ความเงียบสงัดและกลิ่นอายอุ่นอวลของศึกรักเพิ่งปะทุผ่านพ้นไปกลับคืนสู่ห้องทำงานผู้บริหารสูงสุดอีกครั้ง ฉันขยับตัวนั่งห่อไหล่อยู่บนขอบโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่ด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทาระบม สองมือเรียวขยับดึงกระโปรงทรงสอบสีดำเข้ารูปดึงรั้งลงมาปิดทับต้นขาเรียวอย่างลวก ๆ ด้วยความเหนื่อยล้า พลางหันไปมองคิรินที่ขยับตัวลุกขึ้นยืนจัดแต่งเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสูทของเขาให้เรียบร้อยเนี๊ยบกริบขยับผูกเนกไทให้ตรงมาดผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมคายหล่อเหลาไร้ที่ติของเขากลับมาสวมหน้ากากหน้าขรึมและเย็นเฉียบปานน้ำแข็งขั้วโลกเหนือกดขี่อารมณ์เสน่หาเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนไร้ร่องรอย
"มันเป็แค่เซ็กส์ลดความเครียดจากการทำงานเกลิตา..." คิรินเอ่ยปากพูดเสียงเรียบต่ำ ปราศจากกระแสความอบอุ่นใด ๆ "คุณอย่าสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์หรือมีความสำคัญอะไรในชีวิตของผมมากกว่าลูกหนี้ขัดดอกธรรมดา ๆ คนหนึ่งล่ะ"
คำพูดไร้เยื่อใยและปากแข็งเฉียบขาดของเขาเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็ก ๆ นับพันเล่มที่พุ่งปักเข้ากลางใจของฉันจนเจ็บหน่วงแปล๊ดในอก ฉันขมวดคิ้วแน่น กัดริมฝีปากบางสะกดกลั้นก้อนเนื้อความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ให้พรั่งพรูน้ำตาออกมาต่อหน้าเขา ฉันสูดลมหายใจลึก พยุงกายสั่นเทาเดินขาเปลี้ยก้าวลงจากโต๊ะทำงานหรู ก้มลงเก็บกางเกงชั้นในสีดำของตัวเองมาถือไว้แ่า
*โอย... พูดง่ายจังนะคะพ่อคุณบงการปากแข็ง! ตัวเองเนกไทตรงกริบ เสื้อสูทเรียบเนี้ยบไร้รอยยับ ผมก็หวีเรียบไม่มีชี้ฟูเลยสักเส้นเดียวประหนึ่งมีช่างทำผมส่วนตัวคอยเซ็ตให้ตลอดเวลา ในขณะที่ตัวฉันกระโปรงสอบบิดเบี้ยว ผมชี้ฟูยุ่งเหยิงยังกับโดนะเิลงตู้คอนเทนเนอร์ แถมเชิงกรานปวดล้าหน่วงแปร๊ดจนแทบขยับเดินพยุงตัวไม่ได้... อยากจะะโเตะขาหน้าของเขาเพื่อเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพเลขานุการจริง ๆ แต่คิดดูอีกที ขืนทำแบบนั้นหน้าแข้งฉันคงหักกระดูกร้าวขาเดี้ยงเป็ภาระชดใช้หนี้เพิ่มสี่ห้าล้านคาห้องทำงานนี้แน่ ๆ!* เสียงในหัวของฉันบ่นระบายความเดือดดาลปนฮาประชดชะตาตัวเอง
"ฉันทราบดีค่ะคุณบอส... ขอบคุณสำหรับ 'การลดเครียด' ของคุณนะคะ" ฉันตอบประชดเสียงเบาหวิวขืนใจ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินออกจากห้องทำงานส่วนตัวของเขาตรงไปเข้าห้องน้ำพนักงานด้านนอกเพื่อจัดระเบียบแต่งกายเสื้อผ้าปัดฝุ่นและล้างคราบน้ำรักอุ่นร้อนชื้นฉ่าออกลวก ๆ
ฉันก้าวเท้าเดินกะเผลกเข้าห้องน้ำ ยืนสบตาตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนเงาความอนาถาของตัวเองชัดเจน
*โอ้โห... สภาพในกระจกนี่ไม่ต่างอะไรกับหมีแพนด้าเพิ่งผ่านการอดนอนและโดนต่อยตามาเลยค่ะคุณผู้ช๊ม! อายชาติตระกูลชะมัด ดันเผลอไปร้องไห้สะอื้นฮักประชดชีวิตต่อหน้าตาบอสมาเฟียปากร้ายอีก... ขอบตาแดงช้ำบวมเป่ง ปากบางก็บวมเจ่อแดงระเรื่อสีเหมือนเยลลี่สตรอว์เบอร์รีโดนบดขยี้ ฉันรีบหยิบตลับแป้งพัฟราคาถูกอันละเก้าสิบเก้าบาทในกระเป๋าขึ้นมาโปะ ๆ โปะทับรอยน้ำตาและก้มหัวจัดทรงผมชี้ฟูให้เรียบร้อยเพื่อประคองสภาพเลขาส่วนตัวไม่ให้ดูอุจาดตาก่อนกลับไปทำงานต่อ* เสียงในหัวของฉันคิดฟุ้งซ่านฮาปนเศร้าประชดประชันร่างกายตัวเอง
ทันทีที่กลับมานั่งประจำโต๊ะทำงานเลขาฯ ของตัวเองยามบ่ายสองโมง หน้าจอคอมพิวเตอร์สว่างโล่รอรับการพิมพ์รายงานแปล แต่ทว่าสายตาของฉันกลับพร่าเบลอเลอะเลือนไปด้วยม่านน้ำตาใส ๆ ที่แอบไหลซึมพรั่งพรูออกมาเงียบ ๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้นไห้ ฉันรีบหยิบกระดาษทิชชูแผ่นบางของออฟฟิศมาซับหัวตาแ่เบาด้วยความรู้สึกต่ำต้อยเหลือแสน
*โอ๊ย... ร้องไห้กลางสำนักงานใหญ่ระดับร้อยล้านนี่มันช่างดูรันทดและรำคาญใจตัวเองจริง ๆ เลยค่ะคุณผู้ช๊ม! แผ่นกระดาษทิชชูราคาแพงของบริษัทฉันยังต้องคำนวณหักหนี้ประหยัดเลยนะ... แถมนักธุรกิจและบอร์ดบริหารในชุดสูทโก้หรูเดินผ่านไปผ่านมาหน้าโต๊ะทำงาน นึกว่ายัยเกลเลขานุการส่วนตัวโดนบอสคิรินหน้าั์ใช้งานกดขี่จิกหัวแปลเอกสารรายงานการเงินภูเก็ตห้าแฟ้มจนสมองบวมน้ำตาไหลด้วยความเครียดซะงั้น! จริง ๆ คือโดนกดขี่คาโต๊ะทำงานทำงานหนักหน่วงต่างหากล่ะฮะพูดไม่ได้เลยอายตายชักชะมัด!* เสียงในหัวของฉันบ่นพึมพำตลกเศร้าประชดตัวเองข่มความน้อยใจขยับรัวแป้นพิมพ์นิ้วต่อไป
ระหว่างนั้น พี่กานต์ผู้จัดการฝ่ายการตลาดหน้าหยกคนดีคนเดิมเดินผ่านหน้าโต๊ะทำงานเห็นตาแดงก่ำของฉันเข้าก็หยุดทักทายด้วยความกังวล "อ้าว น้องเกลตาแดง ๆ เป็อะไรรึเปล่าครับ? โดนบอสดุมาเหรอ?"
"อ๋อ... เปล่าค่ะพี่กานต์ พอดีเกลเป็ภูมิแพ้ฝุ่น PM 2.5 น่ะค่ะ ขอบคุณที่เป็ห่วงนะคะ" ฉันยิ้มเจ่วนโกหกคำโต กลัวคิรินที่จ้องมองลอดบานกระจกใสหน้านิ่งจะฟิวส์หึงขาดลากฉันเข้าห้องไปทำโทษรอบสอง ซึ่งสายตาคมปราบประดุจพญาเหยี่ยวของคิรินก็จ้องเขม็งลอดกระจกมองมาที่พี่กานต์จริง ๆ จนบรรยากาศรอบโต๊ะทำงานเย็นะเืขึ้นมาอีกหน พี่กานต์สะดุ้งตัวโยนขอกู้ภัยกราบลาเดินหนีไปทันควัน
จังหวะนั้นเอง ฉันขยับเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือราคาประหยัดขึ้นมาตรวจสอบการโทรเข้าเพราะปกติ่บ่ายปานนี้ พวกลูกหนี้นอกระบบเครือข่ายแฟนเก่าเกเรต้องโทรมาข่มขู่พ่นคำหยาบคายรบกวนฉันชั่วโมงละหลายสิบสายจนประสาทเสีย
ทว่า ทันทีที่เปิดดูหน้าจอโทรศัพท์ ฉันก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจสุดขีด
ไม่มีสายโทรเข้าแปลกปลอมหรือข้อความข่มขู่ส่งเข้ามาเลยแม้แต่สายเดียวตลอดทั้งวัน! หน้าจอโทรศัพท์สะอาดราบเรียบกิ๊ก แถมมุมขวาบนยังมีสัญลักษณ์รูปโล่สีแดงเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นพร้อมข้อความระบบ: *Secure Firewall Activated by R-Group Tech Team*
ฉันเบิกตากว้างอ้าปากค้างเล็กน้อย
*ขุ่นพระช่วยด้วย! สัญลักษณ์รูปโล่สีแดง R-Group? นี่มันเป็แอปพลิเคชันระบบความปลอดภัยไซเบอร์ระดับองค์กรั์ใหญ่ที่คิรินส่งช่างเทคนิคมาติดตั้งติดตั้งสปายแวร์... ไม่สิ ติดตั้งระบบไฟร์วอลล์บล็อกเบอร์แปลกและสายข่มขู่นอกระบบออกไปจนหมดเกลี้ยงเลยนี่นา! แอบติดตั้งตอนที่ฉันนอนหลับสนิทคาเตียงไหมดำของเขาเมื่อคืนชัวร์ ๆ! ปากคอเราะร้ายพูดเหน็บแนมว่าฉันเป็แค่ของเล่นชดใช้หนี้ไม่มีค่า... แต่เื้ักลับแอบส่งแอปฯ ป้องกันสแปมมาคอยปกป้องบล็อกภัยเงียบรอบตัวฉันงั้นเหรอคะเนี่ย?! ทำตัวเป็พระเอกซึนเดเระปากแข็งในอนิเมะญี่ปุ่นไปได้พ่อคุณมาเฟีย! แล้วแบบนี้แชตกลุ่มไลน์นินทาเ้านาย 'สมาคมเหยื่อมาเฟียหน้าั์หวงก้าง' ของฉันจะโดนแอบอ่านไปหมดแล้วรึยังเนี่ย?! ชิบหายแล้วเกล! ถ้าเขาอ่านเจอแชตด่าบอส ยอดหนี้คงะโจากห้าล้านสี่แสนไปเป็สิบล้านแน่ ๆ!* เสียงในหัวของฉันอุทานคิกคักขำประชดเปลี่ยนอารมณ์ดิ่งเศร้าให้ใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย
ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องทำงานผู้บริหารที่กั้นด้วยกระจกบานใหญ่ คิรินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสีหน้าขรึมเ็า ั์ตาคมปราบหันไปสบตาสั่งการ ลีโอ บอดี้การ์ดคนสนิทที่ยืนรายงานสถานการณ์คดีความเงียบเชียบ
"เจอตัวพวกลูกน้องลูกหนี้ที่บุกงัดพังห้องพักของเกลิตารึยัง?" คิรินเอ่ยถามเสียงเข้มต่ำดุดัน แฝงประกายอำมหิตกระหายเืขัดกับท่าทางเ็านอกห้อง
"เจอแล้วครับบอส... พวกมันกบดานอยู่แถวบ่อนพนันชานเมืองฝั่งธนฯ ครับ" ลีโอตอบนอบน้อม
"ดี... ส่งคนของเราไปจัดการล้างบางพวกมันให้หมด สั่งสอนให้มันรู้สำนึกซะบ้างว่าคนของคิริน รัตนวิเชียร ห้ามใครหน้าไหนแตะต้องรังควานเด็ดขาด แม้แต่เศษผงในห้องพักของเธอก็ห้ามทำเสียหายเพิ่มขึ้นอีก" คิรินสั่งเสียงเฉียบขาดเย็นะเื แววตาคมสะท้อนรอยแค้นข้ามชาติภพที่รุนแรงปานเพลิงผลาญ
ตกเย็นยามเลิกงาน คิรินบังคับบงการให้ฉันขึ้นรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์คันโตคันเดิมของเขากลับเพนท์เฮาส์พร้อมกันโดยไม่ยอมให้ฉันต่อรองขอกลับรถไฟฟ้า คิรินนั่งกอดอกพิงเบาะหลังหน้านิ่งเ็าตลอดทางกวาดมองใบหน้าหวานที่ขอบตาแดงช้ำปวมเป่งของฉันเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยคำพูดปลอบใจใด ๆ ให้เสียลุคมาเฟียธงแดงจอมปากแข็ง
*กระจกรถหรูที่ติดฟิล์มมืดสนิทสะท้อนเงาของคิรินที่จ้องมองมาทางฉันนิ่งเป็ระยะเกือบตลอดทาง... แต่พอฉันสะดุ้งหันไปสบตาตรง ๆ เขากลับรีบหันหน้าหนีไปมองวิวนอกหน้าต่างอีกฝั่งอย่างรวดเร็วหน้านิ่งคิ้วขมวดปากแข็ง ปากบ่นพึมพำว่าแอร์รถยนต์มันเย็นเกินไป ทั้งที่หน้าปัดดิจิทัลโชว์อุณหภูมิยี่สิบห้าองศาพอดีเป๊ะราวกลั่นแกล้งกันซะงั้น! ทำตัวเป็เด็กปากไม่ตรงกับใจจริง ๆ เลยคุณบงการคนนี้* ฉันคิดประชดขำขันในใจประคองความเหนื่อยล้าของหัวใจ
ครั้นก้าวเข้าสู่ห้องนั่งเล่นเพนท์เฮาส์หรูชั้นสามบาร์ Midnight Room กลิ่นหอมของอาหารค่ำที่ปรุงเสร็จใหม่ร้อนฉ่าก็ฟุ้งกระจายโชยเข้าจมูก ที่โต๊ะอาหารหรูหรามีเมนูสเต็กเนื้อเกรดพรีเมียมวางเรียงรายอยู่ และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือจานส้มตำปูปลาร้าสีแดงรสจัดจ้านและหมูย่างสมุนไพรส่งกลิ่นหอมฟุ้งวางเด่นหราขัดกับจานฝรั่งหรูหราข้าง ๆ
"กินซะ..." คิรินเอ่ยสั่งเสียงเรียบเย็น นั่งลงฝั่งตรงข้ามยกน้ำจิบไขว่ห้าง "ผมไม่้าให้เลขาส่วนตัวและของเล่นชดใช้หนี้ของผมต้องเป็ลมล้มพับคางานพรุ่งนี้เพราะขาดสารอาหารประทังชีวิตหรอกนะ มันเสียเวลาทำงานของผม"
ฉันมองจานส้มตำปูปลาร้าของโปรดตรงหน้าที่สืบทราบมาเงียบ ๆ สลับกับใบหน้าหล่อเหลาเ็าปากแข็งของเขา แอบกะพริบตาปริบ ๆ ในใจคิดขำขันปนอุ่นซ่านกับบทลงโทษปากแข็งและจอมบงการแต่อบอุ่นแปลกประหลาดนี้ ฉันหยิบส้อมจิ้มหมูย่างเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ รสส้มตำเผ็ดจี๊ดทำเอาฉันไอแค็ก ๆ คิรินแววตาสั่นสะกดรีบเลื่อนแก้วน้ำเย็นใสบริสุทธิ์ส่งมาตรงหน้าฉันรวดเร็วหน้านิ่งขรึมปากแข็งประคองดูแล
*สบตาสลัวแสนปากแข็งปากแข็งแบบซึนเดเระข้ามคืน... สัญญาสามเดือนขจัดหนี้สินนี้คงไม่ใช่จุดจบของการเดินทางอันยาวนาน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ์และนรกบนดินที่เขาสลักป้ายชื่อฉันไว้ตราบนานเท่านานอย่างไม่มีวันหลุดพ้นชัวร์ ๆ...*