รอยถูกพามาที่ห้องพยาบาลก็นอนปวดหน้าอกตุบ ๆเหมือนกับถูกพลังอะไรบางอย่างทุบหน้าอกของรอยไม่หยุดซึ่งความเจ็บยังไม่ลดลงไปเลยขนาดเวลาผ่านมาสักพักแล้ว
ชายแก่ที่สวมชุดฮันบกโบราณมองดูรอยอย่างสงสัยและถามออกไป
“เธอเป็คนจากสำนักไหน?”
เจที่อยู่ข้าง ๆเห็นว่ารอยยังนอนไออยู่ก็เลยตอบให้แทน
“เขาเป็ผู้มีพลังพิเศษครับ คุณไม่เห็นหรอว่าเขาใช้พลังโซ่กับผมเมื่อครู่นี้”
“ไอพลังโซ่หน่ะฉันเห็น แต่ว่าเพื่อนของเธอจะปล่อยพลังปราณแบบนั้นออกมาได้ยังไงกันในเมื่อไม่ใช่คนจากสำนักชาวยุทธ”
รอยที่ฟังอยู่ก็ได้แต่ขมวดคิ้วคิดในใจ “ไอพลังปราณที่ชายแก่ว่ามามันคืออะไรกัน ชายแก่คนนี้พูดเื่บ้าอะไรอยู่กันเนี่ยเราแค่เปิดประตูนักสู้เองนะ”
ชายแก่มองไปที่รอยด้วยความสงสัยเพราะเขาััได้ถึงพลังปราณของเด็กหนุ่มคนนี้แน่ ๆก่อนที่เด็กคนนี้จะพุ่งเข้าไปโจมตี และยังััพลังได้ถึง 3 ประเภทในร่างของรอย อย่างแรกคือพลังปราณ อย่างที่สองคือพลังความมืด อย่างที่สามเป็พลังโซ่ แต่ชายแก่ยังคงสับสนว่าพลังโซ่กับพลังความมืดดูเหมือนจะมีพลังต้นกำเนิดเดียวกัน เลยถามกับรอยไปด้วยความสงสัยเพราะการที่คนคนหนึ่งมีพลังหลายประเภทแบบนี้เป็อะไรที่เขาเพิ่งจะเคยเจอเป็ครั้งแรก
เจเองก็มองไปที่รอยด้วยความสงสัยเช่นกัน ว่าถ้ารอยเป็ชาวยุทธทำไมถึงต้องปิดบังพลังของตนเองด้วยล่ะ เพราะโรงเรียนนี้พวกผู้มีพลังพิเศษต่างก็ถูกกดหัวจากพวกชาวยุทธอยู่ไม่น้อยเลย ดูรอยเองถึงจะไม่รู้ข้อมูลอะไรของโรงเรียนนี้เลยก็ตาม แต่ข้อมูลพื้นฐานเื่ผู้มีพลังพิเศษกับพวกชาวยุทธนี้รอยเองก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ
ชายแก่มองมาที่รอยดูเหมือนกับว่าเด็กคนนี้จะสับสนกับคำถามของเขาจริง ๆก็ได้แต่ปล่อยไป
“เอาเถอะในเมื่อเธอไม่รู้เื่อะไรฉันก็ไม่ถามต่อแล้ว เธอนอนพักฟื้นอยู่ที่นี่อีกไม่นานก็ดีขึ้นเอง” ชายแก่เอามือมาทาบอกรอยนิ่งค้างไว้อยู่พักใหญ่ ชายแก่แอบตรวจสอบพลังในร่างกายของรอยแล้วไม่พบจุดกำเนิดพลังปราณเลยก็ได้แต่สับสนงุนงงเพราะเขาเองก็มั่นใจมากว่าตอนนั้นเด็กคนนี้ปล่อยพลังปราณออกมาจริง ๆผ่านไปไม่นานชายแก่ก็เดินออกจากห้องพยาบาลไป
ชายแก่เดินออกจากอาคารมาก็ะโหายไปอย่างไร้ร่องรอย
รอยที่พักฟื้นจนอาการดีขึ้นแล้วก็ออกจากห้องพยาบาลมาพร้อมกับเจ
“โชคร้ายจริง ๆวันแรกก็ถูกคนแปลกหน้ามาโจมตีแบบนี้ซะได้”
“ฮ่า ๆก็แปลกจริง ๆนั่นแหละ เอาล่ะเดี๋ยวฉันพานายไปลงทะเบียนทำบัตรผู้มีพลังพิเศษก่อนก็แล้วกัน”
รอยหันไปถาม
“แล้วนายไม่ไปเข้าเรียนหรือไงนี่ก็น่าจะเลยคาบแรกมาแล้วนะ”
“แค่โดดคาบเดียวไม่เป็ไรหรอกหน่า เดี๋ยวฉันไปเป็เพื่อนนายเองหรือว่านายรู้หรือไงว่าห้องทำบัตรอยู่ที่ไหน?”
“รู้ซิ นายพูดแบบนี้ทำอย่างกับฉันเป็เด็กประถมอย่างงั้นแหละ”
รอยเอานิ้วชี้ไปที่ป้ายบอกทางที่อยู่ตรงหน้าอาคาร
ณ อาคารศูนย์ฝึกผู้มีพลังพิเศษสายควบคุม ห้องตรวจสอบพลัง
“สวัสดีครับอาจารย์อดัม” เจก้มคำนับกับชายผิวสีที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในห้อง
“ว่าไงพวกเธอมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ ไม่มีเรียนกันหรือยังไง?”
“ผมพานักเรียนใหม่มาทำบัตรผู้มีพลังพิเศษครับ”
ชายผิวสีมองไปที่รอยพร้อมกับกล่าวถามออกไป
“หืม...พลังของเธอพึ่งตื่นขึ้นหรือยังไงถึงได้เพิ่งมาทำเอาป่านนี้หรือว่าบัตรเธอหายกันล่ะ?”
รอยหันไปหาเจว่าจะตอบยังไงดี
“นายจะมองฉันทำไมนี่มันเื่ของนายนะ”
“พลังพิเศษของผมเพิ่งตื่นครับ”
“เธอรออยู่ตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวอาจารย์จะไปเปิดห้องทดสอบพลังก่อน”
“ครับผม”
รอยเดินไปที่ชั้นวางหนังสือที่มีหนังสืออยู่หลายประเภทวางไว้อยู่ว่าจะหาอะไรมาอ่านแก้เบื่อระหว่างรอ รอยเอานิ้วชี้ไปหาหนังสือที่น่าสนใจจนพบหนังสือที่มีชื่อว่า ภัยร้ายเผ่าพันธุ์จากต่างโลก รอยเลยหยิบมาดูด้วยความสนใจว่าต่างโลกมันจะมีเผ่าพันธุ์อะไรอยู่บ้าง
รอยเปิดอ่านหนังสือไปผ่าน ๆก็เห็นมีรูปเผ่าพันธุ์จากต่างโลกมากมายหลายสายพันธ์ที่บุกรุกมายังโลก มีข้อมูลเชิงลึกว่าเผ่าพันธุ์นั้น ๆบุกประเทศไหนบ้างไว้ตอนที่ประตูมิติถูกเปิดขึ้นทั่วโลก จนรอยเปิดมาเห็นรูปวาดภาพเหมือนเผ่าพันธุ์ที่รอยมองดูแล้วรู้สึกคุ้นตา
“นี่มันเผ่านากาหนิ...ไอตัวหน้าตาเหมือนกับมนุษย์กบนี้คือเผ่านากาแน่ ๆที่เราเคยสู้กับมันตอนภารกิจที่ 2” รอยอ่านข้อมูลที่บันทึกไว้อย่างตั้งใจ ที่บอกว่าชนเผ่านากานี้จะอยู่อาศัยใกล้กับแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และภายในแหล่งน้ำนั้นจะต้องมีดอกบัวที่ส่องแสงสว่างคล้ายกับแสงจันทร์อยู่ที่นั่นเสมอ ดอกบัวชนิดนี้เป็ที่้าของมนุษย์และเผ่านากามาก เพราะมันสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายภาพให้อย่างมหาศาล การที่พบที่อยู่อาศัยของเผ่านากาในต่างโลกก็เหมือนกับการพบยาเพิ่มพลังที่แสนล้ำค่า พอรอยเห็นว่าข้อมูลนี้ตรงกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเจอจึงได้เปิดไปดูหน้าอื่นต่อว่ายังมีสัตว์ประหลาดหรือเผ่าพันธุ์อื่นอีกรึเปล่าที่เขาเคยเจอในโลกแห่งฝันร้าย ในหนังสือยังมีข้อมูลของชนเผ่าคนเถื่อนที่รอยรู้จักเป็อย่างดีอีกด้วย แต่ในหนังสือนี้ไม่ได้บอกชื่อของชนเผ่าพวกนั้นเอาไว้ เพียงแค่บรรยายถึงลักษณะรูปร่างและความสามารถที่ชนเผ่าพวกนี้มี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเผ่าเบลมมีส์ที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ ใช้ธนูเป็อาวุธหลัก พลังของพวกเขาสามารถควบคุมสรรพสัตว์ได้หลากหลายประเภท
“อย่าบอกนะว่าโลกแห่งฝันร้ายกับต่างโลกมีความเกี่ยวข้องกัน”
รอยที่กำลังอ่านหนังสือเพลิน ๆอยู่ก็ถูกเรียก
“นักเรียนเข้ามาได้ห้องทดสอบพร้อมใช้งานแล้ว”
รอยรีบนำหนังสือไปวางไว้ที่เดิมและเดินเข้าห้องทดสอบไป
ภายในห้องทดสอบเป็ห้องโล่ง ๆที่มีหุ่นกล 3 ตัววางตั้งไว้อยู่กลางห้อง อาจารย์อดัมเดินมาพร้อมกับกระดาษบันทึกยืนอยู่ข้าง ๆหุ่นกล
“ใช้พลังพิเศษของเธอโจมตีใส่หุ่นกลตัวหน้าสุดก่อนเลย”
โซ่ิญญา!
ปรากฏโซ่ิญญาขึ้นมาหลายสิบเส้นพุ่งขึ้นลอยฟ้าทะลุร่างของหุ่นกลไป
รอยกับอดัมที่อยู่ในห้องยืนมองหน้ากันแบบแปลก ๆ
“ใช้โซ่ของเธอโจมตีหุ่นกลซิ ไม่ใช่ให้มันลอยไปแบบนั้น”
รอยพยายามใช้มือบังคับให้โซ่ิญญาพุ่งกลับมาแต่มันก็ยังคงเป็เหมือนเดิมที่พุงทะลุร่างหุ่นกลหายลงพื้นไป
“เอ่อ...พลังของผมคงใช้กับสิ่งของไม่ได้มั้งครับ” รอยตอบกลับไปหลังจากที่เห็นว่าโซ่ิญญาของเขาทะลุร่างหุ่นกลไปถึงสองหน
“ใช้ไม่ได้ หรือว่าพลังของเธอมีผลกับสิ่งมีชีวิตเท่านั้นหรือ?”
“น่าจะใช่มั้งครับ” รอยตอบกลับไปแบบไม่แน่ใจ
อาจารย์อดัมเดินเข้ามาตรงหน้าหุ่นกล
“หุ่นกลพวกนี้คงใช้ทดสอบเธอไม่ได้แล้วไหนลองใช้พลังโซ่ของเธอโจมตีใส่ครูมาทีซิ”
รอยยืนลังเลอยู่พักหนึ่ง
“เอาเถอะหน่า ครูจะได้รู้ด้วยว่าพลังของเธออยู่ระดับไหน ถ้าไม่มีผลทดสอบอาจารย์ก็เอาข้อมูลไปทำบัตรให้เธอไม่ได้หรอกนะ”
“เข้าใจแล้วครับ”
รอยใช้โซ่ิญญาใส่อาจารย์อดัมจนโซ่พันตัวเขาไว้ไม่ต่างอะไรกับมัมมี่ อาจารย์อดัมตอนแรกคิดว่ารอยใช้พลังโซ่เพื่อโจมตีเขาแต่พอเอาเข้าจริงกลับกลายเป็ว่าแค่พันธนาการเขาเอาไว้เท่านั้นเอง อาจารย์อดัมพยายามดิ้นออกให้หลุดด้วยพละกำลังที่เขามีจนหน้าแดงเถือก ไม่ว่าจะดิ้นรนยังไงก็ไม่สามารถหลุดจากโซ่นี้ได้ อาจารย์อดัมเลยใช้พลังจิตที่แผ่ออร่าสีแดงออกมาจนทำให้โซ่ที่พันธนาการเขาไว้ขาดกระจายออกจากร่างกายของเขาเป็เศษซากกองอยู่ทั่วพื้นแล้วสลายหายไปเอง แต่ถึงแม้ว่าโซ่ิญญาจะถูกทำลายไปแล้วก็มีโซ่ิญญาเส้นใหม่ปรากฏออกมาอีกอยู่ดี อาจารย์อดัมมองเห็นว่าที่พื้นเหมือนมีแสงวงเวทย์ที่น่าจะเป็ขอบเขตของพลังโซ่ที่รอยใช้เลยรีบะโถอยออกมา โซ่ที่ผุดขึ้นมาใหม่พอไม่มีเป้าหมายให้โจมตีก็สลายหายไปเองตามระยะเวลาของทักษะ
อาจารย์อดัมปาดเหงื่อที่หน้าผากพร้อมกับถอนหายใจ
“ถ้าโดนโซ่นั่นรัดอีกทีคงได้ใช้พลังเกินขีดจำกัดเป็แน่แถมความเร็วของมันยังไม่ธรรมดาอีกด้วย”
อาจารย์อดัมหันไปถามกับรอย
“พลังโซ่ของเธอทำอย่างอื่นได้อีกไหมนอกจากพันธนาการคู่ต่อสู้ที่มีชีวิต”
ถึงรอยอยากจะทดสอบอีกทักษะหนึ่งแต่ก็ต้องเก็บซ่อนมันเอาไว้เพราะไม่อยากที่จะเผยความสามารถตัวเองออกมาให้คนอื่นได้เห็นจนไม่เหลือไพ่ลับอะไรเก็บซ่อนไว้
“ทำอย่างอื่นไม่ได้แล้วครับ”
“โอเคงั้นเธอกลับไปเข้าเรียนก่อนก็แล้วกันหลังจากเลิกเรียนแล้วให้มารับบัตรที่นี่ได้เลย” รอยกับเจก็กลับไปเข้าเรียนตอน่บ่ายคาบที่ 2 ที่เป็คาบเรียนฝึกควบคุมพลังมีนักเรียนสายควบคุมพลังแบ่งออกเป็ 2 ห้อง ห้องล่ะ 40-50 คน
การเรียนการต่อสู้ส่วนใหญ่จะเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี รอยได้มาอยู่ห้องที่ 2 ห้องเรียนเดียวกับเจนักเรียนทุกคนที่เห็นรอยเป็เด็กใหม่เข้ามาเรียนต่างก็มองมาด้วยความสงสัยว่ารอยเป็ใครมาจากไหน คาบเรียนนี้ไม่มีอาจารย์ผู้สอนแต่มีบททดสอบในคาบให้นักเรียนทุกคนทำตาม บททดสอบที่ได้รับคือการฝึกควบคุมลูกเหล็กให้ลอดช่องกำแพงที่มีช่องวงกลมหลายขนาดซึ่งมีกำแพงทั้งหมดอยู่ด้วยกันถึง 5 ชั้นตั้งเป็แถวยาวเรียงกันและระยะห่างแต่ละกำแพงจะอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร ที่ยากที่สุดคือช่องสุดท้ายที่จะมีรูขนาดเท่ากับลูกเหล็กเพียง 1 ช่องพอดี
ตอนนี้นักเรียนทุกคนในชั้นได้รับลูกเหล็กขนาดเท่าเทนนิสมาคนละลูกซึ่งแต่ล่ะคนจะต้องทำให้ลูกเหล็กลอยค้างอยู่กลางอากาศให้ได้นานที่สุด รอยเห็นว่ามันเป็เพียงลูกเหล็กเล็ก ๆธรรมทั่วไปเท่านั้นเลยใช้มือข้างขวาที่ถนัดยื่นไปจับเพื่อที่จะยกมันขึ้นมาดูใกล้ ๆแต่กลับกลายเป็ว่าน้ำหนักของลูกเหล็กนั้นไม่ธรรมดาเลยที่กะได้ประมาณ 10 กิโลกรัม
“นี่มันจะไม่หนักเกินไปหรือไงวะเนี่ย?”
รอยรีบว่างลูกเหล็กลงพื้นทันทีเพราะยิ่งยกไว้นานก็ยิ่งเมื่อยแขนไปเปล่า ๆเห็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งพูดว่าการผ่านระดับหนึ่งของผู้ควบคุมพลังต้องยกลูกเหล็กให้ได้ 5 ลูกพร้อมกันแล้วยังต้องทำให้ลูกเหล็กเหล่านี้ลอดช่องผ่านกำแพงทั้ง 5 ให้ได้ในเวลาที่กำหนดไว้อีกด้วย
“หนักขนาดนี้แต่ต้องใช้พลังจิตยกมันให้ลอยขึ้นมาเนี่ยนะ?” รอยมองไปที่เจและนักเรียนทุกคนซึ่งตอนนี้กำลังยืนหลับตาทำสมาธินิ่งค้างไม่ต่างกับหุ่นอยู่ตรงลูกเหล็กของตัวเอง พอเห็นทุกคนตั้งใจทำกันถึงขนาดนี้รอยเองก็เลิกทำตัววอกแวกและหันมาสนใจกับลูกเหล็กตรงหน้าของตัวเองแทนและคิดไปว่า “คาบเรียนก่อนหน้านักเรียกพวกนี้คงจะได้รับการสอนมาบ้างแล้วถึงได้ทำอะไรที่เหมือนกันอย่างนี้ เราที่มาเริ่มเรียนตอนนี้ให้ทำอย่างกับคนอื่นก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงและยังไม่รู้เลยว่าผู้มีพลังพิเศษสายควบคุมมีหน้าที่ทำอะไรอีกด้วย คงต้องหาเวลาไปศึกษาเื่นี้ซะก่อนแล้ว”
รอยเปิดประตูผู้ใช้คำสาปและลองใช้ความคิดทั้งหมดเพ่งมองไปที่ลูกเหล็กให้มันลอยขึ้นมา แต่กลายเป็ว่าพลังความความมืดของรอยดันกระจายไปทั่วบริเวณแทน ทำให้เพื่อนนักเรียนทั้งหมดหันมามองหน้ารอยด้วยสายตาทิ่มแทงอย่างกับจะกินเืกินเนื้อกันซะอย่างนั้น
“โทษทีเพื่อน ๆพอดีเพื่อนฉันคนนี้ยังใหม่เลยไม่รู้ความ เอาเป็ว่าเดี๋ยวฉันจะไปสอนเขาเอง” เจที่เห็นบรรยากาศภายในห้องตึงเครียดขึ้นมาทันทีที่รอยปล่อยพลังความมืดออกมารบกวนสมาธิคนอื่นเลยรีบพารอยเดินออกมาให้ห่างจากพวกเขา
“นายผ่านระดับม.ปลายมาได้ยังไงกันเนี่ย แค่ควบคุมพลังตัวเองยังทำไม่เป็เลยหรอ?”
“เอ่อ...อย่าว่าแม้แต่การควบคุมพลังตัวเองเลยเื่พลังอะไรนี่ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจมันเลย”
เจได้แต่ตบหน้าผากตัวเองแล้วบ่นออกมา
“ปวดหัวเลย เดี๋ยวอีก 5 วันก็ใกล้จะทดสอบควบคุมลูกเหล็กแล้วถ้านายยังทำไม่ได้คงได้ถูกไล่ออกแน่”
“ห๊า...อีก 5 วันเนี่ยนะแถมยังจะโดนไล่ออกอีกด้วยถ้าทดสอบไม่ผ่าน”
ณ ห้องผู้อำนวยการ แดเนียล ครอฟ
ชายแก่ในชุดฮันบกโบราณกำลังยืนดูเด็กนักเรียนผ่านหน้าต่างห้องอย่างเงียบ ๆจนมีคนเปิดประตูเดินเข้ามา ซึ่งคนที่เดินเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น เป็ผู้อำนวยการแดเนียลกับคาร่าที่ตอนนี้ปลอมตัวเป็หน่วยรักษาความปลอดภัย
“สวัสดีครับปรมาจารย์บีโฮ อะไรทำให้ท่านต้องมาหาผมเองถึงที่นี่หรือครับ?”
“นักเรียนม.ปลายที่ชื่อ รอย วิลเลี่ยม ผู้อำนวยการแดเนียลคุณรู้ภูมิหลังของนักเรียนคนนี้รึเปล่า?”
คารากับแดเนียลหันหน้ามาสบตากัน
คาร่าส่งความคิดในใจถามแดเนียล
“ชายแก่เกาหลีคนนี้เป็ใครทำไมถึงได้ถามหาภูมิหลังของเด็กคนนั้นล่ะ?”
และเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็ครั้งแรกเพราะเมื่อไม่นานมานี้เองก็มีคนจากกลุ่มเดอะคิวบ์มาถามถึงรอย วิลเลี่ยมเช่นเดียวกัน
แดเนียลเริ่มรู้สึกเป็กังวลว่าทำไมเด็กเพียงคนเดียวที่ใช้เส้นสายจากหน่วยงานรัฐของประเทศเข้ามาเรียน ถึงทำให้ผู้มีอำนาจจากกลุ่มต่าง ๆมาถามหาด้วย และกลุ่มอำนาจเ่าั้แดเนียลเองก็มิอาจที่จะปฏิเสธคำขอไปได้เช่นกัน
คาร่าเองก็เป็กังวลเช่นกันเพราะการที่จะเข้าหารอยที่มีกลุ่มผู้มีอำนาจแฝงตัวเข้ามาในโรงเรียนเฝ้าดูรอยอยู่ห่าง ๆทุกฝีก้าวก็ทำให้เธอไม่สามารถเข้าไปใกล้รอยได้เลย
ปรมาจารย์บีโฮเห็นว่าแดเนียลนิ่งเงียบอยู่นานจึงได้กล่าวถามขึ้น
“มีปัญหาอะไรที่ตอบไม่ได้รึเปล่าผู้อำนวยการแดเนียล”
“เอ่อ...คือไม่ใช่ว่าตอบไม่ได้หรอกครับปรมาจารย์บีโฮ แต่เด็กคนนี้เป็ลูกของคนในหน่วยลับของเดอะคิวบ์ท่านเองก็น่าจะทราบดีว่าผมให้ประวัติส่วนตัวของเด็กคนนี้ไม่ได้จริง ๆ”
“หน่วยลับของเดอะคิวบ์ซินะมีภูมิหลังที่ใช้ได้ แต่ฉัน้ารับเด็กคนนี้ไปเป็ลูกศิษย์ของฉัน เห็นว่าเด็กนี่อยู่สาขาผู้มีพลังพิเศษยังไงก็ช่วยลงทะเบียนเด็กนั่นให้มาอยู่สำนักฉันด้วยล่ะ ที่ฉันมาก็เพื่อจะบอกแค่นี้แหละจะได้ไม่ต้องรบกวนสภานักเรียนของพวกนายคอยมาขัดขวางวิธีการสอนของฉันและถ้าเด็กนั่นไปแจ้งเปลี่ยนสาขาวิชาเอาเองจะได้ไม่เป็ปัญหาเกิดขึ้นทีหลัง”
“นี่ปรมาจารย์บีโฮคิดบังคับให้นักเรียน รอย วิลเลี่ยม เปลี่ยนสาขาวิชาเองหรือยังไงกันครับ?”
“ก็ไม่เชิง นายเองก็อย่ามายุ่งไม่เข้าเื่ล่ะ” ปรมาจารย์บีโฮปล่อยจิตสังหารพุ่งตรงมาที่แดเนียลจนทำให้แดเนียลเหงื่อตกไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ
ทั้งสองคนมองหน้ากันได้แต่นิ่งอึ้ง เพราะใครจะคิดล่ะว่าอยู่ดี ๆปรมาจารย์คนหนึ่ง้าลูกศิษย์โดยมาขอเปลี่ยนวิชาเรียนด้วยตัวเองแบบนี้
“เดี๋ยวครับท่าน!...ป” แดเดียละโเรียกแต่ก็ไม่ทันการเพราะปรมาจารย์บีโฮได้หายตัวไปแล้ว
“แดเนียล! คุณยอมให้กับตาแก่นั่นง่าย ๆแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
“หึ...เธอกล้าไปมีเื่กับสำนักยุทธที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศเกาหลีหรือเปล่าล่ะ? สำนักอินซามีประวัติเก่าแก่ที่แม้แต่เดอะคิวบ์เองก็ยังไม่อยากจะมีเื่ด้วยเลย”
“ฉันอยากจะย้อนเวลาได้จริง ๆไม่น่ารับเด็กที่มีภูมิหลังน่ากลัวแบบนั้นเข้ามาแต่แรกเลย” แดเนียลนั่งลงที่โต๊ะทำงานพร้อมกับถอนหายใจอย่างอ่อนแรง