หวงจิ่นกวงเลิกงานกลับมาก็ฟ้ามืดแล้ว เขาเลิกช้ากว่าพนักงานทั่วไป เพราะมีหลายอย่างจำเป็ที่จะต้องเรียนรู้ โชคดีที่เพื่อนร่วมงานให้ความช่วยเหลือ คงต้องยกความดีความชอบนี้ให้กับภรรยา เนื่องจากวันแรกที่มาเธอไปผูกมิตรกับเพื่อนบ้านแล้วเรียบร้อย
“กลับมาแล้วครับ”
“สวัสดีครับพ่อ พวกเรากำลังรอพ่ออยู่พอดี” หวงชิวิไม่กล้าพูดว่ากำลังหิ้วท้องรอผู้เป็พ่ออยู่
วันนี้แม่ของเขาทำอาหารจานเนื้อ กลิ่นหอมของมันทำเอาเขาน้ำลายไหล แต่ยังจัดการกับซี่โครงชิ้นใหญ่ไม่ได้ เนื่องจากว่าต้องรอพ่อเลิกงานกลับมาก่อน
“อือ เข้าบ้านเถอะ”
พอเห็นสามีเดินเข้าบ้านมา ใบหน้าเขาดูอิดโรยกว่าตอนเช้าอยู่มาก เธอเลยให้เขาไปล้างมือเตรียมตัวกินข้าว “คุณหิวหรือยังคะ จะกินข้าวก่อนหรือว่าอาบน้ำก่อนดี”
ความจริงเขาก็อยากจะบอกว่ากินข้าวก่อน เพียงแต่่นี้ภรรยากลายเป็คนสะอาดจนเขาไม่กล้าทำตัวสกปรก ลูกชายเองก็สะอาดตัวไปด้วย ตอนนี้เขาไม่ผอมเหมือนแต่ก่อนแล้ว
“อาบน้ำก่อนก็ได้ครับ ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
“พ่อครับ” หวงชิวิมองผู้เป็พ่อตาละห้อย หดหู่กับคำตอบเป็อย่างมาก
หวงจิ่นกวงมองหน้าลูกชาย เห็นสายตาของเขากำลังจ้องไปที่ซี่โครงอบก็เข้าใจได้ในทันที “กินก่อนดีกว่าครับ ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ขอผมไปล้างมือก่อน”
“เย้” หวงชิวิแสดงอาการดีใจคนเดียวเบาๆ
ส่วนทางด้านหยางจุนั้นได้แต่มองการแสดงของสองพ่อลูก แต่ไม่ได้พูดอะไร เข้าใจว่าเด็กถึงเวลาก็ต้องกิน ตอนนี้เลยมื้อเย็นมานานพอสมควรแล้ว ไม่แปลกถ้าหากว่าลูกชายจะหิว
ระหว่างที่กำลังกินข้าวกันอยู่นั้น หยางจูก็ถามขึ้นมาว่า “งานวันนี้เป็ไงบ้างคะ พอไหวหรือเปล่า”
“อืม” หวงจิ่นกวงติดนิสัยเวลากินไม่คุย เลยตอบเธอไปแค่ในลำคอ จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตากินต่อ
หยางจูเห็นท่าทางของสามีแล้วก็รู้สึกขัดใจ เพียงแต่พูดอะไรไม่ได้ ไม่นานเขาก็กินอิ่ม
“ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ มีอะไรเราค่อยคุยกัน”
เขารู้ว่าภรรยาเป็ห่วง เลยรีบจัดการทำธุระของตัวเองให้เสร็จ แต่ถึงจะรีบอย่างไรก็ยังหยิบซองบุหรี่แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
ระหว่างนั้นสองแม่ลูกก็ช่วยกันเก็บถ้วยชามที่กินเสร็จแล้ว หยางจูเก็บถ้วยชามไปล้าง ให้ลูกชายเช็ดทำความสะอาดโต๊ะกินข้าว ไม่นานเท่าไหร่ทั้งสามคนก็มารวมตัวกันที่ห้องโถง
หยางจูหยิบเอาแตงโมในมิติมาผ่า กินคาวไม่กินหวานไม่ใช่นิสัยของเธอ ทำให้่นี้พวกเขามีผลไม้กินหลังมื้อเย็นอยู่ตลอด
“ตกลงว่าที่โรงงานเป็อย่างไรบ้างคะ” ระหว่างที่กำลังผ่าแตงโมออกเป็ส่วนๆ เธอก็เอ่ยถามสามีอีกรอบ
ครั้งนี้เขาไม่บ่ายเบี่ยง หยิบแตงโมขึ้นมากินหนึ่งชิ้นแล้วตอบคำถาม “ดีครับ ต้องขอบคุณแตงโมของคุณ”
หยางจูขมวดคิ้ว เกี่ยวอะไรกับแตงโมของเธอ?
“เพราะแตงโมที่คุณเอาไปให้เพื่อนบ้าน วันต่อมาภรรยาของพวกเขาไปเล่าให้สามีฟัง พอเจอกันในที่ทำงานพวกเขาเลยแนะนำผมได้เยอะเลย” หวงจิ่นกวงอธิบาย
“อ้อ เป็แบบนี้นี่เอง ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันซื้อกับคุณยายท่านหนึ่ง คิดว่าน่าจะพักอยู่ที่นี่เหมือนกัน” หญิงสาวโกหกหน้าตาย
“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนยอมขายของอร่อย” หวงจิ่นกวงพูดเสียงเรียบเหมือนไม่ได้คิดอะไร แต่ความจริงแล้วมีคำถามอยู่เต็มไปหมด เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมา
“บางคนก็มีสิ่งที่้ามากกว่าแตงโมนี่คะ อย่างเช่นคูปองเนื้อ หรือไม่ก็ข้าวสาร”
“หมายความว่าคุณเอาของเ่าั้ไปแลกกับแตงโม?”
“ก็ไม่เยอะอะไรมากมายหรอกค่ะ ใครๆ ก็รู้ว่าราคามันต่างกัน เพียงแต่เห็นท่านแล้วก็นึกถึงคุณย่าน่ะก็เลยยอมแลก” หยางจูรู้ว่าถ้าพูดถึงเื่นี้สามีจะต้องหยุดการสงสัยทุกอย่าง
“อืม ถ้ามาอีกก็ช่วยรับไว้แล้วกันครับ คูปองที่ได้มาใช้ทั้งปีก็ไม่หมด อีกอย่างผมเข้าทำงานแล้วก็ต้องได้มันมาเหมือนกัน ไม่จำเป็ต้องตระหนี่มากเกินไป”
หยางจูลอบยิ้มคนเดียวในใจ ผิดจากที่เธอคิดเอาไว้เสียเมื่อไหร่ บอกแล้วว่าถ้าเื่ไหนที่เกี่ยวกับคุณย่าหวง เขามักจะอ่อนไหวอยู่เสมอ
“จริงสิ คุณได้เจอพี่รองกับคนบ้านรองบ้างหรือเปล่าคะ?”
“ยังไม่เจอครับ พวกเขาทำฝ่ายผลิต ผมอยู่ฝ่ายซ่อมบำรุง ถ้าไม่มีอะไรเสียก็น่าจะไม่ได้เจอกัน” เขาส่ายหน้า ตอนนี้ไม่กินแตงโมแล้ว แต่นั่งดูลูกชายกำลังระบายสีแทน
หยางจูสังเกตดู สามีไม่ค่อยชอบกินหวาน หรือผลไม้ที่มีรสหวานเท่าไหร่ แต่เขาชอบอาหารรสจัด ยิ่งวันไหนทำน้ำพริกรสจัดจิ้มกินกับผักลวก วันนั้นเขาจะเจริญอาหารเป็อย่างมาก
“คุณไม่คิดจะบอกที่บ้านจริงๆ เหรอคะ”
“คิดว่าอีกสักพักย่าก็น่าจะบอกความจริงทั้งหมด”
“รวมถึงเงินชดเชยด้วยหรือเปล่า” หยางจูตาโต เธอรู้ว่าสำหรับย่า-หลานแล้ว พวกเขาไม่มีความลับต่อกัน
“ไม่หรอก ผมบอกแค่ว่าได้เงินชดเชย แต่ท่านห้ามเอาไว้ก่อนว่าไม่ต้องบอกจำนวน แค่ให้เก็บไว้สำหรับเป็ค่าเล่าเรียนของิเอ๋อร์ก็พอ”
ได้ยินแบบนี้แล้วหยางจูรู้สึกละอายใจ ไม่น่าจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับคนแก่เลย ทั้งที่ท่านเองก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่้าอะไรจากลูกหลาน
“แน่นอนค่ะ เงินจำนวนนี้จะต้องหมดไปกับลูกชายของเขาอย่างแน่นอน”
“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก อะไรที่สมควรจ่ายคุณก็จ่ายไปเถอะ ไม่ต้องประหยัดมากเท่าไหร่หรอก เจอเสื้อผ้าสวยๆ ก็ซื้อมาใส่ เป็ตัวของตัวเองก็พอ”
หยางจูมองหน้าสามีนิ่ง ไม่คิดว่าเขาจะคิดถึงเธอด้วย คิดว่าจะเก็บเงินไว้ให้ลูกชายคนเดียวเสียอีก พอได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกอุ่นชื้นที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก
“เสื้อผ้าฉันมีเต็มตู้ มีแค่ของคุณเท่านั้นที่มีไม่กี่ชุด เอาไว้ฉันจะเข้าในเมืองไปซื้อผ้ามาตัดชุดสำหรับฤดูร้อนให้นะคะ”
“อย่าดีกว่า รอให้ถึงวันหยุดของผมแล้วพวกเราค่อยเข้าไปในเมืองพร้อมกัน” หวงจิ่นกวงส่ายหน้ายิ้มๆ เขาไม่อยากให้ภรรยาต้องเดินทางเข้าไปในเมืองคนเดียว แม้ว่าระยะทางจะไม่ไกลเหมือนเมื่อก่อนแล้วก็ตาม
“ฉันคิดว่าบ้านเราควรมีจักรยาน” อยู่ดีๆ เธอก็เปลี่ยนเื่
ความจริงเื่นี้อยู่ในลำดับความคิดของเธอนานแล้ว เพราะถึงจะอยู่ใกล้ในเมือง แต่มันน่าจะสะดวกสบายกว่าถ้าหากมีจักรยาน
“อืม เอาไว้ผมจะดูเื่นี้ให้แล้วกัน”
หวงจิ่นกวงคาดไม่ถึงว่าเธอจะพูดเื่นี้ เขายังมองไม่เห็นถึงความจำเป็ที่จะต้องมี แต่ถ้าหากภรรยาเห็นว่าจำเป็ เขาก็จะไม่ขัด เพราะอะไรที่เป็ความ้าของเธอ เขาก็พร้อมที่จะหามาให้เสมอ
หลายวันผ่านไป ดูเหมือนว่าหวงจิ่นกวงจะปรับตัวกับที่ทำงานใหม่ได้แล้ว เขาไม่ต้องกลับบ้านช้าอีกต่อไป ลูกน้องต่างก็ให้ความเคารพ เพราะเขามีความเป็ผู้นำสูงมาก
“ทำอะไรอยู่เหรอครับ?” หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ เธอก็ปลีกตัวเข้ามาในห้องคนเดียว หวงจิ่นกวงเป็ห่วงคิดว่าภรรยาอาจจะไม่สบายก็เลยเข้ามาดู
เขาไม่ได้เข้ามาในห้องนอนใหญ่นี้อีกเลยั้แ่ย้ายเข้ามาอยู่ เพราะตัวเองถูกเนรเทศให้ไปนอนห้องนอนเล็ก ซึ่งถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้ลูกชาย ทว่าลูกชายกลับทิ้งให้เขานอนคนเดียว แล้วตัวเองก็หนีมานอนในห้องนอนใหญ่แทน
“อ้าว…ฉันกำลังเขียนเรียงความปลุกใจเพื่อนใช้แรงงานน่ะ” หยางจูเงยหน้าขึ้นมา เห็นสามียื่นหน้าเข้ามาใกล้ก็ใ
“อืม” หวงจิ่นกวงเวลานี้ไม่ได้สนใจเนื้อหาเรียงความเลย เพียงแต่สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ข้างใบหูของเธอมากกว่า
“ความจริงฉันแค่ลองเขียนดูค่ะ อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำเลยเบื่อ” เธอแก้ตัว
เป็นักเขียนมาทั้งชีวิต จะให้หยุดเขียนแล้วทำงานบ้านอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ ยุคนี้พวกหนังสือนวนิยายยังไม่แพร่หลายเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี เธอเลยอยากจะใช้โอกาสนี้มอบโอกาสให้กับตัวเอง ใครก้าวได้เร็วกว่าคนนั้นก็จะถึงเส้นชัยเร็วกว่า