจอตัวเขาเมื่อใดก็มิทราบ ส่วนผู้ใต้บัญชาของเขาเองจะมาช่วยเสริมทัพเมื่อใดก็มิทราบเช่นกัน
เหลิงหยุนเจียวสังเกตเห็นแววความหวาดระแวงปิดกั้นผ่านสายตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ดูท่าอีกฝ่ายไม่คิดจะเปิดเผยตัวตนเช่นกัน
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ปริปากถามอะไรสวนกลับไป เหลิงหยุนเจียวก็ยกมือขึ้นบีบคางอีกฝ่ายไว้แน่น เดาะลิ้นเสียงดังทีหนึ่งพลางเอ่ยขู่เจือน้ำเสียงเศร้าเสียใจว่า
“จุ๊จุ๊ ท่านเองก็มีหัวสมองมิใช่รึ? ควรทราบดีว่า ผืนพิภพนี้ไม่มีข้าวให้กินโดยมิเสียสักแดง”
“ใบหน้าของท่านดูอัปลักษณ์เช่นนี้ ไยไม่เรียกว่า นายขี้เหร่เสียล่ะ? ต่อไปท่านจะต้องคอยติดตามพวกเราหลังจากนี้”
“เ้าสามารถล้างพิษในร่างกายของข้าได้จริงรึ?”
“แน่นอน”
เหลิงหยุนเจียวกล่าวตอบน้ำเสียงหนักแน่น ไม่ว่าพิษแขนงใดบนผืนพิภพแห่งนี้ นางย่อมสามารถรักษาได้ทั้งสิ้น
โม่เฉินหยวนเริ่มครุ่นคิดกับตัวเองในใจทันที พิษในร่างกายของเขาแม้กระทั่งประมุขของสามราชันย์โอสถศักดิ์สิทธิ์ก็มีปัญญาทำได้เพียงแค่ระงับพิษมิให้แพร่กระจายได้เท่านั้น ส่วนเื่ขับล้างพิษเหล่านี้ทิ้งไปเป็แค่ฝัน!
อย่างไรเสีย สตรีนางนี้กลับสามารถระงับพิษแบบเดียวกับที่ประมุขของสามราชันย์โอสถศักดิ์สิทธิ์ทำได้ โดยใช้เข็มเพียงหนึ่งเล่มปักที่ร่างของเขาสองสามครั้งเท่านั้น! หรือบางที...นางจะสามารถล้างพิษได้จริงๆ?
“แล้วเ้ามีนามว่าอันใด?”
“สกุลเหลิง เหลิงหยุนเจียว”
…..
ณ จวนตระกูลเหลิง
เหลิงเจียวเจียวกำลังนั่งเฝ้าคอยอยู่ในศาลา กำลังรอสาวรับใช้คนสนิทของตนกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ นี่ก็นานมากแล้วแต่บยังไม่เห็นวี่แววว่าจะกลับมาเสียที จนนางเริ่มทนไม่ไหวต้องขมวดคิ้วแน่น
“แปลกนัก ไฉนหลู่อวี๋ยังไม่กลับมาอีก?”
เหลิงเจียวเจียวรู้สึกจงเกลียดจงชังนังสวะเหลิงหยุนเจียวตัวนี้มาเสียนานมากแล้ว
ั้แ่ที่มันกับลูกชายย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็เริ่มมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับตระกูลเหลิงในเมืองเฟิงหยวน
ยิ่งไปว่านั้น ชื่อของนังสวะตัวนี้ยังออกเสียงเช่นเดียวกับชื่อของนางอีก จนเกิดเป็ความเข้าใจผิดวุ่นวายไปทั่วเมืองเฟิงหยวนอยู่ระยะหนึ่งว่า เหลิงเจียวเจียวให้กำเนิดลูกนอกสมรสขึ้นมาคนหนึ่ง เป็เช่นนี้แล้ว จะไม่ให้นางโกรธได้เยี่ยงไร?
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าตระกูลสายหลัก เหลิงเจียวเจียวคงฆ่าพวกมันสองแม่ลูกตายไปตั้งนานแล้ว
แต่ในครั้งนี้ มีคำสั่งจากประมุขตระกูลสายหลักสั่งลงมาโดยตรง เขามีความปรารถนาจะสังหารนังสวะตัวนี้ทิ้งไปเสีย เป็ธรรมดาที่เหลิงเจียวเจียวจะรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง และวางแผนล่ออีกฝ่ายไปฆ่าทิ้ง
“นี่ก็เย็นมากแล้ว ท่านพี่รอใครอยู่รึ?”
ทันทีที่ได้ยินสุ้มเสียงนี้ ลมหายใจของเหลิงเจียวเจียวพลันชะงักหยุดแข็งทื่อโดยทันที และเมื่อเงยหน้าขึ้นจับจ้องก็ค้นพบว่าเป็เหลิงหยุนเจียวที่กำลังะโข้ามกำแพงเข้ามาหานาง
ทันทีทันใด กำปั้นทั้งคู่ของนางที่วางทาบบนโต๊ะพลันบีบแน่นจนสั่นเทา เผยสะท้อนแววความรำคาญเล็กน้อยผ่านใบหน้างดงาม
นังหลู่อวี๋ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี! กับเพียงเื่แค่นี้ก็ยังไม่สามารถจัดการให้ข้าได้! โง่จริงเชียว!
แลเห็นว่าเหลิงหยุนเจียวมาที่นี่คนเดียว เหลิงเจียวเจียวก็แสยะยิ้มชั่วร้ายออกมาในทันใด
“เหลิงหยุนเจียว เ้ายังมีหน้ากลับมาที่นี่อีกรึ? หากอยากตายนัก วันนี้ข้าจะสนองให้เอง!”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลน ใบหน้าแสนสวยบิดเบี้ยวดูน่ารำคาญใจ พร้อมเปล่งเสียงะโดังลั่น
“พวกเ้า มานี่!”
สิ้นเสียงเท่านั้น ด้านนอกประตูจวนก็ปรากฏยามองครักษ์จำนวนกว่าห้าถึงหกคนแห่แหนวิ่งกรูกันเข้ามา และพวกเขาทั้งหมดล้วนมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตปราณจิตขั้นต้น
เหลิงเจียวเจียวแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็น ชำเลืองหางตามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลน ริมฝีปากกระตุกยิ้มเยาะเย้ยกล่าวว่า
“จับตัวมันไว้”
เด็กชายตัวน้อยเหม่อมองแม่จ๋าที่กำลังโดนกลุ่มยามองครักษ์ตีกรอบล้อมเอาไว้ กำมือจิ๋วบีบแน่นกระชับจับชายเสื้อของโม่เฉินหยวนเอาไว้ สีหน้าแววตาอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยเริ่มเผยถึงแววความกังวล
โม่เฉินหยวนนั่งแกว่งเท้าสบายๆอยู่บนขอบกำแพง้า ขณะเดียวกันก็ปริปากเอ่ยถามเหลิงหยุนเจียว น้ำเสียงฟังดูผ่อนคลายไม่ตรึงเครียดใดๆขึ้นว่า
“โห่ย~ ้าให้ข้าช่วยไหม?”
“ไม่ต้อง”
“ไม่เป็ไรขอรับ”
ในเวลานี้ เหลิงหยุนเจียวกับเด็กชายตัวน้อยเปล่งเสียงตอบโดยพร้อมเพรียง
เด็กชายตัวน้อยกระตุกชายเสื้อของโม่เฉินหยวนเบาๆ และเงยหน้ากล่าวขึ้นว่า
“ลุงขี้เหร่ไม่ต้องกังวลไปขอรับ แม่จ๋าเก่งที่สุดแล้ว ข้าไม่กล้ารบกวนท่านหรอกขอรับ”