บทที่ 33 ร่วมเป็นร่วมตาย
ที่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลเยี่ย มีรถจี๊ปของกองทัพจอดเรียงกันเป็นแถว ตรงกลางเป็นรถเก๋งสีดำ ทั้งห้าคันจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบแม้แต่มุมกระจกมองหลังก็ยังตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ทหารสองแถวยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ของตระกูลเยี่ยราวกับรูปปั้น แม้ลมจะพัดแรงแค่ไหนก็ไม่ขยับเขยื้อน เว้นช่องทางตรงกลางไว้ ทหารอีกแถวหนึ่งถือกล่องของขวัญเดินเข้าไปในบริเวณบ้านตระกูลเยี่ย วางกล่องของขวัญไว้จนเต็มทางเดินหน้าประตูในเวลาอันสั้น
เยี่ยชิงหวนวิ่งออกมาจากตระกูลเยี่ยพอดี เห็นเส้าอวิ่นเฉินถูกประคองลงจากรถ ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความดีใจ หัวใจว้าวุ่นอยู่ก็สงบลงในทันที
‘เสาหลักใหญ่มาแล้ว มาดูซิว่าตระกูลเยี่ยจะมารังแกคนได้ยังไง’
“คุณท่าน คุณนาย น่ะ… นี่… พวกเขาเป็นใครกันคะ”
แม้แต่คนรับใช้ก็ตกใจ
เส้าอวิ่นเฉินไม่เคยมาที่ตระกูลเยี่ยมาก่อน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนรับใช้ของตระกูลเยี่ยจะไม่รู้จักเขา แม้แต่พ่อเยี่ยและแม่เลี้ยงจ้าวเหม่ยหลิงก็ยังตกใจ
“คุณชายใหญ่ ทำไมคุณถึงมากะทันหันแบบนี้ล่ะ” ในที่สุดพ่อเยี่ยก็ได้สติ เดินไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว ยิ้มแห้ง ๆ “นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาที่นี่หลังจากแต่งงาน”
เส้าอวิ่นเฉินนั่งอยู่บนรถเข็น ถึงแม้ร่างกายจะพิการแต่ก็ยังคงมีท่าทางที่น่าเกรงขามและมีออร่าที่บีบคั้นจิตใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาของเขาก็เงยขึ้นเล็กน้อยมองพ่อเยี่ย
“ขอโทษที่มาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า”
“มะ… ไม่เป็นไร พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอโทษหรอก” พ่อเยี่ยรู้สึกอึดอัดใจ เหลือบมองลูกสาวอยู่ตลอด “ชิงหวน คุณชายใหญ่กลับมาพร้อมกับแก ทำไมไม่บอกพ่อสักคำ”
ตอนนี้เยี่ยชิงหวนกำลังถูกคนรับใช้ล้อมอยู่ในบ้าน เพราะเธอถือของที่เอาออกมาจากห้องเก็บของเข้าไว้ในอ้อมกอด ยังไม่ทันจะออกมา คนรับใช้หลายคนก็ล้อมเธอไว้ ทำให้เธอเดินไปไหนไม่ได้
เธอมองคนเป็นพ่อด้วยสายตาเย็นชา พูดอย่างไม่สุภาพ
“พวกคุณก็ไม่มีใครถามฉันเลยนี่ ฉันเพิ่งกลับมาก็โดนพวกคุณด่าซะแล้ว”
สีหน้าของพ่อเยี่ยแดงก่ำด้วยความอับอายในทันที
โชคดีที่จ้าวเหม่ยหลิงเป็นคนฉลาด เธอรีบขัดคำพูดของเยี่ยชิงหวนทันที ก่อนจะก้าวลงจากบันได เดินไปหาเส้าอวิ่นเฉินแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ก็แค่พี่น้องทะเลาะกันเอง จะถือสาหาอะไร คุณคะ รีบให้คนใช้ต้อนรับคุณชายใหญ่เข้าบ้านเถอะ นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกเขยใหญ่มาเยี่ยมบ้านนะ”
พ่อเยี่ยเพิ่งจะตั้งสติได้ กำลังจะส่งสัญญาณให้คนใช้ ก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้นข้างกาย
“ไม่จำเป็น”
เส้าอวิ่นเฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาเหมือนนกยูงหรี่ลงเล็กน้อยมองไปทางเยี่ยชิงหวนที่ถูกคนใช้กักตัวไว้ที่มุมห้อง
“ชิงหวน มานี่”
ลานบ้านเงียบสงัดลงในทันที
ทุกคนในตระกูลเยี่ยต่างตะลึงงัน
จริง ๆ แล้วทุกคนในตระกูลเยี่ยรู้ดีว่าหลังจากเยี่ยชิงหวนแต่งงานเข้าตระกูลเส้า แล้ว เธอก็เป็นแค่ของประดับ ไม่ได้รับความโปรดปราน และหลังจากติดคุกสามปีก็ยิ่งเหมือนรอยด่างพร้อย ดังนั้นทุกคนจึงคิดว่าชีวิตของเธอคงจบลงแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าท่าทีของเส้าอวิ่นเฉินที่มีต่อเธอจะไม่เป็นเช่นนั้น
แม้จะไม่รู้ว่าเส้าอวิ่นเฉินคิดอะไรอยู่ แต่ถ้ามีบันไดให้ลงแล้วไม่ลง ก็คงจะไม่ดีแน่ เยี่ยชิงหวนรีบเหล่ตาจ้องคนใช้ที่ขวางทางเธออยู่
ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก คนใช้ก็ถอยออกไปอย่างจำยอม มองตาค้างเมื่อเห็นเยี่ยชิงหวนเดินไปข้างหลังเส้าอวิ่นเฉิน แล้วเข็นรถพาเขาเข้าประตูบ้านตระกูลเยี่ย
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าตอนเยี่ยชิงหวนเข็นเส้าอวิ่นเฉินเข้าประตู เธอก้มหน้าถามเขาประโยคหนึ่ง
“คุณไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าจะไม่มา”
เส้าอวิ่นเฉินสีหน้าเรียบเฉย พูดเบา ๆ “คุณพูดถูก ยังไงเราก็เป็นสามีภรรยากัน ควรจะ ‘ร่วมเป็นร่วมตาย’ กัน”
‘ร่วมเป็นร่วมตาย’ สี่คำนี้เน้นย้ำน้ำเสียงอย่างหนักหน่วง ทำให้เยี่ยชิงหวนสะดุ้งในใจ มีความรู้สึกไม่สบายใจคลุกคลั่วอยู่ในใจ
เส้าอวิ่นเฉินตามเธอมาที่นี่ ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่มาเพื่อช่วยเธอรักษาหน้าแน่
พอเข้ามาในห้อง ท่าทางที่ทั้งสองคนกระซิบกระซาบกันนั้นเตะตาของจ้าวเหม่ยหลิง ทันใดนั้นก็รู้สึกตาร้อนขึ้นมา แค่นยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“เขาว่ากันว่าการห่างกันนาน ๆ ทำให้รักกันมากขึ้น ลูกเขยก็ไม่ได้เจอชิงหวนมาสามปีแล้ว แต่กลับสนิทสนมกันมากกว่าตอนแต่งงานใหม่ ๆ เมื่อสามปีก่อนซะอีก”
คำพูดนี้ของแม่เลี้ยงมีนัยแฝงเล็กน้อย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่างก็เตือนทุกคนว่าเยี่ยชิงหวนติดคุกมาสามปี
เส้าอวิ่นเฉินมองไปที่จ้าวเหม่ยหลิงด้วยสายตาเย็นชา แม้แต่คำตอบรับอย่างขอไปทีก็ไม่มี
เยี่ยชิงหวนกลอกตาใหญ่ในใจ ผู้ชายคนนี้แม้แต่การแสร้งทำก็ไม่ทำ นี่มันมาช่วยเธอรักษาหน้าตาที่ไหนกัน ยังจะร่วมเป็นร่วมตายอะไรอีก ไม่ทำเธอเสียหน้าก็ดีแล้ว
คิดแบบนี้แล้ว เธอจึงรีบเอ่ยปากก่อน ผลักรถเข็นพูดขึ้นว่า
“ป้าจ้าวพูดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ตรงนี้ ยังไม่สู้ให้คนยกน้ำชามาให้ซักถ้วยเลย ลูกเขยใหญ่มาถึงก็ได้รับการต้อนรับแบบนี้เหรอ แม้แต่น้ำชาสักถ้วยก็ไม่มี?”
จ้าวเหม่ยหลิงสีหน้าเปลี่ยนไปทันที โดนพ่อเยี่ยจ้องมองอย่างเอาเรื่อง
คนใช้รีบนำชามาให้อย่างรวดเร็ว
พ่อเยี่ยพูดคุยกับเส้าอวิ่นเฉินอย่างกระตือรือร้น เยี่ยชิงหวนมองดูอยู่ข้าง ๆ แทบจะเป็นโรคเขินอายแทนแล้ว เส้าอวิ่นเฉินชัดเจนว่าขี้เกียจจะสนใจคนในตระกูลเยี่ย ดื่มน้ำชาไปสองถ้วยแล้ว ก็ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ
สักพัก คนใช้ก็เข้ามารายงานว่าเยี่ยเซียงซือตามเสิ่นร่างกลับมาแล้ว
ทั้งคู่เดินเข้ามาทีละคน เสิ่นร่างเดินนำมาก่อน สีหน้าไม่ค่อยดีนัก เยี่ยเซียงซือเดินตามหลังมาติด ๆ ทั้งสองคนมองสำรวจทั้งภายในและภายนอกลานบ้านไปตลอดทาง
“แม่ ข้างนอกลานบ้านทำไมถึงมี...”
เสียงของเยี่ยเซียงซือหยุดชะงักลงทันทีเมื่อเห็นเส้าอวิ่นเฉิ และเยี่ยชิงหวนในห้องนั่งเล่น
“เอะอะอะไรกัน” พ่อเยี่ยถลึงตาใส่เธออย่างไม่พอใจ “ตอนนี้ถึงเวลากินข้าวเที่ยงแล้ว เธอออกไปทำอะไร ปล่อยให้แขกรออยู่แบบนี้”
เยี่ยชิงหวนยังจำไม่ได้ว่าพ่อเคยดุลูกเลี้ยงคนนี้ตอนไหน นับว่าเป็นเรื่องแปลกที่ได้เห็น เธอพบว่ามันค่อนข้างหน้าขบขัน จึงตั้งใจดูอย่างสนุกสนาน
“รีบมานี่ นี่พี่เขยของเธอ”
เยี่ยเซียงซือชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปหาเส้าอวิ่นเฉินอย่างลังเล จ้องมองเขาสักพักแล้วกลับหน้าแดงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ก้มหน้าลงทักทายเบา ๆ ว่า “สวัสดีพี่เขย”
เส้าอวิ่นเฉินตอบรับเบา ๆ สายตาเหลือบไปมองเสิ่นร่างที่ยืนอยู่ด้านหลังของเยี่ยเซียงซือ พ่อเยี่ยจึงแนะนำว่า “นี่คือคู่หมั้นของเยี่ยเซียงซือ เสิ่นร่าง เสิ่นร่างก็เรียกพี่เขยตามเซียงซือได้เลย”
เสิ่นร่างสบตากับเส้าอวิ่นเฉิน แล้วรู้สึกหนาวยะเยือกอย่างไร้สาเหตุ พยักหน้าทักทายเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยืนข้าง ๆ เยี่ยเซียงซือ จากนั้นก็ถามเสียงเบาว่า
“เธอไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าหลังจากที่ชิงหวนแต่งงานเข้าบ้านตระกูลเส้าแล้ว เธอก็ไม่ได้รับความสำคัญ ตอนกลับบ้านเลยไม่มีใครมาด้วย”
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เสิ่นร่างจึงหันไปมองด้านข้างอย่างสงสัย สีหน้าของเขาก็หม่นลงทันที
ตอนนี้ตาของเยี่ยเซียงซือเกือบจะติดอยู่บนตัวของเส้าอวิ่นเฉินแล้ว สายตาที่เต็มไปด้วยความเขินอายและความขลาดกลัวนั้น เสิ่นร่างก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว สิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ในหัวนั้น ไม่ต้องถามก็เดาได้ชัดเจน
คิดแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่เยี่ยชิงหวน ดวงตาเต็มไปด้วยความเสียใจ
พ่อเยี่ยยังคงพูดคุยกับเส้าอวิ่นเฉินอย่างออกรส จ้าวเหม่ยหลิงก็แทรกบทสนทนาเป็นครั้งคราว ทั้งสองคนเหมือนกลัวว่าคนอื่นจะมองไม่ออกว่าพวกเขากำลังประจบประแจง ในสายตาของเยี่ยชิงหวน การกระทำเช่นนี้ดูไม่สง่างามเอาเสียเลย ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะทำเรื่อง ‘ค้าลูกชายขายลูกสาว’ ออกมาได้
เยี่ยชิงหวนเงยหน้าขึ้นมาอย่างเบื่อหน่าย สายตาสบกับเสิ่นร่างพอดี ท่าทางเสียใจจนไส้จะขาดนั่นไม่รู้ว่าตั้งใจทำให้ใครดู เธอรู้สึกคลื่นเหียนขึ้นมาทันที