หุบเขาดอกท้อในยามราตรีเต็มไปด้วยเงาร่างของดอกท้อที่ปลิดปลิวไปตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนจางลอยอ้อยอิ่งทั่วพื้นที่ กิ่งก้านบิดเบี้ยวราวกับเถาวัลย์ที่เกี่ยวกระหวัดกันในม่านหมอกหนา ในค่ำคืนนี้ ดวงจันทร์เสี้ยวแหว่งปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า สาดแสงสีเงินลงมายังคฤหาสน์ต้องห้ามแห่งหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่กลางขุนเขา
ภายใต้เงาสลัวของแสงจันทร์ เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบไปตามแนวหลังคา ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม คาดผ้าคลุมหน้า ปิดบังโฉมงามที่ไม่อาจระบุเพศได้โดยง่าย หากเป็บุรุษ ก็ถือว่าหล่อเหลาสง่างาม หากเป็สตรี ก็วิจิตรงดงามราวกับภาพวาด
นางคือ เหมาผิง ยอดฝีมือแห่งยุทธภพ หญิงสาวผู้มีร่างกายแข็งแกร่งดุจบุรุษ ด้วยพลังวัตรอันผิดแผกของตน นางสามารถโคจรลมปราณได้อย่างราบรื่นแม้ในพื้นที่อันเต็มไปด้วยค่ายกล
ด้วยการใช้วิชาตัวเบา “เมฆาล่องลม” นางเหินผ่านยอดไม้และหลังคาไปอย่างคล่องแคล่ว เบาหวิวราวกับขนนก
คืนนี้คือค่ำคืนสำคัญ—ค่ำคืนที่นางต้องลงมือสังหาร เหยา หลูเว่ย ประมุขพรรคมาร เพื่อตัดรากถอนโคนอำนาจฝ่ายอธรรมตามคำสั่งของราชสำนัก
นางใช้เวลาถึง สามปี ในการสืบหาที่ตั้งของพรรคมารแห่งนี้ พรรคที่ถูกก่อตั้งขึ้นหลังราชวงศ์เิขึ้นครองอำนาจ และว่ากันว่าพรรคมารนี้ อาจมีรากฐานเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เซิ่งที่ล่มสลายไปเมื่อร้อยปีก่อน
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่หากสังหารประมุขพรรคมารได้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความดีความชอบให้ตระกูลไป๋ของนาง แต่ยังเป็การโค่นล้มขุมกำลังของฝ่ายอธรรมที่เป็ภัยต่อยุทธภพ
เหมาผิงลอบเร้นเข้าไปตามเงามืดของทางเดิน ผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ นางก้าวย่างไปอย่างมั่นคงและไร้เสียง ก่อนจะซ่อนร่างหลังเครื่องเรือน พลางเหลือบมองไปรอบห้อง
“มันง่ายดายเกินไป…” นางขมวดคิ้วกับความผิดปกติในใจ
เพียงพริบตาเดียว เสียงฝีเท้าจำนวนมาก ก็ดังขึ้นจากทางเดิน!
“ท่านประมุขอยู่ด้านใน ให้เ้านำข้อความนี้ไปบอกท่านเป้ยเสี่ยว!” เสียงของยามคนหนึ่งดังขึ้น
เหมาผิงลอบฟังด้วยความสงบ นางแน่ใจแล้วว่าประมุขพรรคมารต้องอยู่ที่นี่แน่ นางค่อยๆ เคลื่อนไปยังห้องนอนอย่างระมัดระวัง
เมื่อถึงหน้าห้องนอนของประมุขพรรคมาร นางใช้กระบี่จรัสจันทราแตะลงที่บานประตูเบาๆ แล้วผลักเข้าไปข้างใน
เงียบงัน
บนเตียงนอนกว้างมีร่างหนึ่งนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา เหมาผิงกำกระบี่แน่น สูดลมหายใจลึก นี่เป็โอกาสที่หาได้ยาก นางเงื้อกระบี่เตรียมปลิดชีพ
“ฉัวะ!”
ปลายกระบี่พุ่งตรงไปที่ร่างนั้น แต่กลับกระทบเพียงหมอนใบหนึ่ง!
“กับดัก!” นางตระหนักได้ทันที ก่อนที่เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนชุดดำจะดังขึ้นจากทุกทิศทาง
“ท่านประมุขหายตัวไป!”
เสียงะโของบุรุษที่นำทัพบุกเข้ามาในห้องดังขึ้น เหมาผิงรีบถอยหลังไปซ่อนตัวในเงามืด แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจกว่าคือ—
ผ้าม่านผืนหนึ่งที่ไหวสะท้านเล็กน้อย!
ดวงตาของเหมาผิงหรี่ลงอย่างเฉียบคม นางตวัดกระบี่หมายจะเฉือนผ้าม่านนั้น
แต่ก่อนที่คมกระบี่จะััผืนผ้า เงาร่างเล็กๆ ก็ถลาออกมาจากด้านหลัง!
เด็กชายตัวน้อยในชุดแพรไหมสีเข้ม มองนางด้วยดวงตาสั่นระริก ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา
เหมาผิงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงของศัตรูจะดังขึ้นอีกครั้ง
“ข้าเจอท่านประมุขแล้ว! มีบุคคลแปลกปลอมอยู่กับท่านประมุขด้วย!”
สิ้นเสียง กลุ่มคนชุดดำก็กรูกันเข้ามา เป้ยเสี่ยว ผู้าุโฝ่ายสังหารของพรรคมารเป็คนแรกที่กระโจนเข้ามา ปะทะกับเหมาผิงโดยตรง
เหมาผิงตวัดกระบี่ปัดป้องการโจมตีอย่างรวดเร็ว เป้ยเสี่ยวแข็งแกร่ง แต่ไม่อาจเทียบกับเหมาผิงได้ ในเวลาไม่กี่กระบวนท่า นางก็เป็ฝ่ายได้เปรียบ
ทว่า
“พวกข้ามาถึงแล้ว!”
เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นก่อนที่สองร่างจะก้าวเข้ามาในห้อง
หนึ่งคือ ซ่งเหลียน ผู้าุโฝ่ายอาวุธของพรรคมาร อีกคนคือ หานซิ่น ผู้าุโฝ่ายวางกลยุทธ์
คนทั้งสองต่างเป็ยอดฝีมือที่ไม่ควรประมาท หากต้องต่อสู้ไปพร้อมกับปกป้องเด็กน้อย นางไม่มีทางเอาชนะได้แน่นอน
ไม่รอช้า เหมาผิงหยิบะเิควันจากแขนเสื้อ ปาไปที่พื้น
“พรึ่บ!”
ม่านหมอกหนาพวยพุ่งขึ้นปกคลุมทั้งห้อง
ใน่ชุลมุน นางอุ้มร่างของเด็กชายขึ้นมา แล้วทะยานออกไปจากที่นั่นทันที!
กลางหุบเขาในยามราตรี สายลมเย็นพัดผ่านม่านหมอก ท้องฟ้าไร้ดาราส่องสว่าง มีเพียงจันทราเสี้ยวแหว่งที่ทอดเงาสีเงินลงบนยอดไม้ เงาร่างสองร่างเคลื่อนผ่านสายลมด้วยความเร็ว
“เ้าเป็ใครกันแน่!” เด็กชายในอ้อมแขนเอ่ยเสียงสั่น ทว่าแฝงความกล้าหาญ
“ข้าคือเหมาผิง” นางตอบพลางเร่งฝีเท้า “แล้วเ้าล่ะ?”
เด็กชายเม้มริมฝีปากแน่น ราวกับชั่งใจว่าควรพูดหรือไม่ สุดท้ายก็ตอบออกมาเสียงเบา ทว่าแววตามุ่งมั่นราวกับไม่หวาดหวั่นแม้อยู่ในเงื้อมมือศัตรู
“ข้าคือ… เจียงหยา เป็ประมุขพรรคมารคนปัจจุบัน”
เหมาผิงชะงักไปวูบหนึ่ง นางไม่ได้หวาดกลัวหรืออึ้งเพราะเขาเป็ประมุขพรรคมาร หากแต่…
“อะไรนะ?! เ้าเป็ประมุขพรรคมาร?”
นี่หรือคือศัตรูที่นางควรจะสังหาร? เด็กชายที่ดูบอบบางและมีร่องรอยคราบน้ำตาเปื้อนอยู่บนแก้มเช่นนี้?
“เ้ายังไม่ได้บอกเลย ว่าเ้าเป็ใคร” เจียงหยาถามกลับ ดวงตาของเขายังไม่ละจากใบหน้าของเหมาผิง
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ในตอนนี้เอง นางเพิ่งตระหนักว่าหากเจียงหยาเป็เพียงเด็กธรรมดา บางทีเขาอาจจะตื่นกลัวจนหมดสติไปแล้ว แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ราวกับยอมรับความตายได้แล้ว
สุดท้าย เหมาผิงจึงตอบออกไป
“ข้าก็คือคนที่จะมาฆ่าเ้ายังไงล่ะ”
ดวงตาของเด็กชายไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะเบิกกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!” เจียงหยาพยายามดิ้นสุดแรงเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขนของเหมาผิง
“เ้าใจเย็นลงก่อน สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว” นางกดเสียงต่ำเพื่อกล่อมให้เขาหยุดดิ้น “ตอนนี้ข้าไม่ได้จะทำเช่นนั้นแล้ว”
“แล้วเ้าจับข้ามาทำไม?”
“ก็คนพวกนั้นมันจะฆ่าเ้าไง” เหมาผิงถอนหายใจยาว “ข้าไม่ลงมือกับเด็ก”
นางพูดราวกับเป็เื่ปกติ แต่ในใจกลับรู้สึกสับสน
ตลอดชีวิตของเหมาผิง นางเคยสังหารมาแล้วหลายคน เคยเผชิญกับนักฆ่าที่โเี้กว่านี้ แต่กลับไม่อาจลงมือกับเด็กชายคนนี้ได้ ทั้งที่เขาเป็ถึงประมุขพรรคมารที่นางเฝ้าตามล่ามาตลอดสามปี
เจียงหยาเงียบไปพักหนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดหญิงสาวตรงหน้าถึงช่วยเขา แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น…
มันไม่มีความอำมหิตเหมือนนักฆ่าทั่วไป มีเพียงความลังเลที่ซุกซ่อนอยู่
ในขณะที่ทั้งสองกำลังหลบหนี มีเงาหนึ่งลอบติดตามพวกเขาอยู่
ริมฝีปากของชายในเงามืดกระตุกยิ้มเย็น
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าพาเขาหนีไปง่ายๆ หรอก…”
เสียงทุ้มต่ำกระซิบแ่เบา ทว่าแฝงด้วยรังสีอำมหิต
เงานั้นเคลื่อนตัวผ่านยอดไม้ ฝีเท้าเบาหวิวราวกับไร้ตัวตน
เขาคือ ไป๋หลง รองหัวหน้าหน่วยลับของพรรคมาร
ค่ำคืนนี้ ไม่ใช่เพียงเหมาผิงที่้าช่วยเจียงหยา แต่ไป๋หลงเองก็มีเป้าหมายเดียวกัน
แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือ เหมาผิงก็พาเด็กชายหนีไปได้ก่อนตัดหน้าไปเสียแล้ว…