การมาเยือนบ้านสกุลหลันของเถียนเยวี่ยเที่ยวนี้กินเวลาสั้นนักสั้นจนหลันซิ่วจูมิทันตั้งตัวค่ำของวันที่นางครบสิบเอ็ดปีเขายังร่วมโต๊ะอาหารกับนางและบิดาและนางก็ยังปั้นปึ่งใส่เขาอยู่หน่อยๆ แต่บ่ายวันรุ่งขึ้นหลังนางกลับจากสำนักศึกษาก็พบว่าบิดาอยู่บ้านคนเดียวแล้ว
หลันิบอกบุตรสาวว่าชายหนุ่มมีธุระสำคัญต้องจากไปอย่างเร่งด่วนทว่าใจของหลันซิ่วจูกลับคิดว่าเขาโกรธนางเข้าแล้ว
ค่ำคืนนั้นภายในห้องหับหลังจากลับเงาพี่เลี้ยงสาว
ปิ่นดอกอวี้หลันบนฝ่ามือเล็กให้ความรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกลางใจดวงตากลมโตเริ่มพร่าเลือนด้วยหยดน้ำเหม่อมองหวี กระจกของเล่นที่เถียนเยวี่ยเคยซื้อให้ ทั้งหมดนี้นางถนอมเก็บรักษาอย่างดีได้พวกมันนางล้วนมีความสุขใจยิ่งแต่ยามนี้มองแล้วช่างชวนหมองหม่นเหลือเกิน
ท่านอาไม่อยากเจอหน้านางแน่แล้ว!
นางสำนึกแล้วว่าไม่ควรก้าวก่ายทำท่าทีเ็าให้ท่านอาเถียนแบบนั้นความกลัดกลุ้มระคนน้อยใจที่เขาไปไม่ลา สุดท้ายหลันซิ่วจูก็น้อยใจจนร้องไห้ออกมา
เพราะเถียนเยวี่ยจากไปกะทันหัน ทำให้หลันซิ่วจูเกิดความะเืใจนางลดปริมาณข้าวปลา แม้ขนมที่ชื่นชอบก็ปฏิเสธจนร่างกายผ่ายผอม รูปหน้ากลมซูบเซียว
“เ้าคิดว่าท่านอาจะเคืองเ้าด้วยเื่เล็กน้อยนั่นน่ะหรือนอกจากพ่อเ้าคนนี้ ก็มีเขาที่ใช้เวลาอยู่กับเ้ามากกว่าใคร”
หลันซิ่วจูเชื่อคำบิดาอยู่ครึ่ง เพราะไม่อยากเห็นลูกรักเศร้าหมองหลันิจึงแอบว่าจ้างบัณฑิตคนหนึ่งปลอมลายมือเถียนเยวี่ยขึ้นเพื่อส่งจดหมายสั้นๆว่าเสร็จธุระแล้วเขาจะกลับมาเยี่ยมใหม่นั่นแล้วสภาพจิตใจของเด็กหญิงที่เฝ้าแต่โทษตัวเองว่าเพราะนางทำให้ชายหนุ่มรีบจากไปจึงคลายกังวลผ่านไปสักพัก นางก็กลับมาร่าเริงสดใสและเฝ้ารอการกลับมาของเขาดังเช่นทุกปี
ด้านเถียนเยวี่ยนั้นเดินทางแรมรอนไกลห่างเมืองถูหยางเดียวดายไปทางทิศตะวันตกแม้จะรับของและออกตัวไม่ขอยุ่งเกี่ยวใดๆ แต่การมาเยือนนครหลวงนั้นกลับส่งผลให้กลุ่มคนในกำแพงสูงเคลื่อนไหว
แม้ชื่อของ 'เซวียเยวี่ยอวิ๋น' ได้ตายไปแล้วเมื่อเจ็ดปีก่อนแต่การปรากฏตัวของเขาก็ยังกลายเป็หอกข้างบัลลังก์สำหรับคนในบางกลุ่ม
มีคนติดตามเถียนเยวี่ยั้แ่เข้าเมืองถูหยางมาและคอยติดตามอยู่ไม่ห่าง มาดว่ามาร้ายมากกว่าดีชายหนุ่มเกรงว่าปัญหาส่วนตัวอาจจะนำความไม่สงบมาถึงสองพ่อลูกแม้หลันิเคยมีคุณกับสายโลหิตับนบัลลังก์ทองคำ แต่กระบี่และคมดาบไร้ตาอำนาจวาสนาสูงศักดิ์ที่ผู้คนแย่งชิงจะทำให้หลันิและบุตรสาวมีภัยชีวิตสองพ่อลูกสกุลหลันต้องไม่ไร้ค่าดั่งมดปลวกอย่างอดีตซึ่งเขาและคนหุบเขาไผ่หอมเคยถูกกระทำ
แม้อยากอยู่เงียบ ไร้ตน ไร้สกุล แต่เชื้อแห่งสายโลหิตที่ไหลเวียนจึงจำห่างมิอยากพบพานผู้ใด คิดอยู่สุดหล้าฟ้าไกล...คาดหวังความวุ่นวายมิอาจตาม
ณ ริมชลาศัยถิ่นใต้ มีบุรุษรูปงามนั่งอยู่ เขาสวมชุดสีเขียวใบไผ่ตัดเย็บด้วยรูปแบบเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยสง่าราศีจนผู้คนบ้านป่าพบหน้าคราแรกล้วนยำเกรงให้ความนบนอบหลายส่วนรูปลักษณ์แม้สมถะ เมื่อมีคนพบเห็นในป่า บ้างก็นึกจินตนาการว่าตนพบเทพเซียน
สายลมพลิ้วแ่ปอยผมสะบัดสายเบ็ดที่หย่อนไว้ถูกกระชากจนสั่นไหวถึงปลายมือ เขาตวัดคันเบ็ดขึ้นมาเมื่อเกล็ดสีเงินของตัวปลาวิบวับรับแสงอาทิตย์ยามบ่ายริมปากบางกว้างแย้มยิ้มสมใจ...ได้ปลาตัวโตสำหรับเป็อาหารมื้อค่ำแล้ว
หนึ่งชีวิตจากธรรมชาติเพียงพอสำหรับสองปาก ชายหนุ่มเก็บคันเบ็ดถือข้องใส่ปลาออกเดิน แวะเก็บกิ่งไม้แห้งทำเป็เชื้อฟืนระหว่างทางเดินกลับกระท่อมไม้ไผ่กลางทุ่งแตง
หน้ากระท่อม ชายวัยใกล้ห้าสิบคนหนึ่งกำลังนั่งสานหลัวอยู่เถียนเยวี่ยจึงยกข้องใส่ปลาขึ้น“มื้อค่ำบำรุงร่างกายขอรับท่านอาจารย์”
จื้อหานข่งส่ายหน้า เมตตาเอ็นดูมีมากกว่าความระอา แล้วก้มหน้าสานหลัวต่อตัวเขาแขวนกระบี่เร้นกาย เื่เรียกอาจารย์ ทำตัวเป็ศิษย์ ขอแล้วว่าไม่ให้ยึดติดแต่ศิษย์หนุ่มก็ยังเคร่งครัดยึดถือดุจเดิม
เป็ความบังเอิญที่ทำให้ศิษย์อาจารย์ได้พบหน้ากันอีกครั้ง
เกือบสามปีที่ซุ่นไฉไม่กลับหุบเขาไผ่หอม ทั้งยังข่าวคราวเงียบหายนางซุ่นร้อนใจยิ่ง ด้วยเคยอาศัยน้ำนมดื่มกินหน้าที่ออกติดตามศิษย์ผู้น้องเถียนเยวี่ยจึงรับไว้ด้วยความเต็มใจ
ใช้เวลาออกติดตามอยู่นานครึ่งปี จึงพบเบาะแสว่าชายหนุ่มยังมีชีวิตเขาอาศัยอยู่กับเผ่าหนึ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของแคว้นต้าเว่ยซึ่งอยู่ติดกัน
จากปากของศิษย์น้องห้า ชายหนุ่มเข้าไปพัวพันงานลับของคนในวังหลวงแคว้นต้าเว่ยงานพลาดพลั้งเกือบชีวิตหาไม่ระหว่างซัดเซพเนจรได้รับความช่วยเหลือจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเป็บุตรสาวคนเดียวของหัวหน้าเผ่าจนเกิดความรักขึ้นเพราะอยากมีชีวิตที่สงบจึงต้องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ ซ้ำาแฉกรรจ์รูปลักษณ์จึงเปลี่ยนไปบ้างไม่อยากให้บุญคุณความแค้นสาวไปถึงมารดาและครอบครัวจึงขอเป็ลูกอกตัญญูซ่อนตัวจากโลกภายนอกคิดว่าเมื่อพร้อมจะออกจากเผ่าพาเมียไปยกน้ำชาขอขมา