บทที่ 9 เจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์
มุมปากของไป๋เส้าหัวยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะฟันกระบี่ออกไปหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นพายุหมุนพลันก่อตัวขึ้นบนพื้นราบ
วิชากระบี่ระดับ์ขั้นสูง กระบี่วายุคลั่ง!
คมวายุที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แฝงไปด้วยเจตจำนงกระบี่อันบ้าคลั่ง พุ่งเข้าจู่โจมเยี่ยนชิงซือ
สีหน้าของเยี่ยนชิงซือเปลี่ยนไป นางรีบใช้ท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเอง ซึ่งเป็วิชากระบี่ระดับ์ขั้นสูง
กระบี่ร่ายรำกลางเวหา!
ตูม!
ภายใต้การปะทะกัน เงากระบี่ที่ปกคลุมท้องฟ้าของเยี่ยนชิงซือถูกทำลายลงในพริบตา
ในขณะเดียวกัน นางก็ถูกกระแทกจนถอยหลังไปสิบกว่าก้าว พร้อมกับมีเืไหลซึมออกมาจากมุมปาก
"นี่คืออานุภาพของเจตจำนงกระบี่หรือ?"
"เช่นนี้จะสู้ได้อย่างไร?" เหล่าศิษย์ที่ยืนดูอยู่รอบ ๆ ต่างอุทานด้วยความใ
ม่อเวิ่นเทียนรู้ว่าการปล่อยให้เยี่ยนชิงซือสู้ต่อไปนั้นไม่มีประโยชน์อีกแล้ว
"ชิงซือ ยอมแพ้เถิด!" ม่อเวิ่นเทียนเอ่ยเตือน
"ไม่เ้าค่ะ ข้าอยากลองดูอีกครั้ง" ความดื้อรั้นของเยี่ยนชิงซือทำให้ม่อเวิ่นเทียนถึงกับอึ้ง
สุดท้ายเขาก็มองตามสายตาของเยี่ยนชิงซือไปที่ฉินเทียน "ช่างเป็บุรุษที่เป็ภัยต่อใจเสียจริง วาสนาอาภัพแท้ ๆ"
"เ้ารีบยอมแพ้เสียเถิด หรือว่าเ้าไม่ฟังคำพูดของอาจารย์แล้ว?" ม่อเวิ่นเทียนเกลี้ยกล่อมต่อ เขารู้ว่าหากขืนสู้ต่อไป เยี่ยนชิงซือจะต้องได้รับาเ็สาหัสอย่างแน่นอน
แต่เยี่ยนชิงซือยังคงไม่หวั่นไหว
ไป๋เส้าหัวแค่นเสียงเ็า แล้ววาดกระบี่ออกไปอีกครั้ง
เยี่ยนชิงซือถูกซัดจนถอยร่นไปอีกครั้ง
"ใจเด็ดไม่เลว เช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าลงมือหนักกับบุปผางามแล้วกัน" สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ใช้เจตจำนงกระบี่อีกครั้ง
กระบี่วายุคลั่ง! คมวายุที่แฝงด้วยเจตจำนงกระบี่พุ่งเข้าจู่โจมอีกครั้ง
ตูม!
นางถูกฟันจนกระเด็นออกไป และมีรอยกระบี่ปรากฏขึ้นที่แขน
ฉินเทียนทนดูไม่ได้ จึงะโขึ้นไปรับตัวเยี่ยนชิงซือไว้ทันที ก่อนที่ทั้งสองจะค่อย ๆ ร่อนลงสู่พื้น
"โอ้โห! ช่างหล่อเหลายิ่งนัก!"
"หากข้าาเ็ ท่านอาจารย์อาจะอุ้มข้าแบบนี้บ้างไหมนะ!" ศิษย์หญิงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยความอิจฉา
เยี่ยนชิงซือที่อยู่ในอ้อมกอดของฉินเทียนใบหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย ฉินเทียนนำยาระดับปฐีขั้นสุดยอดเม็ดหนึ่งยัดใส่ปากนาง อาการาเ็จึงสงบลงทันที าแเริ่มค่อย ๆ สมานตัว
"เ้าเด็กบ้า จะอุ้มนานแค่ไหนกัน?" ม่อเวิ่นเทียนเห็นผักกาดขาวตัวน้อยของตนถูกฉินเทียนอุ้มไว้ ก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
เมื่อได้ยินคำพูดของม่อเวิ่นเทียน เยี่ยนชิงซือจึงรีบผละออกจากอ้อมกอดของฉินเทียนทันที
ฉินเทียนหันไปมองอันเมี่ยวหลิงแล้วเอ่ยเรียบ ๆ ว่า "ไปเถอะ! จัดการเขาให้สำเร็จ ข้าจะได้กลับไปให้อาหารปลา"
"เ้าค่ะ!" อันเมี่ยวหลิงเดินก้าวออกไปท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน
ในความทรงจำของพวกเขา แม้อันเมี่ยวหลิงจะเป็อัจฉริยะที่หาตัวจับยาก แต่นางเพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงสิบกว่าปี และอายุยังน้อยกว่าพวกเขาถึงเจ็ดแปดปี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวอันเมี่ยวหลิงนัก
นางไม่ได้สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น ค่อย ๆ ยกมือเรียวบางดุจหยกขึ้น กระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ และพุ่งตรงไปยังไป๋เส้าหัว
ภายใต้การควบคุมของอันเมี่ยวหลิง กระบี่ปิงหลีพุ่งเข้าฟันไป๋เส้าหัวอย่างต่อเนื่องราวกับเงา
เพียงชั่วอึดใจเดียว บนร่างของไป๋เส้าหัวก็ปรากฏรอยกระบี่สามแห่ง และเขาก็ทรุดตัวลงนอนกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
เขาพยายามเงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "เจ... เจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์ เป็... เป็ไปได้อย่างไร?"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่อันเมี่ยวหลิงเป็จุดเดียว
"ไปกันเถอะเ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
ฉินเทียนพยักหน้าแล้วพาอันเมี่ยวหลิงจากไป
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” ม่อเวิ่นเทียนหัวเราะเสียงดัง "ดูท่าว่าในรุ่นเยาว์นี้ อันเมี่ยวหลิงแห่งสำนักเราจะโดดเด่นที่สุดเพียงผู้เดียวเสียแล้ว"
เหลิ่งหยามองตามแผ่นหลังของอันเมี่ยวหลิง พร้อมกับมีรอยยิ้มเ้าเล่ห์แฝงอยู่ลึก ๆ จากนั้นเขาก็พยุงไป๋เส้าหัวขึ้นมาและเริ่มรักษาอาการาเ็
เมื่ออาการของไป๋เส้าหัวดีขึ้น เหลิ่งหยาจึงหยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งโยนให้ม่อเวิ่นเทียน
"ที่ว่างนี้เป็ของพวกเ้าแล้ว" พูดจบเขาก็พาคนจากไป
...
หลังกลับมาถึงยอดเขาฉางเจี้ยน อันเมี่ยวหลิงก็ยิ้มแล้วถามว่า "ความรู้สึกตอนอุ้มศิษย์พี่เยี่ยนเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?"
"ััไม่ดีเท่าเ้า"
???
พอให้อาหารปลาเสร็จ ฉินเทียนก็เตรียมจะทำอาหารมื้อหนึ่ง
เขาให้อันเมี่ยวหลิงไปเก็บแตงิญญาและหน่อไม้ดินในสวนสมุนไพร พร้อมกับถือโอกาสเติมพลังงานให้กับค่ายกลิญญาในดินด้วย
ครู่ต่อมา อันเมี่ยวหลิงก็นำวัตถุดิบกลับมา แต่ด้านหลังกลับมีม่อเวิ่นเทียนตามมาด้วย
ทันทีที่ม่อเวิ่นเทียนมาถึง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "วัน ๆ เอาแต่ทำเื่ไร้สาระพวกนี้ แถมยังให้นางไปช่วยทำงานอีก นางคือความหวังของคุนหลุนเรานะ"
ยังไม่ทันที่ฉินเทียนจะได้พูดอะไร อันเมี่ยวหลิงก็ขมวดคิ้ว "ข้าเต็มใจเ้าค่ะ อีกอย่าง อาหารที่ท่านอาจารย์ทำก็อร่อยมากด้วย"
อันเมี่ยวหลิงเริ่มปกป้องฉินเทียนอีกครั้ง ซึ่งเื่นี้ม่อเวิ่นเทียนไม่มีวิธีจัดการเลย เขาจึงหยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งยื่นให้อันเมี่ยวหลิงแล้วกล่าวว่า "อีกสามวันดินแดนลับเซียวเหยาจะเปิดออก ภายในนั้นมีโอกาสมากมาย
ทั้งสมุนไพริญญาและของล้ำค่าต่าง ๆ เป็ที่ที่ทั้งสามสำนักของพวกเรายอมทุ่มทรัพยากรมหาศาลเพื่อเปิดมันออกมา แต่มันมีข้อจำกัดสองประการ
หนึ่ง คือผู้ที่เข้าได้ต้องมีระดับต่ำกว่าระดับนิพพานเท่านั้น
หากผู้ที่มีระดับนิพพานขึ้นไปเข้าไปในดินแดนลับ ทางเข้าจะปิดลงโดยทันที
สอง คือช่องทางที่พวกเราเปิดสามารถเข้าไปได้เพียงเก้าคน ดังนั้นถึงตอนนั้นหวังว่าเ้าจะไปสักรอบ"
อันเมี่ยวหลิงรับป้ายคำสั่งมา แล้วหันไปมองฉินเทียน
ฉินเทียนพยักหน้า "เ้าอยู่ในสำนักมาหลายปี ไม่ได้ออกไปข้างนอก หากเ้าอยากออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ย่อมได้"
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเ้าค่ะ!"
ม่อเวิ่นเทียนได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่ง หากมีพลังต่อสู้ระดับสรรค์สร้างอย่างอันเมี่ยวหลิงอยู่ด้วย จะต้องได้รับผลประโยชน์มหาศาลแน่นอน
และการมีนางอยู่ยังช่วยรับประกันความปลอดภัยของคนอื่น ๆ ได้ด้วย เพราะเมื่อพบของล้ำค่า ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่คนจากสำนักอื่นจะเกิดความคิดชั่วร้าย
นอกจากนี้ ภายในนั้นยังมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ด้วย
หลังจากม่อเวิ่นเทียนจากไป ฉินเทียนก็นำป้ายคำสั่งมิติเวลาส่งให้อันเมี่ยวหลิง "หากเจออันตราย ให้กระตุ้นสิ่งนี้"
อันเมี่ยวหลิงรับป้ายคำสั่งมิติเวลามาเก็บไว้ ตอนนี้ไม่ว่าฉินเทียนจะให้ของล้ำค่าอะไรนางก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นแล้ว เพราะสิ่งที่ฉินเทียนมอบให้นาง สร้างความประหลาดใจมามากพอจนนางเริ่มชินเสียแล้ว
หลังจากวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง อาหารก็เสร็จ ทั้งสองนั่งลงทานอาหารด้วยกันอย่างอบอุ่น เมื่อเทียบกับชาติก่อนที่ต้องละกิเลสและโดดเดี่ยว นางชอบชีวิตในตอนนี้มากกว่า
เพราะมีอาจารย์! อาจารย์คนนี้ดีทุกอย่าง ติดอยู่ที่ว่ามีความเ้าเล่ห์อยู่บ้าง มักจะทำเื่ที่เกินเลยอยู่บ่อยครั้ง และหลังจากทำเสร็จ ก็ยังสามารถแถให้เื่ผ่านไปได้อย่างหน้าตาเฉย ทำให้นางทั้งขำทั้งร้องไห้
...
สามวันต่อมา
อันเมี่ยวหลิงกล่าวลาฉินเทียน
ก่อนจากไป ฉินเทียนอาศัยจังหวะกอดนาง "ศิษย์รัก ดูแลตัวเองด้วย หากมีอันตรายให้ใช้ป้ายคำสั่งมิติเวลา"
อันเมี่ยวหลิงเองก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์เช่นกัน เพราะสิบปีมานี้นางไม่เคยห่างจากอาจารย์เลย การต้องจากไปกะทันหันทำให้รู้สึกไม่ชิน แต่เมื่อคิดว่าออกไปเพียงไม่นาน นางก็ทำใจได้
อันเมี่ยวหลิงเดินทางมายังตำหนักใหญ่ของสำนัก ภายในตำหนักมีเยี่ยนชิงซือ เซวียนเหลย และอีกคนหนึ่งคือไป๋อันอัน ศิษย์ของซูหลานแห่งยอดเขาอวี้เจี้ยน
หลังจากรวมตัวกันเสร็จ ซูหลานก็นำกลุ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังดินแดนลับเซียวเหยา
ฉินเทียนที่อยู่บนยอดเขาฉางเจี้ยนเพียงลำพังเริ่มรู้สึกเบื่อ จึงเตรียมตัวลงเขาเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน
ใน่ยี่สิบกว่าปีที่อยู่ในสำนัก ทุก ๆ สองสามปีเขาจะกลับบ้านสักครั้ง บิดามารดาที่บ้านก็เป็ผู้ฝึกตนเช่นกัน เพียงแต่ระดับการบ่มเพาะไม่สูงนัก
เมื่อออกจากสำนัก เขาเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ จนมาถึงเมืองฉงิ เมืองหลวงของอาณาจักรฉงิ
บ้านของเขาตั้งอยู่ในจวนหลังใหญ่ทางทิศเหนือของเมือง
เมื่อเขามาถึงจวนฉิน กลับพบว่าตนเองไม่สามารถเข้าไปได้ เมื่อสังเกตดูอย่างละเอียด ถึงพบว่ามีคนวางค่ายกลเอาไว้
หลังจากพยายามอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ทำลายค่ายกลและเข้าไปได้ แต่เมื่อเข้าไปแล้วกลับพบว่าไม่มีใครอยู่เลย ทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
เขาเดินสำรวจรอบหนึ่ง จนกระทั่งพบจดหมายฉบับหนึ่งในห้องหนังสือของบิดา เนื้อหาในจดหมายระบุคร่าว ๆ ว่า ‘ข้ากับแม่ของเ้าออกไปเที่ยวเล่น อย่าได้เป็ห่วง’
นอกจากนี้ยังทิ้งตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ไว้ให้ตัวหนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาเหมือนบิดาของเขาไม่มีผิดเพี้ยน ฉินเทียนเก็บตุ๊กตาตัวนั้นไว้แล้วเดินออกมาข้างนอก
หลังจากออกมา เขาก็ตกอยู่ในห้วงความคิด ค่ายกลนี้ดูเหมือนว่าต้องเป็ระดับปราชญ์เท่านั้นถึงจะวางได้ เหตุใดจึงมาปรากฏที่บ้านของข้า?
ดูท่าคงต้องรอถามบิดามารดาในครั้งหน้าที่ได้พบกัน
เมื่อออกจากบ้าน เขาก็เดินเตร่ไปทั่ว จนกระทั่งเดินเข้ามาในตัวเมืองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งขณะนี้ในเมืองกำลังมีการจัดสอบวรยุทธ์
ผู้ฝึกตนไม่เพียงแต่สามารถเข้าร่วมสำนักเพื่อฝึกฝนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้ารับราชการหรือเข้าสู่ราชวงศ์ได้ด้วย
เพียงแต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว พลังต่อสู้ระดับสูงของสำนักคุนหลุนนั้นแข็งแกร่งกว่า เพราะมีการสืบทอดที่ยาวนาน