ตอนที่ 9
ในวันที่แสงสีเหลืองปนส้มทอดตัวลงมาใส่อาคารเรียนของเย็นวันหนึ่งใน่ปลายฤดูร้อน หลังจากหมดคาบพละซึ่งเป็คาบเรียนสุดท้ายของวัน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในชุดพละสีส้มห้องหนึ่งก็เดินออกจากโรงยิมมุ่งหน้าไปเก็บสัมภาระของพวกเขาที่อาคารเรียนซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล
อีวานใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อพลางก้าวเท้าขึ้นบันไดหน้าอาคารตามเพื่อนร่วมห้องไปยังตำแหน่งของล็อคเกอร์ของตนที่ตั้งอยู่สุดโถงทางเดิน
รองเท้าพละคู่สีขาวโทรมของอีวานหยุดอยู่ด้านหน้าตู้ล็อคเกอร์สีน้ำเงินที่มีร่องรอยถูกงัด ชั่วขณะนั้นดวงตาสีฟ้าสว่างพลันสั่นระริกด้วยความกลัวที่ผุดขึ้นมา ฝ่ามือสีขาวสว่างรีบคว้าประตูล็อคเกอร์ให้เปิดออกอย่างเกร็งๆ ขณะสองขาของเขาแทบจะไร้เรี่ยวแรงเพราะความกลัวที่ผุดขึ้นมาในอก
ชั่วเวลานั้นอีวานภาวนาเอาไว้อย่างสุดหัวใจว่า ภายในล็อคเกอร์ของเขาจะไม่มีอะไรน่าขยะแขยงถูกยัดเข้ามาและข้าวของทุกอย่างจะยังอยู่ครบ
‘กระเป๋าของฉัน?’ ใจของอีวานหล่นไปที่ตาตุ่ม เด็กหนุ่มอุทานเสียงเบาออกมาเมื่อพบว่ากระเป๋านักเรียนเก่าๆ ของตัวเองหายไป
‘ฉันเอาไปทิ้งเองแหล่ะ’ สุ้มเสียงอันผ่อนคลายที่ให้ความรู้สึกกวนประสาทของแซ็กดังขึ้นมาจากด้านหลังราวกับ กำลังเอ่ยเื่ที่ไม่สลักสำคัญอะไรให้เขาฟัง
‘...!’ คำตอบของแซ็กทำให้อีวานนิ่งไป ฝ่ามือสีขาวสว่างของเขากำหมัดแน่น
ความใระคนสิ้นหวังได้แปรเปลี่ยนเป็ความโกรธเกรี้ยวอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าจะโกรธมากแค่ไหน แต่อีวานก็ทำได้แค่หลุบตามองหนังสือสองสามเล่มที่วางอยู่ในล็อคเกอร์โดยไม่คิดที่จะหันไปหาแซ็กที่ยืนอยู่ด้านหลังเลยแม้แต่แวบเดียว
…ถ้าหันไปเผชิญหน้ากับไอ้เลวนี่ตอนนี้ เขามีหวังได้ฆ่าคนตายเป็แน่!
‘อย่าทำท่าแบบนั้นสิ กระเป๋าของนายมันเยินอย่างกับขยะ ทิ้งๆ ไปน่ะดีแล้ว’ สุ้มเสียงอันกวนประสาทของแซ็กที่ยืนอยู่ข้างหลัง ทำให้เด็กหนุ่มต้องขบกรามแน่นขึ้นไปอีก
อีวานโกรธจัด แต่เขาต้องอดทนและไม่พลั้งมือซ้อมไอ้ลูกคุณหนูนิสัยเสียที่ยืนอยู่ด้านหลังให้ตายคามือ ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องไปจบที่ห้องปกครอง และ เด็กกำพร้าอย่างเขาก็จะถูกผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าลงโทษโดยการสั่งงดข้าวเย็นไปอีกเป็เดือน
…ถ้าไม่กลัวว่า จะต้องทนหิวล่ะก็ อีวานสาบานได้เลยว่า เขาจะตั๊นหน้าไอ้คนเฮงซวยนี่ให้สาแก่ใจกับที่มันทำกับเขา
ความคิดอันเลวร้ายแล่นเข้ามาในภวังค์ แต่ในความเป็จริงแล้วอีวานกลับทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากกำหมัดแน่น
‘ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะซื้อกระเป๋าใบใหม่ให้ เอาแบบที่หรูจนนายลืมกระเป๋าโทรมๆ นั่นไปเลย’ แซ็กเอ่ยเสียงห้าวยิ้มๆ ราวกับว่า สิ่งที่เขาทำกับอีวานมันเป็แค่เื่ขี้ปะติ๋ว จากนั้นก็เดินฮัมเพลงกลับไปหากลุ่มเพื่อนอย่างอารมณ์ดี
อีวานเพ่งมองล็อคเกอร์ที่ไร้ซึ่งกระเป๋าของเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว อึดใจต่อมาเด็กหนุ่มก็หลับตาลงเพื่อข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในให้สงบลง
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพแรกที่อีวานเห็นคือเพดานห้องสีขาวสะอาดที่ต้องกับแสงยามเช้าอันนวลตาของวัน ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองเบาๆ แล้วเค้นยิ้มหยันให้กับห้วงอดีตในความฝันเมื่อครู่
อีวานพลิกตัวหมายที่จะดื่มด่ำกับแสงยามเช้าอันสงบสุขที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องเสียหน่อย ทว่าดวงตาของเขากลับไปสะดุดที่เตียงนอนซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลเสียก่อน
ความโกรธที่ยังค้างคาจากห้วงฝันทำให้อีวานคว้าโซ่ข้อมือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างโซฟาขว้างไปใส่ไอ้เด็กเลวที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงอย่างแม่นยำทันที
พลั่ก!
“โอ้ย!” แซ็กที่กำลังหลับสบายอยู่บนเตียงอันนุ่มนิ่มอุทานออกมา เมื่อถูกโซ่เหล็กเย็นๆ กระแทกลงมาบนหน้าผากอย่างแรง
“ไอ้คนเฮงซวย!” สุ้มเสียงเดือดดาลอันคุ้นเคยของอีวาน ทำให้แซ็กตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง
แซ็กทำได้แค่ยันตัวขึ้นจากเตียงพลางคว้าโซ่ข้อมือของอีวานที่ตกอยู่ข้างหมอนเอาไว้ในมือ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่เต็มไปด้วยความงัวเงียเลื่อนไปมองชายหนุ่มหน้าหล่อที่นั่งหน้าตึงอยู่บนโซฟาอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ทำบ้าอะไรของนายเนี้ย!...อ๊ะ ิญญาส่งสัญญาณมา” ก่อนที่แซ็กจะโวยคนที่ใช้ความรุนแรงปลุกกันแต่เช้า โซ่ของอีวานที่อยู่ในมือก็เปล่งแสงสว่างขึ้นมา พร้อมกับรายละเอียดของดวงิญญาที่ไหลเข้ามาในหัวอย่างกะทันหัน
“หึ” อีวานที่ได้ระบายความคับแค้นใจแต่เช้าเค้นเสียงขึ้นจมูกอย่างสาแก่ใจ จากนั้นก็ลุกจากโซฟาก้าวไปหยิบเสื้อผ้าออกมาจากตู้ แล้วก้าวเข้าห้องน้ำไป
แซ็กได้แต่นั่งหัวยุ่งอยู่บนเตียง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหลุบมองโซ่ข้อมือในมือสลับกับประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ทำไมอยู่ๆ อีวานถึงลุกขึ้นมาทำร้ายกันแบบนี้
ทั้งสองก้าวเท้าออกจากประตูรถเมล์มุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลท่ามกลางสายฝนยามเช้าที่โปรยปรายลงมา
แซ็กยังเจ็บหน้าผากอยู่ไม่หาย กระนั้นแล้วเขาก็ได้แต่ทนเจ็บแล้วก้มลงเก็บบัตรโดยสารที่ได้รับมาพร้อมกับคู่มือ เมื่อตอนเริ่มงานใส่กระเป๋าพลางลูบหน้าผากที่นูนขึ้นมาปอยๆ ขณะที่มืออีกข้างก็กางร่มคันสีดำไปด้วย
“สรุปว่า นายเป็อะไร ถึงใช้ความรุนแรงแต่เช้าแบบนั้น?” คนที่ไม่รู้ว่า ตัวเองทำอะไรผิด ได้แต่หันมาเอ่ยถามอีวานด้วยสุ้มเสียงอันขุ่นเคืองที่อยู่ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายลงมืออย่างไร้เมตตาในยามที่ไร้การป้องกันแบบนี้
“ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?” อีวานกระชับคันร่มในมือพลางตอบเสียงเรียบราวกับว่า การลงมือใช้ความรุนแรงแต่เช้าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร โดยไม่หันไปมองหน้าแซ็กด้วยซ้ำ
“เฮ้ ทำไมโตมาเป็คนนิสัยแย่แบบนี้ฮะ?!” แซ็กเอ่ยเสียงขุ่นพลางทำหน้ามู่ทู่อย่างเคืองๆ กับความไร้เหตุผลของอีวาน ขณะที่สองเท้าของเขายังคงก้าวไปบนทางเท้าอันเปียกชื้นพร้อมกับอีกฝ่ายอยู่แบบนั้น
“มันไม่ใช่เื่ของนาย” อีวานชำเลืองมองแซ็กแวบหนึ่งพลางเอ่ยเสียงขรึมราวกับกำลังตำหนิเด็กน้อยคนหนึ่ง ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะบอกเหตุผลกับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้เขาไม่บอกเหตุผล แต่ความผิดในอดีตที่กองเป็พะเนินของอีกฝ่ายมันก็มากพอที่จะทำให้ชายหนุ่มอยากจะลงมือระบายความคับแค้นที่อยู่ในใจ
…โดยเฉพาะในวันที่บังเอิญฝันถึงเหตุการณ์แย่ๆ สมัยเรียน แล้วตื่นขึ้นมาเห็นไอ้ตัวการที่กำลังนอนฝันหวานอยู่บนเตียงเหมือนอย่างวันนี้!
“โกรธอะไรของนายเนี่ย?” แซ็กได้แต่ยกขึ้นมานวดหว่างคิ้วพลางเอ่ยถามคนไร้เหตุผลที่เดินอยู่ข้างกันอย่างไม่ยอมแพ้ ซึ่งเป็จังหวะที่พวกเขาเดินมาถึงจุดหมายพอดี
อีวานมองใบหน้าหล่อเหลาที่มีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ แปะอยู่บนนั้นแวบหนึ่งเป็เชิงว่า เขาไม่สนใจจะไขข้องใจของอีกฝ่าย
อีวานหรี่ตาลงเป็การส่งสัญญาณให้แซ็กวางร่มลงพร้อมกัน จากนั้นจึงเอื้อมมือข้างที่สวมโซ่ข้อมือไปัักับประตูเหล็กดัดเปียกๆ ของสวนสาธารณะด้วยท่าทางอันเคร่งขรึม
วูบ~~~
ทั้งสองก้าวไปยังตำแหน่งของิญญาชายชราในชุดลำลองน้ำตาลที่นั่งอยู่บนม้านั่งบริเวณลานน้ำพุ
ในยามที่ชายชรามองมาที่พวกเขา ทั้งสองพลันมองเห็นประกายอันพร่าเบลอในดวงตาของชายชราราวกับว่า กำลังติดอยู่ในห้วงแห่งความหวังอันล้ำลึก
“ในที่สุดนายก็มารับฉันสักทีนะเจสัน” ชายชราเอ่ยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความหวัง ดวงตาของเขาโค้งลงด้วยความรักอันลึกซึ้งราวกับ กำลังมองคนรักที่จากไปเมื่อนานแสนนาน
“...” แซ็กมองภาพของชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีเงินสว่างที่สะท้อนอยู่ในดวงตาอันฝ้าฟางของชายชราแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเวทนา
“เขาน่าจะอยู่ในภวังค์ปรารถนา” อีวานเอ่ยถึงสภาวะของิญญาบางดวงซึ่งคะนึงหาคนที่พวกเขาผูกพันซึ่งพลัดพรากกันไปนานอย่างแรงกล้าที่ถูกระบุไว้ในคู่มือการนำทางิญญาเสียงขรึมด้วยสีหน้าอันจริงจัง
ิญญาที่อยู่ในภวังค์ปรารถนาสามารถไปที่แท่นตัดสินชะตาได้ตราบเท่าที่รู้ว่า ตัวเองตายแล้ว โดยส่วนใหญ่ดวงิญญาที่อยู่ในสภาวะนี้มักจะพึ่งออกจากร่างใหม่ๆ แต่รู้ตัวว่าหมดอายุขัยแล้วจึงเฝ้ารอให้คนที่พวกเขารักและถวิลหามากที่สุดเป็ผู้นำทางพวกเขาไปยังเส้นทางหลังความตาย
ในยามที่ผู้นำทางิญญามารับพวกเขา ด้วยพลังแห่งความปรารถนาสุดท้ายภาพที่พวกเขาเห็น จึงเป็ภาพของสภาวะแวดล้อมอันเจิดจ้าและพร่ามัวไปพร้อมๆ กัน กระนั้นแล้วท่ามกลางความพร่าเบลออันงดงามนั้น พวกเขาสามารถมองเห็นคนที่พวกเขารักที่สุดปรากฏอยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจนท่ามกลางความพร่าเบลออันเจิดจ้าของสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว
“ก็ได้ รอบนี้นายนำทาง” แซ็กเอ่ยพลางลูบแขนตัวเองเบาๆ ด้วยความรู้สึกขนลุกอยู่กลายๆ จากนั้นเขาก็หลีกให้อีวานที่ดูจะทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าตนเข้ามารับ่ต่อ
อีวานเค้นยิ้มหยันหนึ่งที ชายหนุ่มก้าวไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของชายชราที่กำลังมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง จากนั้นเขาจึงยื่นมือไปเบื้องหน้าด้วยท่วงท่าอันนุ่มนวล
“ไปกันเถอะวิลล์” ไม่ว่าชายชราจะได้ยินเสียงอันไพเราะของคนรักเช่นไร แต่ในความเป็จริงแล้ว อีวานเพียงแค่เอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบเท่านั้น
“น่าขนลุกชะมัด!” แซ็กลูบต้นแขนเบาๆ ด้วยความรู้สึกพิกลเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ของชายชราในยามที่ยื่นฝ่ามือเหี่ยวๆ ไปััฝ่ามืออันขาวสว่างของอีวาน
“...” อีวานหรี่ตามองแซ็กหนึ่งทีด้วยความหน่ายใจ จากนั้นเขาก็จูงมือชายชราไปยังประตูเหล็กดัดที่พวกเขาใช้เข้ามาด้วยท่าทางอันสุขุม
ติดตามตามอ่านได้ทุก วันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 115 (หน้า 120 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ