บทที่ 13 ฟังบรรยายคำสอน มองเห็นหนทางแห่งการฝึกฝน
"ไม่ต้องเกรงใจ"
สิ่งที่ทำให้สวี่ไท่ผิงคาดไม่ถึงก็คือ ภูตกระจกนี้ตอบกลับเขาจริง ๆ แม้ว่าน้ำเสียงจะเ็าและแข็งกระด้างก็ตาม
"เสวียนจิ้ง ข้าพร้อมแล้ว"
ในยามนั้น เสียงอันทรงพลังก็ดังออกมา
สวี่ไท่ผิงมองเข้าไปในกระจกทองแดงทันที
เดิมทีกระจกจะสะท้อนให้เห็นเพียงใบหน้าของสวี่ไท่ผิงเท่านั้น ทว่าในยามที่เสียงของชายชราดังขึ้น ภาพในกระจกพลันเปลี่ยนเป็ยอดเขาที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอก บนยอดเขานั้น ปรากฏเงาร่างของชายชราที่มีท่าทางวิสุทธิ์ราวกับเซียน
"ท่านอาจารย์จื่อหยาง ในครั้งนี้มีศิษย์เข้าร่วมฟังการบรรยายทั้งหมด 396 คน ในจำนวนนี้มีศิษย์ใหม่ 218 คน และผู้ที่ยังไม่ได้ฝึกฝนอีก 200 คน"
เสียงของภูตกระจกดังขึ้นอีกครั้งจากกระจกทองแดง
ในขณะที่กำลังพูด ภาพในกระจกทองแดงก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสวี่ไท่ผิงสามารถมองเห็นท่านอาจารย์จื่อหยางที่นั่งอยู่บนแท่นหินได้อย่างชัดเจน
"สี่ร้อยคน เพียงพอแล้ว ไม่ต้องให้ผู้อื่นเข้ามาอีก"
ท่านอาจารย์จื่อหยางลืมตาขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสีแดงเผยอออก
"ขอรับ"
ภูตกระจกตอบรับด้วยน้ำเสียงเ็า
"ที่แท้ท่านอาจารย์จื่อหยางก็จำกัดจำนวนผู้ฟังบรรยายด้วย โชคดีที่วันนี้ข้ามาไว"
หลังจากฟังบทสนทนาระหว่างท่านอาจารย์จื่อหยางกับภูตกระจก สวี่ไท่ผิงก็ลอบโล่งใจ
"ไม่ว่าเ้าจะฟังบรรยาย ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ เป็ครั้งแรก หรือเคยฟังมาหลายครั้งแล้ว ข้าก็จะปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และจะเริ่มั้แ่ต้น"
ยามหยุดชะงักครู่หนึ่ง เสียงของท่านอาจารย์จื่อหยางก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่อรู้ว่าท่านอาจารย์จื่อหยางกำลังจะเริ่มบรรยายอย่างเป็ทางการ สวี่ไท่ผิงพลันนั่งตัวตรง จ้องมองกระจกทองแดงตรงหน้าไม่ละสายตา
"ในหมู่พวกเ้า มีหลายคนที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน เช่นนั้นก่อนที่ข้าจะบรรยายคัมภีร์ฉานเสีย ข้าจะอธิบายให้ฟังก่อนว่า การฝึกฝนและระดับการฝึกฝนคืออะไร"
"การฝึกฝน ไม่นอกเหนือไปจากการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง และใช้ศาสตร์เปิดประตูในการฝึกฝนพลังจิตเพื่อให้เป็พลังปราณ สำนักชิงเสวียนของเรานั้นให้ความสำคัญกับการฝึกฝนพลังปราณเป็อย่างมาก"
"ก่อนอื่นเราต้องบ่มเพาะพลังปราณให้สมบูรณ์ จึงจะสามารถใช้วิชาคาถาและความสามารถพิเศษต่าง ๆ จึงจะยืดอายุขัยเพิ่มพูนชีวิต ล่วงรู้หนทางสู่การบรรลุเซียน และหลุดพ้นจากวัฏจักรเกิดแก่เจ็บตายได้"
"และคัมภีร์ฉานเสียที่ข้าจะบรรยายในวันนี้ ก็เป็หนึ่งในวิธีการฝึกฝนพลังปราณที่สำคัญที่สุดของสำนักเรา"
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ สวี่ไท่ผิงก็พยักหน้ารับ
สิ่งที่ท่านอาจารย์จื่อหยางเอ่ยนั้นคล้ายกับบทนำของคัมภีร์ฉานเสีย ซึ่งเป็ส่วนเดียวที่เขาพอจะเข้าใจ ส่วนขั้นตอนการฝึกฝนในภายหลังนั้น เขายังไม่ค่อยเข้าใจนัก
"หลังจากกล่าวถึงการฝึกฝนแล้ว ต่อไปข้าจะอธิบายถึงระดับการฝึกฝน"
"ระดับการฝึกฝน กล่าวโดยง่ายก็คือ ขั้นตอนต่าง ๆ ของการฝึกฝน"
"ในโลกแห่งการฝึกตน โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งระดับการฝึกฝนออกเป็ห้าขั้น ซึ่งจะพิจารณาจากอายุขัยและความแข็งแกร่งของพละกำลัง "
"นับจากอ่อนแอไปจนถึงแข็งแกร่ง ขั้นแรกคือ ‘ขั้นปฐม’ บางคนเรียกว่า ‘ขั้นเบิกสมุทร’ ในขั้นนี้จะเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางการฝึกฝน พลังชีวิตจะล้นเปี่ยมเหนือกว่าคนในวัยเดียวกัน อายุขัยสามารถยืดไปถึงสองรอบเจี๋ยจื่อ*[1] ราวหนึ่งร้อยยี่สิบปี"
เปลือกตาของสวี่ไท่ผิงกระตุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่คิดเลยว่าขั้นปฐมที่ท่านปู่เอ่ยถึง จะเป็เพียงขั้นที่ต่ำที่สุดในโลกแห่งการฝึกตน
ในขณะที่รู้สึกประหลาดใจ เขาก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย หากขั้นปฐมเป็ขั้นที่สองหรือขั้นที่สาม คาดว่าตนคงยากที่จะบรรลุถึงขั้นนั้นได้ภายในครึ่งปี เมื่อถึงเวลานั้นเื่ที่เขาปลอมแปลงทะเบียนเซียนย่อมถูกเปิดเผย
ทว่าความคิดเ่าั้พลันหายวับไปจากใจเขาอย่างรวดเร็ว เขารวบรวมสมาธิแล้วกลับมาตั้งใจฟังท่านอาจารย์จื่อหยางบรรยายคำสอนต่อ
"ขั้นที่สอง เรียกว่า ‘ขั้นพินิจสงัด’ อายุขัยสามารถยืดไปถึงสามรอบเจี๋ยจื่อ มีเพียงผู้ที่บรรลุถึงขั้นนี้เท่านั้น จึงจะได้รับการเรียกขานว่าเป็ผู้ฝึกตนที่แท้จริง ในบรรดาลูกศิษย์ที่ข้าพบเจอมาหลายปี อย่างน้อยหกในสิบส่วนติดอยู่ที่ขั้นนี้ บางคนถึงกับเป็ศิษย์เอกของทั้งเจ็ดยอดเขา"
"ขั้นที่สาม เรียกว่า ‘ขั้นหยั่งเร้นลับ’ หลังจากบรรลุขั้นนี้แล้ว อายุขัยจะยืดยาวถึงหกรอบเจี๋ยจื่อ จะได้รับการยกย่องเป็อาจารย์ และมีสำนักของตนเองในูเาอวิ๋นหลู"
"ส่วนขั้นที่สี่และขั้นที่ห้า พวกเ้ายังไม่จำเป็ต้องกังวลในยามนี้ อย่าได้ทะเยอทะยานเกินตัว"
ยามเอ่ยถึงตรงนี้ ท่านอาจารย์จื่อหยางรับถ้วยชาจากศิษย์ที่ยืนอยู่ข้างกาย ยกขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม ราวกับกำลังปล่อยให้ทุกคนได้ใคร่ครวญด้วยตนเอง
"ที่แท้การทะลวงขั้นหยั่งเร้นลับนั้นยากเย็นถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ท่านอาจารย์จื่อหยางถึงได้รับการยกย่องให้เป็ผู้าุโ"
สวี่ไท่ผิงรำพึงในใจ
"ไม่รู้ว่าพี่เทพธิดาหลิงเยว่อยู่ในขั้นไหนแล้วนะ"
เขาใคร่รู้ขึ้นมาว่าเทพธิดาหลิงเยว่มีระดับการฝึกฝนถึงขั้นใด
"เอาล่ะ ต่อไปข้าจะอธิบาย ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ ให้พวกเ้าฟังอย่างละเอียด"
ขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังเหม่อลอย เสียงของท่านอาจารย์จื่อหยางในกระจกก็ดึงสติเขากลับมา
หลังจากนั้น ท่านอาจารย์จื่อหยางก็เริ่มอธิบายเนื้อหาในคัมภีร์ฉานเสียทีละขั้นตอน ค่อย ๆ อธิบายจุดสำคัญในการฝึกฝนคัมภีร์ฉานเสียให้กับศิษย์ที่เข้าฟัง
เนื่องจากได้อ่านคัมภีร์ฉานเสียอย่างละเอียดมาก่อน สวี่ไท่ผิงจึงฟังได้อย่างไม่ยากเย็น บางครั้งยังแสดงท่าทางเข้าใจอย่างถ่องแท้ ยามได้ยินส่วนที่น่าสนใจก็อดไม่ได้ที่จะขยับแขนขาอย่างตื่นเต้น ความสงสัยที่เคยมีค่อย ๆ ถูกไขกระจ่างโดยท่านอาจารย์จื่อหยาง
ถึงแม้จะไม่มีกระดูกปราณ ทว่าสวี่ไท่ผิงมีพร์ในการอ่านตำรามาั้แ่เด็ก ดังนั้นในแง่ของความสามารถในการเข้าใจวิชา เขาไม่เพียงไม่ด้อยกว่าศิษย์ที่มีกระดูกปราณ แต่ยังเหนือชั้นกว่ามากด้วย
เหมือนอย่างในตอนนี้ ขณะที่เขากำลังฟังคำบรรยายอย่างเพลิดเพลิน ทว่าบรรดาศิษย์แปดในสิบส่วนที่มองกระจกทองแดงอยู่เช่นกัน กลับมีสีหน้าทรมานราวกับถูกแมวกัด
ทั้งหมดนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้การมองของท่านอาจารย์จื่อหยาง
ยกเว้นศิษย์เพียงไม่กี่คน รวมถึงสวี่ไท่ผิง คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเบื้องหน้าท่านอาจารย์จื่อหยางมีกระจกทองแดงขนาดใหญ่วางอยู่เช่นกัน
ภาพที่ปรากฏในกระจกทองแดงนั้นก็คือศิษย์กว่าสามร้อยคนที่กำลังฟังคำบรรยายนั่นเอง...
...
"เสวียนจิ้ง ผู้ใดเป็คนพาสวี่ไท่ผิงจากเรือนไผ่เขียวเข้ามาในสำนักชิงเสวียน?"
หลังจากการบรรยายจบลง ท่านอาจารย์จื่อหยางก็เอ่ยถามภูตกระจกทันที
"สวี่ไท่ผิงเดิมทีเป็ศิษย์ที่ได้รับเลือกจากศิลาหลิงกู่ ควรจะถูกส่งไปยังยอดเขาที่เจ็ด ทว่ายามทดสอบกระดูกปราณ ผู้าุโเฮยหลงพบว่าเขาเป็เพียงกระดูกปราณขาว ไม่มีคุณสมบัติเข้ายอดเขาที่เจ็ด จึงจัดให้เขาฝึกฝนด้วยตนเองที่เชิงเขา และรอการคัดเลือกอีกครั้งในสามปีข้างหน้า"
ภูตกระจกตอบท่านอาจารย์จื่อหยาง
"น่าเสียดายจริง ๆ"
หลังจากฟังคำบอกเล่าของภูตกระจกจบ ท่านอาจารย์จื่อหยางก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
เขาตระหนักได้ว่าสวี่ไท่ผิงมีความสามารถในการทำความเข้าใจวิชาที่แตกต่างจากคนทั่วไป จึงเกิดความคิดที่จะรับเข้าเป็ศิษย์ แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะเป็เพียงกระดูกปราณขาว
"กระดูกปราณขาว ต่อให้เข้าใจวิชาได้ดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ มิใช่ทุกคนที่จะเป็เหมือนซูฉานได้"
ท่านอาจารย์จื่อหยางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
"ท่านอาจารย์ อย่าเอ่ยนามซูฉานจะดีกว่า หากเ้าสำนักรู้เข้า ท่านคงไม่พอใจเป็แน่"
ภูตกระจกเสวียนจิ้งเอ่ยเตือนท่านอาจารย์จื่อหยางประโยคหนึ่ง
[1] เจี๋ยจื่อ คือ หน่วยนับปีตามระบบปฏิทินจันทรคติจีน หมายถึง ปีแรกของวัฏจักรปีสิบสองปี 1 รอบเจี๋ยจื่อ = 60 ปี