แม้เวลาจะดึกมากแล้วแต่ก็ยังปรากฏผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาให้ได้เห็นบ้างประปรายที่หน้าสถานบันเทิงชื่อดังกลางกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศไทยที่มีความเจริญสุดขีดจนผู้คนทั้งในและนอกประเทศต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาทำงานและมาท่องเที่ยว
หญิงสาวร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าสดใสกับกางเกงยีนสีซีดขายาวเข้ารูปเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมกับเพื่อนสาวอีกสองคนด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์
“ยังไม่หายโมโหอีกเหรอมล” เพื่อนสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นเมื่อยังเห็นสีหน้าของเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่เดือนยังบึ้งตึงอยู่
“ยังแถมยังคันไม้คันมืออยากจะเข้าไปตบหน้าไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นสักฉาดสองฉาดอีกด้วย” อมลรดาตอบอย่างเคียดแค้น ท่าทางที่ทุบกำปั้นใส่ฝ่ามือของตนเองย้ำๆ นั้นเสมือนนักเลงไม่มีผิดจนเพื่อนสาวทั้งสองต้องอมยิ้มออกมาก่อนจะช่วยกันพูดเตือนสติ
“ใจเย็นๆ ถ้าไม่อยากถูกไล่ออกจากงานละก็ต้องปล่อยวางนะ”
“แบบนี้น่ะสิไอ้ผู้ชายเฮงซวยพวกนั้นมันถึงได้ใจนึกจะจับอะไรตรงไหนของเราก็ได้”อมลรดาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดอย่างแค้นเคืองนึกโมโห์เบื้องบนที่ให้เธอเกิดมาเป็ผู้หญิงที่ต้องเสียเปรียบผู้ชายอยู่ร่ำไปต้องมาโดนผู้ชายเลวๆลวนลามเล่นราวกับเป็สิ่งของเพียงเพราะเธอทำงานกลางคืนในสถานที่แบบนี้
“ทำใจเถอะมลเราทำอะไรไม่ได้หรอกถ้ายังอยากทำงานอยู่ที่นี่ สิ่งที่เราทำได้คือพยายามหลีกเลี่ยงเท่านั้น” เพื่อนสาวบอกด้วยสีหน้าปลงตก เธอเองก็โดนลวนลามจากลูกค้าอยู่บ่อยๆ เหมือนกันแม้จะพยายามระวังตัวอย่างดีแล้วก็ตามแม้ไม่ชอบแต่เธอก็จำต้องทนเพราะจำเป็ต้องมีงานทำเลี้ยงชีพให้อยู่รอดต่อไป
อมลรดาฮึดฮัดขัดใจที่ไม่สามารถทำตามที่ใจ้าได้เพราะเธอเองก็้าทำงานนี้ต่อไปเช่นกันหญิงสาวน้ำตาซึมเมื่อนึกถึงโชคชะตาชีวิตของตนเองที่พลิกผันไปอย่างไม่น่าเชื่อหลังจากสูญเสียบิดามารดาไปเมื่อสามปีก่อนแต่เพื่อนสาวทั้งสองของเธอกลับคิดว่าเธอร้องไห้เพราะเจ็บใจที่ถูกลูกค้าลวนลามจึงพากันช่วยปลอบจนกระทั่งรถแท็กซี่ที่เพื่อนสาวทั้งสองจ้างเป็รายเดือนให้มารับมาส่งที่ผับทุกวันมาถึงทั้งคู่จึงเอ่ยลาแล้วเดินจากไป
อมลรดามองตามเพื่อนร่วมงานทั้งสองขึ้นรถไปจนลับสายตาเธอปาดน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่ให้แห้งสนิทพร้อมกับสูดจมูกแรงๆ เรียกขวัญและกำลังใจของตัวเองกลับคืนมาก่อนจะก้าวไปคว้ารถจักรยานของเธอที่ตั้งแอบเอาไว้อยู่ข้างกำแพงร้านมาขี่กลับบ้านเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมาโชคดีที่สถานบันเทิงแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอมากนัก หญิงสาวจึงขี่รถจักรยานมาทำงานได้สบายๆโดยไม่ต้องเปลืองเงินค่ารถเหมือนเพื่อนสาวทั้งสองคน
อมลรดาถีบจักรยานกลับบ้านด้วยกิริยาเชื่องช้าจนผิดปกติเนื่องจากสภาพจิตใจของเธอตอนนี้มันห่อเหี่ยวราวกับขาดน้ำก็ไม่ปานดวงตาที่เคยสดใสและมุ่งมั่นอยู่เป็นิตย์บัดนี้เต็มไปด้วยความหม่นหมองระคนท้อใจหญิงสาวนึกถึงอดีต่ที่บิดาและมารดายังมีชีวิตอยู่ตอนนั้นครอบครัวของเธอเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะไม่ใช่เต็มไปด้วยความเหงาและเศร้าสร้อยเหมือนอย่างตอนนี้
ครอบครัวของเธอไม่ใช่คนเมืองกรุงแต่กำเนิดบ้านเกิดของเธออยู่ในจังหวัดแถบภาคเหนือของประเทศแต่จำเป็ต้องย้ายมาอยู่ในกรุงเทพฯเมื่อบิดาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นและต้องเข้ามาประจำอยู่ที่บริษัทในเมืองกรุงเธอกับแม่จึงต้องย้ายมาอยู่กับพ่อด้วย แม่ของเธอเป็ชาวต่างชาติเป็คนประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็ประเทศที่อยู่ในแถบตะวันออกกลาง ประชาชนส่วนใหญ่เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาอิสลามแต่แม่ของเธอเป็ส่วนน้อยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่นับถือศาสนาอื่น
แม่ของเธอนับถือศาสนาคริสต์ตามคุณตาคุณยายของเธอเพราะพื้นเพเดิมของครอบครัวท่านไม่ใช่คนอาหรับเอมิเรตส์โดยแต่กำเนิดคุณตาคุณยายของอมลรดาเป็ชาวอเมริกันที่เดินทางมาปักหลักทำงานอยู่ในประเทศนี้แม่ของเธอเลยเกิดและเติบโตขึ้นที่นี่จึงเรียกได้ว่าเป็คนของประเทศนี้คนหนึ่งเหมือนกันจนกระทั่งแม่ได้มาเที่ยวเมืองไทยและได้รู้จักกับพ่อจึงย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยอย่างถาวรหลังจากแต่งงานกัน
หญิงสาวถอนใจออกมาเฮือกใหญ่สายตามองถนนเบื้องหน้าอย่างเศร้าสร้อยแกมเ็ปเมื่อนึกถึงภาพร่างไร้ิญญาของพ่อกับแม่ที่โรงพยาบาลวันที่เธอทราบข่าวเธอช็อกจนหมดสติไปเลยทีเดียวโชคดีที่ป้าข้างบ้านผู้ใจดีและคุ้นเคยกับครอบครัวของเธออยู่ด้วยจึงคอยดูแลและช่วยเป็ธุระจัดการเื่งานศพให้จนเสร็จเรียบร้อยตอนนั้นเหมือนโลกทั้งใบของเธอถล่มลงมาหมดเธอรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกำลังยืนอยู่บนหน้าผาอันสูงชันที่รอบๆ ตัวมีแต่เหวลึกไม่ว่าจะขยับไปด้านไหนก็ต้องตกไปตายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
หยาดน้ำใสไหลรินออกมาจากดวงตาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่เมื่อนึกถึงความลำบากและความโดดเดี่ยวเดียวดายที่ต้องเผชิญอยู่ตามลำพังมาตลอดสามปีอมลรดายังคงปั่นจักรยานอย่างเชื่องช้าเพราะความเศร้าหมองทำให้หญิงสาวลืมระมัดระวังตัวเหมือนเคยอย่างเช่นทุกวันที่ผ่านมาปกติแล้วพอเลิกงานปุ๊บเธอก็จะรีบปั่นรถกลับบ้านอย่างรวดเร็วทันทีเนื่องจากกลัวอันตรายจากคนที่ไม่หวังดีเช่น พวกโจรหรือไม่ก็พวกติดยาแม้ที่ผ่านมาแถวนี้ยังไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเลยแต่เธอก็ไม่อยากประมาท พอต้องอยู่คนเดียวเลยระวังตัวเพิ่มมากขึ้นและยิ่งต้องมาทำงานกลางคืนแบบนี้ก็ยิ่งต้องระวังเพิ่มขึ้นเป็สองเท่าเลยทีเดียว
อมลรดาตัวสั่นสะท้านเมื่อจู่ๆก็มีลมหนาวเย็นะเืพัดมาต้องร่างกายหญิงสาวขนลุกซู่ตื่นจากภวังค์แห่งความโศกเศร้าทันทีแล้วหันซ้ายแลขวาอย่างหวาดๆเพราะกลัวว่าจะมีสิ่งลี้ลับปรากฏออกมาให้เห็น แม้จะไม่เคยเห็นผีแต่เธอก็กลัวและไม่คิดอยากพบอยากเจอสักครั้งเดียว
ท่านหญิง...
อมลรดาตัวแข็งทื่อเท้าหยุดปั่นทันทีดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกก่อนใบหน้านวลใสจะหันซ้ายแลขวาอย่างเลิ่กลั่กอีกครั้ง“เสียงอะไรน่ะ” หญิงสาวพึมพำด้วยความหวาดหวั่นอยากคิดว่าตัวเองหูแว่วได้ยินเสียงลมเป็เสียงคนพูดแต่เพราะได้ยินชัดสองรูหูจึงไม่อาจโทษลมได้แล้วจู่ๆ เสียงหมาก็หอนดังขึ้นจึงยิ่งเพิ่มความกลัวให้เธอเข้าไปใหญ่ “ไอ้หมาบ้า! จะหอนทำไมนักหนาเนี่ย ไม่ไหวแล้ว...”อมลรดากล่าวพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาเร่งปั่นจักรยานกลับบ้านเร็วจี๋อย่างไม่คิดชีวิต