‘ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกจะโทษว่าเป็เพราะกรรมอย่างเดียวคงไม่ใช่นักเพราะกรรมนั้นเกิดจากการกระทำ มิใช่ใครหรือสิ่งใดกำหนด แต่เป็ตัวเราเองด้วยที่กำหนดชะตาของกรรม’
เด็กสาวร่างอวบในชุดสีฟ้าสดใสกางเกงยีนสีเข้มทอดสายตามองก้อนเมฆสีขาวที่ลอยไปมาอย่างไร้ระเบียบบนท้องฟ้าด้วยอาการเหม่อลอยในมือถือกระดาษวาดรูปและดินสอนั่งพิงต้นไม้ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
‘เมฆก้อนนั้นน่าจะเป็รูปกระต่าย วาดกระต่ายละกัน’
เมื่อวาดจนเสร็จแล้ว เธอก็ลุกขึ้นยืน มองภาพที่ตัวเองวาดด้วยความภูมิใจ
“วันนี้จะต้องเป็วันที่ดีแน่ๆ”เด็กสาวกล่าวกับตัวเอง ยิ้มน้อยๆ รอบตัวของเธออะไรๆ ก็ดูสดใสไปหมด โดยเฉพาะในเวลาได้ทำในสิ่งที่ตนรัก
จนกระทั่งเด็กสาวกลับมาถึงคุณตาของเธอก็มาอยู่ที่บ้านก่อนแล้ว
“สวัสดีค่ะ” อาการร่าเริงดูซึมลงทันที
“นั่งสิ”
เธอเดินไปนั่งโซฟาข้างๆ ตามคำสั่ง
ชายชรามองไปที่กระดาษวาดรูปในมือของหลานสาวก่อนจะถามขึ้น “อะไรน่ะ”
“หนูไปวาดรูปมาค่ะ” เมื่อเห็นคุณตาถามแม้ท่าทางจะไม่ได้ดูสนใจก็ตาม แต่เธอก็อยากให้ดูมันคือความภาคภูมิใจ มืออวบน้อยนั้นกำลังจะเปิดแต่เสียงแหบๆ นั่นห้ามไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องเปิดๆ ฉันไม่สนใจ”
เด็กสาวจึงหยุดทันที
“เอาเวลาเรียนไปวาดรูปไร้สาระนี่เองน่ะหรือแล้วแบบนี้ผลการเรียนล่ะ เป็ยังไง ไม่น่าดีใช่ไหม”
เด็กสาวนั่งเกร็งเมื่อเจอคำถามกดดันแบบนั้น
“ไม่ได้ไร้สาระนะคะ คุณตา”
“ให้ตายสิ ไม่ได้ความเหมือนพ่อเลย แบบนี้ต่อไปจะทำอะไรกินคิดเลขเป็เปล่า ค้าขายได้ไหม”
“พ่อคะ” เสียงๆ หนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ“พ่อคงไม่ได้กดดันฟ้าเขาอยู่ใช่ไหม”
ร่างของบุตรสาวหรือแม่ของคนตรงหน้าปรากฏขึ้นพร้อมจานใส่ขนมและเครื่องดื่ม
“กดดันอะไร ฉันแค่เป็ห่วง กลัวหลานสาวคนนี้จะไม่มีอนาคตแค่นั้นดูสิ ปล่อยตัวให้อ้วน แล้วยังจะไม่เก่งอีก ต่อไปจะเอาตัวรอดได้อย่างไรคนเก่งบางคนถึงเขาหน้าตาจะไม่ดี แต่ก็มีความเก่งช่วยแต่หลานฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลย”
“พ่อ ทำไมพูดแบบนั้นคะ” ผู้เป็แม่มองไปที่บุตรีที่นั่งนิ่งแต่สักพักเธอก็ยิ้มออกมาก่อนจะกล่าวว่า
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณตาก็มีเหตุผล เดี๋ยวหนูไปเก็บของก่อนนะคะ”ว่าจบ เธอก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นข้างบน ทันทีที่เข้าห้องมาได้เธอก็วางข้าวของบนโต๊ะเขียนหนังสือ รอยยิ้มจางไปน้ำตาไหลออกมาเมื่อนึกถึงคำพูดของคุณตา
เธอแค่อยากจะให้คุณตามองว่าเธอก็มีความสามารถเหมือนกันแค่นั้นเองทำไมต้องพูดจาร้ายๆ มองโลกแคบๆแบบนั้นด้วยนะ
เด็กสาวมองไปที่รูปวาดที่วางไว้พยายามเรียกกำลังใจตัวเองกลับมา เมื่อเปิดดูรูปวาดที่เธอวาดทุกรูปความเศร้าก็ค่อยๆ ได้รับการบรรเทาอย่างช้าๆ
แล้วยังไงล่ะ ถ้าเธอ้าจะทำอะไรซักอย่างให้ดี ก็ไม่จำเป็ต้องขึ้นอยู่กับคำพูดหรือความคิดใครชีวิตของเรา เราต้องเป็ผู้กำหนดเองสิไม่งั้น์จะประทานอวัยวะและสมองมาให้เราทำไมถ้าท่านไม่คิดให้เราทำอะไรด้วยตัวเอง
เมื่อคิดให้กำลังใจตนเองเช่นนั้นเธอจึงยิ้มออกมาได้ในที่สุด เธอไม่ใช่คนที่จะยอมให้ความเศร้ามาเกาะกุมจิตใจนานๆ
“สู้ๆนะ ฟ้า” คนโลกแคบและมองโลกในแง่ร้ายแบบนี้คงมีไม่กี่คนหรอกบนโลกใบนี้
แต่ในบางครั้งโลกอาจแคบกว่าที่เราคิด
“ตั้งใจแล้วจะหล่นไปอยู่ห้องนั้นน่ะหรือ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งว่าขึ้นด้วยน้ำเสียงตำหนิเมื่อนึกถึงห้องที่เธออยู่ซึ่งเป็ห้องบ๊วยที่สุดของสายวิทย์เป็ที่รวมกลุ่มของเด็กเกเรทั้งหลาย
“ก็ตอนนี้กำลังจะตั้งใจแล้วไงเล่านายนี่พูดไม่รู้เื่หรือไง”
“ไม่ใช่ไม่รู้เื่แต่ฉันคิดว่าการที่ฉันมาสอนเธอมันเสียเวลา สู้ไปสอนคนอื่นที่ตั้งใจดีกว่า”
“เดี๋ยวนะ นี่นายรู้จักฉันดีแค่ไหนถึงกล้ามาพูดอะไรแบบนี้”เด็กสาวกล่าวอย่างโมโห
“ฉันไม่อยากสอนคนไม่ตั้งใจเรียนเพราะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เหมือนกับที่ต้องเสียเวลามาเถียงกับเธอในตอนนี้ เปล่าประโยชน์” พูดจบเขาก็เดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน นายน่ะ” เด็กสาวะโ ยังไม่อยากทิ้งความหวัง “นายยังไม่เคยลองสอนฉันเลยนายจะรู้ได้ไงว่าฉันไม่ตั้งใจจริงๆ อีกอย่าง ฉันก็ไม่อยากติด 0 ด้วย ฉันจะตั้งใจแล้วจริงๆช่วยหน่อยเถอะนะ”
เด็กหนุ่มตรงหน้าหันมามองรำคาญเต็มทน
“ฉันต้องลงไปกินข้าวอย่าทำฉันเสียเวลาไปมากกว่านี้”
“นิสัยแย่มาก แย่ที่สุด”เธออุตส่าห์ลืมอายเพื่อมาขอความช่วยเหลือจากเขา แล้วดูคำพูดเขาสิ ช่างดูถูกคนอื่นมากเหลือเกิน
เธอเกลียดคนประเภทนี้และไม่อยากเจอเป็อันดับต้นๆแต่ในเมื่อทุกอย่างมันไร้ทางออก เหลือเพียงเขาซึ่งเป็ความหวังเดียว เธอก็คงต้องทำ
“นี่นาย...”
--------------------------------------------------------