‘มีพยัคฆ์ติดตามนางมา..’
เ้าหยางหลงขมวดคิ้วเคร่งเครียดหันมองซ้ายมองขวาก่อนจะเห็นพยัคฆ์ขาววิ่งมาอย่างรวดเร็วและ้าเป็น้องสาวอัปลักษณ์ของตนที่ก่อนหน้านี้ไปดูการสกัดพิษกุหลาบเพื่อมารักษาอาการแพ้เกสระโเข้ามา เสียงร้องเรียกดังลั่นไร้ความเป็สตรี
“พี่หยางหลง!!!” พึ่บ!!!ยืนข้างพี่ชายฝาแฝด หันมองสตรีที่มีผ้าปิดตาก้มหน้าหลบแต่ไม่มีเวลาถาม “พี่หานหรงเป็อย่างไร!!”
“เืออกจมูกและหมดสติ เ้ารีบตามไปดูเถิด”
ตึ่กๆๆ ตึ่กๆๆ หนึ่งสตรีหนึ่งพยัคฆ์วิ่งหายเข้าไปในตำหนักอย่างรวดเร็ว ปล่อยทิ้งเ้าหยางหลงนั่งมองสตรีตาบอดที่มีเหงื่อกาฬไหลออกมาตามใบหน้าอย่างโง่งม ‘หมายความว่าสตรีผู้นั้นคือเฟิ่งเอ๋อร์ใช่หรือไม่นะ’
๑------------------------------๑
หลังจากวันนั้นผ่านมาเพียงสองวันงานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้แคว้นเพ่ยก็ถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามด้วยการเดินทางกลับแคว้นเ้าในอีกห้าวันต่อมาโดยที่องค์ชายเ้าหยางหลงยังคงติดค้างในใจกับสตรีตาบอดนางนั้น 'เจียวหนิงอัน' นางผู้มีญาณหยั่งรู้
๑------------------------------๑
แคว้นเ้า
ตำหนักลิ่วหลงของสองฝาแฝดที่ยามนี้มีพระสวามีของเ้าเฟิ่งเซียนแฝดน้องร่วมประทับอยู่ด้วยและทั้งคู่ยังคงอยู่ในห้องบรรทมหาได้มีผู้ใดไปเรียกขาน…
เ้าหยางหลงจิบน้ำชายามเช้าเพียงลำพังเหม่อมองออกไปหน้าตำหนักเห็นเสด็จแม่จูเหม่ยเซียนเดินมาพร้อมกับขันทีคนสนิททั้งสองคน เขารีบเดินลงไปหาท่านแม่และกอดท่านอย่างรักใคร่
“ท่านแม่มาหาลูกเพราะคิดถึงใช่หรือไม่?” กอดเอวบางเดินเคียงกันไปตามทางด้านหน้าสวนสวย
“ย่อมเป็เช่นนั้น มาถึงวังหลวงพบปะกันเพียงครู่พวกเ้าก็พากันไปพูดคุยกับท่านพ่อทั้งสองจนลืมท่านแม่คนนี้” ท่านแม่หยุดเดินแล้วหันมาจับแก้มของบุตรชายผู้หล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่อย่างแสนรัก “ไหนเล่ามาสิว่าไปแคว้นเพ่ยกลับมามีสิ่งใดอยากพูดอยากบอกกับแม่หรือไม่”
“มีขอรับ” เื่ที่ติดค้างในใจหาใช่เื่ที่เ้าหยางหลงต้องปิดบัง
“คงจะไม่ใช่เื่ที่น่าใเฉกเช่นน้องสาวเ้ากระมัง?” ทำหน้าคาดคั้น รอฟัง
“หาใช่เช่นนั้น” ทำท่าเกาท้ายทอย “แต่ก็เกี่ยวกับสตรี”
“หืม” พระชายาจูเหม่ยเซียนดูแปลกใจเพราะที่ผ่านมาบุตรชายคนโตของนางไม่เคยพูดว่าอยากจะมีชายา..รึว่า ‘ที่แคว้นเพ่ย’ อีกแล้วรึ?
“สตรีที่ลูกสนใจ...นางมีญาณหยั่งรู้และที่สำคัญคือ นางตาบอด”
“ตาบอดรึ?” ท่านแม่จูเหม่ยเซียนเอียงคอคิดตามว่าอะไรคือสิ่งที่บุตรชายสนใจกันแน่ “นางมีท่าทางอย่างไร”
เ้าหยางหลงหวนคิดไปถึงสตรีที่กุมหน้าอกตนเองและหันมองไปยังทิศทางที่นางได้ยินเสียง..ท่าทางนางคล้ายว่ามองเห็นแต่คงไม่ใช่ ความสงสัยมาพร้อมกับความสนใจจนล้นอก “นางมีผ้าปิดตาบางๆ คล้ายมองเห็นรึไม่เห็นแต่...ลูกคิดว่านางเป็สตรีที่ดูน่าค้นหา ดูลึกลับเหมือนปิดบังหรือซ่อนอะไรบางอย่าง ลูกไม่แน่ใจขอรับ”
“นางมีไม้บอกทาง”
“ไม่มีขอรับ”
“นางเดินได้เอง นั่งเองโดยไม่คลำหาสิ่งใดเป็ตัวช่วย?”
“_” นางทำเช่นนั้นจริงๆ “จะมีท่านยายของนางจับแขนไว้ในบางคราวขอรับ” เ้าหยางหลงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี บางครั้งนางก็ทำท่าราวกับเห็น... “แต่ที่ลูกสนใจมากกว่าคือนางมีญาณหยั่งรู้ นางอาจจะรู้เื่ของลูกก็ได้ขอรับท่านแม่”
“เช่นนั้นหลายวันมานี้ที่ลูกกลับมาแล้วยังไม่ไปหาแม่เป็เพราะเฝ้าคิดถึงเื่ของนาง” หรี่ตาจับผิดบุตรชาย
เ้าหยางหลงมีสีหน้าเลิ่กลั่กเพราะมันเป็เช่นนั้นจริงๆ “เอ่อ..” ผงกศรีษะหนึ่งครั้ง “ขอรับ”
“มิใช่ว่าหากเฟิ่งเอ๋อร์ต้องติดตามสามีกลับแคว้นเพ่ย เ้าก็จะกลับไปด้วย?” กอดอกมอง
“เอ่อ...” ผงกหัวเช่นเดิม “ขอรับ” เขาอยากจะกลับไปถามเื่ดวงชะตาของเขากับนาง
ท่านแม่จูเหม่ยเซียนถอนหายใจ มิใช่ว่านางรังเกียจสตรีตาบอดแต่ที่ถอนใจก็คือบุตรชายจะออกไปจากวังอีกแล้วน่ะสิ “ตามแม่มา”
เ้าหยางหลงเดินตามท่านแม่กลับตำหนักอู่หลงไปทันที ท่านแม่พาเขาไปในห้องหนังสือที่อยู่ไม่ไกลจากห้องบรรทมพร้อมกับหยิบหนังสือปกสีดำที่เขาจำได้ว่าเคยอ่านและเคยเรียน ‘ภาษาไทย’ ในตอนที่เขาและเฟิ่งเอ๋อร์ยังเยาว์ ‘ครั้งสุดท้ายที่จับมันคงจะป็นสิบเอ็ดหนาวกระมัง’
“เอาไปอ่านให้จบและก่อนที่เ้าจะเดินทางไปแคว้นเพ่ย ให้เ้านำมันมาคืนแม่”
“ขอรับ” รับมาถือไว้พร้อมกับนั่งลงพูดคุยกับท่านแม่ต่อโดยมีอาเป้าขันทีคนสนิทของท่านแม่คอยรินชา “ท่านแม่กลัวรึไม่ว่าลูกจะมีชายาตาบอด”
“กลัวด้วยเหตุใด” มองบุตรชายอย่างจับผิด “เ้าถามเช่นนี้ราวกับว่าเ้าพึงใจนางหาใช่สนใจอยากถามดวงชะตา” ท่าทางอ้ำอึ้งเหมือนไม่แน่ใจทำให้พระชายาจูเหม่ยเซียนพูดต่อ “ถ้าหากเ้ารักชอบนางแม่ก็มิขัดข้อง” ยกชาขึ้นมาจิบ “จากที่เ้าเล่าให้แม่ฟังเ้าแน่ใจหรือว่านางตาบอด?” มีที่ไหนกัน..ตาบอดแต่ไม่ใช้ไม้ค้ำยัน
‘ไม่แน่ใจ’ เ้าหยางหลงไม่กล่าวคำใดเพราะเขากับนางพูดคุยกันเพียงครั้งเดียว...แต่หลังจากนี้เขารับรองว่าเขาจะตามดูชีวิตนางแน่ๆ
“แม่ยังคงยืนยันคำเดิม เื่คู่ครองเป็เื่ที่พวกเ้าควรเลือกด้วยตนเอง จะตาบอดรึขาพิการหากเ้าตัดสินใจเลือกแล้ว แม่ก็ไม่ขัด ‘ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ต้องตามใจผู้นอน’ คำสอนนี้ยังคงใช้ได้ในทุกยุคสมัย..จำไว้”
“ขอรับ” เ้าหยางหลงเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
๑------------------------------๑
คืนนั้น
เ้าหยางหลงนั่งอ่านชีวิตของท่านแม่ที่อยู่ในยุคสมัยที่มีทั้ง รถที่ใช้แทนรถม้า ตึกแทนวัง เครื่องบินแทนการเดินทางด้วยวิชาตัวเบาและอีกมากมายที่ทำให้เขายิ้มได้ไม่หยุดเลย...ที่ท่านแม่มาอยู่ตรงนี้ได้ล้วนเป็โชคชะตาจริงๆ