ขณะเดียวกัน ณ.วังหลวงแคว้นเ้า
พระชายาจูเหม่ยเซียนนั่งอยู่หน้าตำหนักพร้อมกับหนังสือปกสีดำที่มีเื่ราวของบุตรชายฝาแฝดคนพี่ เ้าหยางหลง…กำลังจะสมรสกับสตรี ‘ตาบอด’ ผู้มีญาณหยั่งรู้ ใบหน้าของนางเหยเกจนเกือบจะร้องไห้ ‘เหตุใดบุตรสาวและบุตรชายต้องได้เนื้อคู่ห่างไกลถึงเพียงนั้นกันเล่า’
“คุณหนู” เสี่ยวถง สาวใช้คนสนิทเดินมานั่งคุกเข่าลงด้านหน้า “มีสิ่งใดให้กังวลหรือเ้าคะ”
“เ้าหยางหลงกำลังจะสมรส” มือของผู้เป็มารดาสั่นเทาอย่างน้อยใจ “แม้ข้าจะยินดีที่เขามีคู่ แต่ข้าไม่ยินดีที่ข้าเดินทางไปร่วมงานไม่ได้ เหตุใดที่นี่ไม่มีเครื่องบินนะ” ☹️☹️
“เครื่องบินหรือเ้าคะ?” ???????? ‘สิ่งใดกันนะ’ เสี่ยวถงทำหน้าแปลกใจแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณหนูกล่าวเื่แปลกประหลาดแต่ทุกครั้งนางก็ไม่เคยชินเพราะไม่รู้จักสิ่งที่คุณหนูพูด
“ช่างข้าเถิดเ้าจะไปทำสิ่งใดก็ทำ” จูเหม่ยเซียนคร้านจะอธิบายเื่เล่าอันยาวเหยียดั้แ่หนหลัง นางจึงบอกปัดไปเสีย ดวงตากลมโตของสตรีผู้มีสวามียศอ๋องถึงสองพระองค์และบุตรอีกสี่คนกวักมือเรียกขันทีคนสนิท ‘อาเป้าและอาเช่า’ “อาเป้าเ้าไปตามชินหลงมาหาข้า”
“พะยะค่ะ” อาเป้าขันทีวัยสิบแปดหนาวรับคำก่อนจะเดินไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทิ้งอาเช่าอยู่คอยรับใช้โดยไม่ปริปากเช่นเคย
พระชายาวัยสามสิบสามปีนึกไปถึงบุตรชายคนที่สามเ้าชินหลงในวัยสิบสองหนาวและเ้าเทียนหลงยังเป็เด็กน้อยย่างเข้าสี่หนาวที่ยามนี้อาจจะวุ่ยวายอยู่ในตำหนักกับท่านพ่อทั้งสอง เหตุที่นางเรียกบุตรชายผู้กำลังฝึกวรยุทธ์กับองครักษ์อยู่มานั้นเป็เพราะว่านางอยากจะให้เ้าชินหลงเป็ผู้ฝึกอ่านภาษาไทยในครั้งต่อไปหลังจากที่เ้าหยางหลงพาสะใภ้กลับมาไหว้นาง….เื่ของบุตรทุกคน ‘นางจะต้องรู้’
เพียงแค่หนึ่งจิบชาเ้าชินหลงก็เดินทางมาถึง เขาเดินมาโอบกอดท่านแม่ผู้งดงามอย่างรักใคร่ จูเหม่ยเซียนลูบหัวบุตรชายที่เริ่มเติบโตขึ้น ใบหน้าคมคายหล่อเหลามัดผมด้วยเส้นไหมสีดำง่ายๆ แต่ที่หนักใจคงจะไม่พ้นเส้นขนตรงหว่างคิ้วที่ยาวมากัน...คำว่า ‘เ้าชู้ไก่แจ้’ ในยุคสมัยของนางคงจะไม่พ้นบุตรชายคนนี้เสียแล้ว
“ท่านแม่รับสั่งหาลูกมีเื่ใดขอรับ”
จูเหม่ยเซียนส่งหนังสือปกสีดำที่นางได้มันมาให้บุตรชายดู นางเห็นเ้าชินหลงเปิดมันแบบผ่านๆตาและเพราะว่าเขาอ่านมันไม่เข้าใจเขาจึงทำหน้างงงัน “หนังสือประหลาด?”
“ใช่แล้ว มันคือหนังสือประหลาดที่แม่และพี่น้องฝาแฝดของเ้าอ่านมันได้”
“หืมม” เ้าชินหลงยังคงพลิกมันไปมาหลายตลบ
“มันเป็เื่ราวที่เกี่ยวข้องกับแม่ ถ้าหากเ้าอยากรู้ว่ามันมีสิ่งใดอยู่ในนั้น แม่จะสอนเ้า”
เ้าชินหลงยิ้มกว้างขวาง “ขอรับ ข้าอยากรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับท่านแม่” เขายังคงออดอ้อนนางราวกับเป็เด็กเล็ก “ท่านแม่ข้างดงามถึงเพียงนี้ เนื้อความด้านในต้องดีมากแน่ๆ จะสอนข้าเมื่อใดขอรับ” มีความกระตือรือร้นอยากเรียนรู้
“รอพี่ชายคนโตของเ้าพาพี่สะใภ้มาหาแม่ก่อน แม่จึงจะเริ่มสอน”
“หืม..พี่สะใภ้หรือขอรับ พี่หยางหลงอายุเพียงสิบหกหนาวจะรีบหาชายามาทำไมกันเล่าขอรับ” เงยหน้ามองท่านแม่แววตาใสซื่อ
จูเหม่ยเซียนเริ่มเห็นเค้าลางของความเสเพลมากรักจากบุตรชาย “พี่ชายพบสตรีที่รักมากแล้วเหตุใดจะต้องรั้งรอกันเล่า รึว่าถ้าเป็เ้าจะรอให้นางออกเรือนไปก่อนจึงค่อยคิด”
เ้าชินหลงเงียบไป...เื่รักใคร่ชอบพอสตรียังไม่มีอยู่ในหัว แต่ที่แน่ๆ หากเขาคิดที่จะมี..หนึ่งสตรีจะเพียงพอหรือไม่นะ?..ไม่รู้สิ
สองแม่ลูกพูดคุยกันไปจนถึงยามเซิน(15.00) จึงได้ยินเสียงของบุตรชายคนสุดท้องวิ่งนำหน้าท่านพ่อทั้งสองคนออกมา ปากเล็กๆร้องะโ
“ท่านแม่...พี่ใหญ่สมรส สมรส!!!” คำกล่าวนั้นคงจะหมายถึงเ้าหยางหลงที่ส่งนกพิราบสื่อสารมาแล้วเป็แน่
จูเหม่ยเซียนอ้าแขนรับบุตรชายตัวอ้วนกลมเอาไว้พร้อมกับถามสามีทั้งสองคนราวกับว่านางไม่เคยรู้เื่มาก่อน “สมรสรึเ้าคะ”
ชินอ๋องเ้าหย่งเจี้ยนพยักหน้ารับ “สมรสในแคว้นเพ่ยในอีกหกวันข้างหน้า” นั่งลงเคียงข้างชายาสุดที่รักไม่ต่างจากจวิ้นอ๋องเ้าหย่งเซิงที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับนาง
“เหม่ยเอ๋อร์อยากไปร่วมงานใช่หรือไม่” จวิ้นอ๋องถามอย่างเป็ห่วงเพราะเขาเองก็อยากจะไปเช่นกันติดตรงที่ว่าเวลาเดินทางอันยาวนาน หากไปถึงไม่แน่ว่าชายาของเ้าหยางหลงอาจจะมีบุตรไปเลยกระมัง
“อยากไปแต่ก็ไม่ทันแน่ๆ ในจดหมายเขียนว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ”
“เ้าหยางหลงบอกว่าหลังจากสมรสที่แคว้นเพ่ยเสร็จแล้วเขาจะพาชายารักมากราบไหว้พ่อแม่สามีทันที ขอให้เราอย่าได้เป็กังวล งานสมรสครั้งนี้จัดแบบเรียบง่ายมีเพียงญาติของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นเพราะชายาของหยางหลงไม่ชอบเื่วุ่นวาย” ชินอ๋องบอกแก่ชายารัก
‘ชอบแบบเรียบง่ายรึ’ มิใช่ว่าสตรีในยุคสมัยนี้ชอบให้สามีจัดงานใหญ่โตประกาศไปทั่วเมืองหรืออย่างไรนะ “เ้าค่ะ”
เอาไว้รอพบกันเถิดลูกสะใภ้ตาบอด