เวลาผ่านมาอีกสามเดือน สองพ่อลูกเดินทางผ่านนครอัรเจียรและนครตูนส์ ทางตะวันตกของทวีปที่อยู่ภายใต้การปกครองของฮิสปินเนีย เข้าเขตของฝรังกีสตรงกลางทวีป ที่มีเมืองท่าไตรปูร์และ บังซีเนีย เป็ปราการหลัก ก่อนผ่านเข้าทางตะวันออกของทวีป บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของทวีปนี้ด้วยมหานทีแม่น้ำนัวร์ ที่ไหลตัดจากตะวันออกของทวีปมาออกทะเลที่เมืองท่าอเล็กเซีย
สองพ่อลูกเทียมเกวียนสวนกระแสแม่น้ำไปเรื่อยๆแม้ภูมิประเทศแถบนี้จะยังคงเป็ทะเลทราย แต่ด้วยอำนาจของแม่น้ำขนาดั์ที่อยู่ข้างทางเกวียนบรรยากาศไร่นาสีเหลืองทองอร่ามไพศาลสองฝั่งจากตลิ่งแม่น้ำถึงนอกเขตที่ตาจะมองเห็นนั้นอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงจากคูคลองที่ถูกขุดกระจายออกไป
เพียงวันเดียวทั้งคู่ก็มาถึงมหานครไคร์เมืองหลวงอาณาจักรไอยคุปต์ นครเก่าแก่เกินกว่าประวัติศาสตร์จะนับได้ เป็เมืองที่ไม่ว่าอลัมกีร์จะเห็นกี่รอบก็ยังรู้สึกถึงความอลังการ
กรุงไคร์นั้นยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเมืองใดๆในทมิฬทวีปที่ทั้งคู่เดินทางผ่านมาทั้งชีวิต กำแพงหินหนาแข็งแรงสูงกว่าสิบหกเมตรที่ล้อมรอบตัวเมืองเอาไว้รอบทิศฝั่งตะวันตกมีกำแพงที่สร้างตามความโค้งแม่น้ำนัวร์ไว้เป็ปราการธรรมชาติยากที่ศัตรูจากทิศนี้จะข้ามมหาชลธารที่กว้างเป็กิโลเมตรมาได้ อีกฝั่งก็มีคลองใหญ่กว้างหลายร้อยเมตรขุดต่อจากแม่น้ำมากั้นรอบกำแพงเมือง และส่งต่อน้ำให้บ้านเมืองไร่นาที่กระจายอยู่รอบนอกกำแพงต่อไปอีก
การอ่านและบันทึกเื่ราวนั้นเป็งานอดิเรกอย่างหนึ่งของอลัมกีร์เพราะเขาใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าเวลาที่ใช้ทำงานอื่นใดเขารู้สึกดีใจเป็อย่างมากที่พ่อเขาช่วยสอนการเขียนอ่านให้นอกจากวิชาการคำนวณที่เป็ประโยชน์ในการค้าขายชัดเจน การสะสมเื่ราวและตำนานจากเมืองต่างๆที่เขาผ่านมา ยิ่งทำให้เขาเข้าใจถึงสถานที่ที่เขาต้องไปค้าขายด้วยและความ้าของคนในที่นั่น
ไอยคุปต์นี้เป็แหล่งอาศัยของปีศาจมาช้านานแต่ก็มีประวัติการถูกปกครองโดยเผ่าพันธุ์อื่นเสมอมาไม่ขาดสาย ปัจจุบันอาณาจักรนี้นับเป็ประเทศราชแห่งมหาราชนาวีก็ว่าได้เ้านครแห่งไอย์คุปต์องค์ปัจจุบันนี้ก็เป็มนุษย์ ที่มีเชื้อสายปีศาจเพียงหญิงคนเดียวตอนต้นตระกูลมาเท่านั้นหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีปีศาจเข้าตระกูลอีกเลยตลอดร้อยกว่าปี
แต่เอาเข้าจริงปีศาจก็เป็เผ่าพันธุ์ที่ประหลาดนักเป็เผ่าพันธุ์พิสดารที่สืบตระกูลกับเผ่าพันธุ์อื่นใดก็ได้รุ่นลูกก็ออกมาขึ้นเป็ครึ่งปีศาจดังตัวอลัมกีร์เองแต่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเสี้ยวปีศาจ หากครึ่งปีศาจผสมกันเอง ลูกที่ออกมาครึ่งหนึ่งจะเป็ครึ่งปีศาจสามในแปดจะเป็ปีศาจเืแท้ อีกหนึ่งในแปดหากครึ่งที่ไม่ใช่ปีศาจของพ่อกับแม่ตรงกันก็ออกมาเป็สายพันธุ์นั้นได้แต่หากครึ่งมนุษย์มีลูกกับมนุษย์แท้ ถ้าลูกไม่ออกมาเป็ลูกครึ่ง ก็เป็มนุษย์แท้ได้มันทำให้อลัมกีร์มั่นใจว่าความเป็ปีศาจของตระกูลผู้ปกครองแดนปีศาจแห่งนี้คงเหลือน้อยเสียยิ่งกว่าปริมาณใบไม้บนกระบองเพชรเสียอีก
“I see a devilin your group, identity please.” ทหารราชนาวีในชุดสีแดงหน้าประตูเมืองถามคำถามตรวจตราที่เข้มงวดกว่าทุกทีที่มักปล่อยผ่านไป“Where’s the interpret?”
“No need, I know your language. I’mEleftherios” อิลีฟยื่นเอกสารระบุความเป็เ้าของทาสให้เ้าหน้าที่ในโค้ตแดงดู
“Your name, Boy?”ทหารถามทางอลัม อิลีฟทำท่าจะตอบให้แต่ทหารอีกคนยื่นมือห้าม
“Alamgir”อลัมกีร์ตอบ “His slave” เขาตอบพร้อมชี้ปลอกคอเหล็กของตนเอง
พวกทหารคืนเอกสารแล้วกวักมือให้ทั้งคู่เดินทางเข้าเมืองต่อไป
มหานครไคร์นี้สมเป็เมืองใจกลางแห่งทมิฬทวีปผู้คนหลากหลายสายพันธุ์เดินสวนทางกันขวักไขว่ ส่วนมากก็เป็ปีศาจหลากหลายประเภทั้แ่ตัวสูงเท่าไหล่ ยันตัวโตใหญ่คับอาคาร มนุษย์เองก็อยู่กันไม่น้อยทั้งพวกทหารราชนาวีและพ่อค้าหลากหลายชนชาติที่อยู่กันมาข้ามรุ่นชั่วอายุ ไปจนถึงเหล่าพวกอสูรและก็อบลินจากจักรวรรดิปาซีร์เลยตะวันออกของเรมันไปก็ยังพอมีเข้ามาปะปน
“ทำไมเรายังไม่เคยตามต้นน้ำนูล์เกินกรุงไคร์เลยล่ะขอรับท่านอิลีฟ” อลัมกีร์ถามพ่อตนเอง “อาณาจักรอบิเซียทางต้นน้ำเป็หนึ่งในสองอาณาจักรปีศาจที่ไม่ได้เป็ประเทศราชของพวกมนุษย์ แบบเดียวกับอาณาจักรมร็อกกลางเทือกเขาทางตะวันตกใช่ไหมขอรับข้าก็อยากไปเห็นบ้าง”
“ก็...” อิลีฟนิ่งไปสักพัก“เราเดินทางเพื่องานนะ ไม่ใช่เพื่อเที่ยวเล่น” อิลีฟตะคอกกลับ “แล้ว... ประเทศแถบนั้นมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่หรอก”ผู้เป็พ่อพูดต่อด้วยเสียงอ่อยๆ
หลังจบธุระในไคร์ สองพ่อลูกก็ขึ้นเหนือต่อเกวียนโดดเดี่ยวของสองพ่อลูกออกจากไคร์ขึ้นมาได้วันกว่าๆ ท่ามกลางดินทรายแห้งๆนั้นเอง ก็มีกลุ่มปีศาจชายฉกรรก์ราวยี่สิบคน โผล่ออกมาจากหลังหิน สี่คนควบอยู่บนหลังม้ากองโจรนั่นเอง
อลัมกีร์หยุดกิ้งก่าทั้งสองแล้วลงมายืนบนพื้นดินหลังพิงเกวียนโดยไม่รอคำพูดใดๆ จากกองโจร สีหน้าของลูกครึ่งปีศาจตนนั้นแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องเจอสถานการณ์แบบนี้
“ตามธรรมชาติสัตว์ที่อ่อนแอจะอยู่เป็กลุ่มหรือพรางตัวหลบซ่อน”อลัมกีร์พูดขึ้นมาอย่างเป็ธรรมชาติ “สัตว์ที่สีสดใสมักเป็ตัวอันตราย” พวกโจรทำหน้าฉงนกับการกระทำและคำพูดของอลัมกีร์
“อะไรของแกวะ” โจรคนหนึ่งพูดขึ้นมาขณะกระแทกหินแช็กจุดชนวนปืนคาบชุดขณะคนอื่นชักมีดชักดาบกันขึ้นมา
“พวกแกต้องโง่กว่าสัตว์ป่าอีกนะที่มาโจมตีเกวียนเดี่ยวๆ สีไม้น้ำตาลอมแดงอย่างนี้น่ะ!” อลัมกีร์พูดจบก็ปล่อยคลื่นกระแทกจากเวทออกจากมือเขาที่หัวของคนที่ถือปืนจนคอหักล้มลงสี่คนบนม้าถือดาบควบเข้าหาอลัมกีร์ทันที
ซวบ!!! วินาทีที่คนแรกกำลังจะถึงตัวอลัมกีร์นั้นเองหอกยาวเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุคนขี่ทั้งสี่ในคราวเดียวราวไม้เสียบลูกชิ้น
บุรุษผู้ขว้างหอกเพื่อปกป้องลูกชายตนเองนั้นะโลงจากเกวียนแล้วค่อยๆ ชักดาบเล่มงามออกจากฝักที่ตกแต่งอย่างดีต่างจากดาบถูกๆของพวกโจรชัดเจนทันทีที่โจรเห็นอิลีฟ คนหนึ่งก็ยิงคลื่นกระแทกแบบเดียวกับอลัมภีร์ไปทางชายคนนั้นทันที
สิ่งที่ยิงไปนั้น ทำได้เพียงพัดผมหยักศกสีแดงของมนุษย์ชายคนนั้นให้พลิ้วไปเท่านั้น
ปั้ง!!! เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มได้ยิงปืนคาบชุดของเขาทะลุโจรคนที่ใช้เวทไป
ขณะที่หลังพิงอยู่กับเกวียน อลัมกีร์ได้ใช้มืออีกข้างร่ายเวทความร้อนจุดชนวนปืนคาบชุดข้างหลังเขาไว้เรียบร้อยแล้ว
โจรที่เหลือแตกรังหนีหางจุกตูดกันไปทันทีโดยอิลีฟยังไม่ได้ทันชักดาบออกสุดด้าม อิลีฟเก็บดาบของเขา ขณะอลัมกีร์ดึงหอกออกจากชายสี่ซี้คาหลังม้าแล้วทั้งคู่ก็ไล่เก็บของมีค่าจากตัวโจร รวมถึงปืนของคนที่คอหักด้วย
“พวกนี้มีปัญญาหาม้า หาปืนมาใช้ไม่น่าโง่เป็โจรดักดานเลย” อิลีฟบ่นให้ลูกชายฟัง ขณะเก็บของของเหล่าโจรทุกอย่างขึ้นเกวียน เทียมม้าต่อกับกิ้งก่าทั้งสอง เพื่อเดินหน้าขึ้นเหนือต่อไปที่เมืองศักดิ์สิทธิ์‘นครซาเล็ม’
นครซาเล็มเป็นครศักดิ์สิทธิ์พวกัอ้างว่าเป็นครที่์ประทานให้ พวกมนุษย์ประจิมบอกว่าเป็ที่ประสูติตื่นรู้ และตของศาสดาเดอุสของศาสนาโยแวร์ของพวกมัน ส่วนพวกปีศาจก็กล่าวว่าเป็เมืองแรกที่คาริลองค์แรกบุกยึดมาได้
แต่ตัวอลัมภีร์เองไม่ได้เรียกเช่นนั้นความยึดติดของทั้งสามพวกนั้น นำมาซึ่งาไม่รู้จบ รวมถึงมหาาศักดิ์สิทธิ์เมื่อครึ่งสหัสวรรษที่แล้วด้วยส่วนตัวเขาคิดว่ามันเป็นครต้องสาป สถานที่วายชนม์ของผู้คนนับโกฏิที่คลุ้งไปด้วยคาวเืเพียงเพราะเมืองมันเป็จุดเชื่อมต่อระหว่างสามทวีป ทั้งทมิฬทวีป เพชรทวีป และอำพันทวีป
แต่ก็นะ เพราะอย่างนั้นแหละ เมืองนี้ถึงได้กลายเป็นครเสรีใต้อิทธิพลจักรวรรดิเรมันทางตอนเหนือได้เป็ชายแดนอย่างเป็ทางการ มีสภาเมืองของตนเอง เมืองที่เหนือที่สุดที่ปีศาจเข้าออกได้อิสระเมืองที่ใต้ที่สุดที่มนุษย์ทั่วไปจะอาศัยกัน เมืองสลัมที่อัดแน่นด้วยผู้คนหลากหลายสายพันธุ์แต่ขาดความกลมเกลียว ประชากรแต่ละสายพันธุ์หาเื่ตีกันได้ไม่เว้นวัน แม้แต่ในสภาเมือง(ที่เ้าเมืองถูกบังคับเป็มนุษย์จากจักรวรรดิอย่างกลายๆ)
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว อลัมกีร์กับพ่อเข้าเขตท่าเรือของเมืองเพื่อหาซื้อของมาขายต่อ รวมถึงขายของท้องถิ่นที่ไปเก็บรวบรวมมาตลอดทริปด้วยส่วนม้าสี่ตัวนั้นก็ขายไปได้ราคาสามเหรียญทอง เจ็ดเหรียญเงิน ไปแถวๆคอกม้านอกเมืองแล้ว
“เฮ้ ลีฟ เป็ไงบ้าง ของมาเยอะมั๊ย คราวนี้”เสียงลอยมาจากคนรุ่นเดียวกับอิลีฟจากเรือเก่าๆ ลำหนึ่งเ้าของเสียงนั้นคือลุงธีออส กัปตันเรือสินค้าชาวเรมันคนสนิทของอิลีฟรู้จักกันมากว่าสิบปีแล้ว
“ก็พอสมควรอยู่นะ ฮ่าฮ่าฮ่า”อิลีฟคุยกับเพื่อนของเขาอย่างสนุกสนาน โดยอลัมกีร์ก็ไม่เก็ทว่ามีอะไรน่าหัวเราะในบทสนทนานั้น
“อลันก็โตขึ้นเยอะเลยนิอายุเท่าไหร่แล้วนะ สิบสี่?” ธีออสถามพร้อมลูบหัวด้วยความเอ็นดู
“สิบหกครับ” อลัมกีร์ตอบ“แล้วผมก็ชื่ออลัมกีร์ด้วย ตั้งนานแล้วก็ยังเรียกไม่ถูกกันนะครับ”
“ก็เป็ผู้ใหญ่พร้อมแต่งงานออกเรือนแล้วนะสิ”ธีออสพูดต่อโดยไม่สนใจเื่ชื่อ “แต่ช่างเื่นั้นก่อนเถอะ มีอะไรจะให้ช่วยส่งน่ะเงินดีด้วย” ธีออสเดินนำไปบนเรือพร้อมกวักมือเรียกทั้งคู่ให้ตามมา
“อะไรละธีออส” อิลีฟถามด้วยน้ำเสียงกังวลปนสงสัย“ฉันไม่ขึ้นเหนือเข้าจักรวรรดินะก็รู้กันอยู่ ส่วนของลักลอบฉันก็บอกให้เพลาๆแล้วนะ”
“ก็ลักลอบแหละ แต่มันจะทำให้ฉันได้เรือใหม่ได้เลยนะ”ธีออสงัดแผ่นประตูห้องลับบนดาดฟ้าเรือ
แสงจันทร์เพ็ญในคืนที่ดาวสกาวไร้เมฆบดบังประกอบรวมกับแสงจากตะเกียงบนเรือสาดสะท้อนผมยาวสลวยสีน้ำตาลแดงเปล่งปลั่งราวเคลือบมณีทับทิมเอาไว้ ดวงตากลมโตสีเืสดประดับด้วยขนตางอนยาวร่างกายขนาดกะทัดรัดที่มีผิวสีซีดราวไม่เคยััแดดมาทั้งชีวิต ที่ริมฝีปากสีแดงมีใบมีดโกนธรรมชาติแหลมคมโค้งมนเข้าทรงพอดีๆโผล่ออกมาคู่หนึ่ง
แวมไพร์สาวมองขึ้นมาหาพ่อลูกคู่นั้นจากห้องลับบนเรือที่เพิ่งถูกเปิดขึ้น