บทที่ 13 การเริ่มต้นใหม่ของตระกูลหลิง
ณ ชายป่าธารธารา
กลุ่มคนตระกูลหลิงได้มารวมตัวกันกว่าร้อยคนไม่นานนักผู้นำตระกูล ผู้าุโสูงสุด ผู้าุโหนึ่ง และผู้าุโสองก็มาถึงจุดนัดพบ
เมื่อเห็นผู้นำตระกูลมาถึงทุกคนต่างคารวะแสดงความเคารพ
“คารวะผู้นำตระกูล”
“ไม่ต้องมากพิธี”ผู้นำตระกูลกล่าว แล้วบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เมื่อพวกเ้ามาข้าเชื่อว่าพวกเ้ารู้ทุกอย่าง และเตรียมใจจากบ้านเกิดจากนี้เราจะเดินทางไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ หลีกเลี่ยงการล่มสลาย ของให้พวกเ้าแบ่งกันเป็สี่กลุ่มทุกคนต้องมีจำนวนคนในกลุ่มเท่ากัน ส่วนผู้นำกลุ่มจะมีข้า ผู้าุโสูงสุดผู้าุโหนึ่ง ผู้าุโสอง”
กล่าวจบทุกคนได้เดินกันไปหาผู้นำทั้งสี่ตามคำกล่าวของผู้นำตระกูลต่อมาก็เริ่มนับจำนวนคนในกลุ่ม
“กลุ่มข้ามียี่สิบหกคน”ผู้นำตระกูลหลิงกล่าว
“กลุ่มข้ามียี่สิบห้าคน”ผู้าุโสูงสุดกล่าว
“กลุ่มข้ามียี่สิบหกคน”ผู้าุโหนึ่งกล่าว
“กลุ่มข้ามียี่สิบห้าคน”ผู้าุโสองกล่าว
“รวมแล้วหนึ่งร้อยหกคนทุกคนจัดแถวให้เรียบร้อย เราจะเริ่มออกเดินทาง” ผู้นำตระกูลกล่าวจบทุกคนล้วนจัดแถวเป็ระเบียบในเวลาไม่นาน ขณะเตรียมก้าวเดินนั่นเองอากาศด้านหน้าผู้คนตระกูลหลิงพลันบิดเบี้ยว
ผู้นำตระกูลและเหล่าผู้าุโเห็นพลันชะงักมีเพียงผู้าุโสูงสุดเรียกกระบี่มากุมไว้ในมือเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
.
.
.
ย้อนกลับไปก่อนหน้าไม่นานนัก
หลังจากผู้นำตระกูลหลิงนำคนกว่าร้อยคนในตระกูลจากไปไม่นานกลุ่มคนสวมชุดดำปกปิดใบหน้ากว่าร้อยคนได้ลักลอบเข้ามายังตระกูลหลิงได้อย่างง่ายดายเพราะยามนี้คนในตระกูลหลิงที่เหลืออยู่ต่างตกอยู่ในความวุ่นวาย
ด้วยเหตุนี้เองการสังหารหมู่คนตระกูลหลิงภายในตระกูลของพวกเขาจึงบังเกิด เสียงร้องโหยหวน เสียงกรีดร้องดังลั่น กลิ่นคาวโลหิตฟุ้งกระจาย
เพียงสามชั่วโมงหลังจากนั้นบรรยากาศแห่งความตายได้อบอวลไปทั่วตระกูลหลิง ก่อนเกิดเพลิงลุกไหม้โหมกระหน่ำ เผาทำลายตระกูลหลิงให้หายไปพร้อมซากศพในชั่วข้ามคืน
ทว่า! เหล่าคนสวมชุดดำปกปิดใบหน้ากว่าร้อยคนมิได้ไร้ความสูญเสียอย่างน้อยมันก็เสียคนไปเกือบยี่สิบคน หลังเข้าไปทำลายคนในตระกูลหลิง
เมื่อเหล่าคนสวมชุดดำปกปิดใบหน้าออกไปจากตระกูลหลิงเหนือตระกูลหลิงพลังมีร่างราชสีห์เร้นลับปรากฏขึ้นกลางอากาศมันกวาดสายตามองตระกูลหลิงใต้เปลวเพลิง
“กลิ่นน่ารังเกียจ”ราชสีห์เร้นลับพ่นลมหายใจแรง ก่อนร่างมันจะหายไปจากจุดเดิมไปปรากฏอยู่ใกล้ๆเหล่าคนสวมชุดดำ
จากนั้นการสังหารคนสวมชุดดำกว่าแปดสิบคนภายใต้กรงเล็บของราชสีห์เร้นลับจึงบังเกิดคลื่นพลังเร้นลับ เหล่าคนสวมชุดดำทุกคนล้วนตกตายโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
แต่ว่าการสังหารของราชสีห์เร้นลับยังไม่จบสิ้นมันใช้กลิ่นของเหล่าคนชุดดำนำไปสู่ต้นตอและเริ่มทำลายล้างทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนสวมชุดดำเ่าั้แม้แต่ตัวตนระดับเทวะยังถูกฉีกกลายเป็เศษเนื้อ มิอาจขวางทางของมันได้
.
.
.
ทางด้านของเจียอี้
หลังจากเริ่มใช้เขตแดนทะเลปี่อ้านดูดซับพลังศพเปลี่ยนให้เป็พลังแห่งความตายไปได้สักพักเขาได้แบ่งจิตส่วนหนึ่งไปยังราชสีห์เร้นลับ หลังรับรู้ว่าตระกูลหลิงถูกทำลายก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ
กระนั้นยังโชคดีที่เขากลับค้นพบว่าคนตระกูลหลิงยังเหลือรอด จึงสั่งให้ราชสีห์เร้นลับล่าสังหารผู้ที่เกี่ยวข้องและเรียกราชันพยัคฆ์ขาวออกมา เพื่อให้มันตามไปปกป้องตระกูลหลิงที่เหลือรอดเป็เวลาหนึ่งร้อยปีตามคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับหลิงฮุ่ยเพราะมันถือว่าเป็ส่วนหนึ่งของเขา
ส่วนตระกูลหลิงจะเป็เช่นไรต่อไปล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตานำพา เพราะว่าเขาจะจมลงสู่การบ่มเพาะพลังศพ ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น
.
.
.
กลับมาด้านผู้นำตระกูลหลิง
ยามนี้คนตระกูลหลิงนับร้อยต่างมีทีท่าเคร่งเครียดไม่ต่างกันเพราะอากาศที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้า มีพยัคฆ์ขาวตัวเขื่อง ปลดปล่อยกลิ่นอายเทวะเดินออกมาสะกดให้คนตระกูลหลิงทุกคนไม่เว้นแม้แต่ผู้าุโสูงสุดยังต้องคุกเข่าลงกับพื้น
“ฮืม! พวกเ้าจะคุกเข่ากันทำไม” ราชันพยัคฆ์ขาวถามผู้คนตระกูลหลิงอย่างไม่เข้าใจแต่ไม่มีใครให้คำตอบมัน เพราะทุกคนต่างตกอยู่ใต้การสะกดของแรงกดดันระดับเทวะ
กว่าราชันพยัคฆ์ขาวจะรู้ตัวว่าแรงกดดันของมันส่งผลกระทบต่อคนตระกูลหลิงคนตระกูลหลิงเกือบทุกคนก็นอนราบไปกับพื้นเสียแล้ว
“อ่า ขอโทษพวกเ้าด้วยข้าลืมเก็บงำกลิ่นอาย แต่อย่าใไป ข้าไม่ได้มาร้าย ข้ามาเพื่อพิทักษ์ตระกูลเ้าหนึ่งร้อยปีตามคำสั่งเสียของหลิงฮุ่ย”ราชันพยัคฆ์ขาวกล่าวพร้อมเชิดหน้าให้มันดูทรงภูมิ แค่มันไม่คาดคิดว่าชายชราคนหนึ่งจะกล่าวถามเื่ที่มันคาดไม่ถึง
“เ้าเป็สัตว์อสูรของบรรพบุรุษฮุ่ยรึ!?”
“หึ! ไร้สาระ ข้ามิใช่สัตว์อสูรของผู้ใด ข้าเป็สิ่งที่ถือกำเนิดมาจากการบ่มเพาะของผู้แกร่งกล้าคล้ายกับร่างแยก เพียงแค่ข้าได้รับคำสั่งมา และมิได้มีจิตสถิตจึงสามารถตัดสินใจตามความ้าของข้าหากเ้าบอกว่าข้าเป็สัตว์อสูรของผู้ใดอีกครั้ง ‘คงไม่พ้นความตาย’ เพราะมันเหมือนกับบอกร่างหลักเป็ทาสรับใช้”ราชันพยัคฆ์ขาวปลดปล่อยจิตสังหาร สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชายชาายชราพลันรับรู้อันตรายถึงชีวิตจึงรีบกล่าวขออภัย
“ขออภัยข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ท่านโปรดผู้สูงส่งละเว้น”
“ข้าน้อยผู้นำตระกูลหลิงเทพพิทักษ์โปรดอภัยให้ผู้าุโหนึ่ง” ผู้นำตระกูลหลิงกล่าวพร้อมคุกเข่ารับหน้าแทนราชันพยัคฆ์ขาวเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวอย่างไม่แยแส
“ลุกขึ้นอย่ามัวเสียเวลา รีบเดินทางไปยังที่อยู่อาศัยใหม่ของพวกเ้า ข้าเชื่อว่ามันต้องดีกว่ามองพวกเ้าอยู่เช่นนี้เป็ร้อยเท่าเพราะที่นั่นอาจทำให้ผู้หญิงและเด็กในตระกูลเ้าเพิ่มขึ้น”
“ขอรับ ข้าจะเร่งนำ”ผู้นำตระกูลหลิงกล่าวรับหน้านิ่งราวกับว่าคำกล่าวของราชันพยัคฆ์ขาวเป็ความจริงทุกประการ แต่ในความเป็จริงนั้นช่างยากยอมรับเพราะในกลุ่มคนตระกูลหลิงกว่าร้อยมีหญิงสาวสิบสามคน และไม่มีมากไปกว่านี้กระทั่งเด็กที่เป็รากฐานก็ไม่มีสักคน
“ข้ากล่าวผิดไปรึ?” ราชันพยัคฆ์ขาวมองเข้าไปในแววตาผู้นำตระกูลหลิงครู่หนึ่งสุดท้ายไม่ได้กล่าวต่อ เพราะมันเห็นแววตาผู้นำตระกูลหลิงสั่นไหว
จากนั้นไม่นาน ผู้นำตระกูลหลิงได้เริ่มให้ผู้คนจัดแถวอีกครั้งก่อนจะเริ่มเดินทางไกล ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ภายใต้การคุ้มครองของราชันพยัคฆ์ขาว
.
.
สิบปีผ่านไป
เจียอี้ได้ดูดกลืนทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพิษและความตายบนผืนผิวดาวเทียนไห่ไปหมดสิ้น โดยไร้ซึ่งการรบกวนจากสิ่งใด เพียงแต่เขาดันบังเอิญััได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายลึกลงไปใต้ผืนดิน
ทำให้เจียอี้เร่งเก็บกวาดร่องรอยของเขตแดนทะเลปี่อ้านก่อนจะเริ่มใช้เขตแดนทะเลปี่อ้าน ดูดกลืนพลังแห่งความตายใต้ผืนดินซึ่งการดูดซับพลังแห่งความตายใต้ผืนดินครั้งนี้ อาจทำให้เขามีพลังเทียบเท่าระดับจักรพรรดิจันทราหรือสูงกว่า
สำหรับเวลาในการดูดซับพลังแห่งความตายอาจใช้เวลาราวพันปีหรือน้อยกว่านั้นเพราะเจียอี้เคยดูดซับพลังแห่งความตายมหาศาลมาก่อนเขาจึงมีความคุ้นเคยและประสบการณ์
หากว่ามีใครสักคนเห็นเจียอี้ั้แ่ลืมตาตื่นจวบจนบัดนี้ คนผู้นั้นต้องมองว่าเจียอี้เป็ผู้เสพติดการบ่มเพาะพลัง
.
.
ทางด้านตระกูลหลิง
หลังผ่านไปกว่าสิบปีผู้นำตระกูลหลิงได้นำผู้คนทั้งหมดมาตั้งถิ่นฐานตระกูลขึ้นใหม่ระหว่างป่าหมอกและทะเลดาว
ตลอดการเดินทางมาตั้งถิ่นฐานของคนตระกูลหลิงทุกคนล้วนพานพบอันตรายน้อยใหญ่ แต่โชคดีตระกูลหลิงมีราชันพยัคฆ์ขาวคอยปกป้องทุกคนจึงอยู่รอดปลอดภัย
แม้แต่ระหว่างการสร้างตระกูลหลิงขึ้นใหม่หรือระหว่างป่าหมอกและทะเลดาวจะมีอันตรายมากล้น ราชันพยัคฆ์ขาวก็สามารถปกป้องตระกูลหลิงได้ทุกครั้ง
และนับั้แ่ตระกูลหลิงถูกสร้างไม่เพียงมีที่พักอาศัยของคนตระกูลหลิง ยังมีที่พักอาศัยของราชันพยัคฆ์ขาวกระทั่งรูปปั้นของราชันพยัคฆ์ขาวยังมี ซึ่งคนตระกูลหลิงสร้างขึ้นเพื่อเป็การแสดงเคารพแก่ราชันพยัคฆ์ขาว
เพราะถ้าเกิดไม่มีราชันพยัคฆ์ขาวตระกูลหลิงคงไม่สามารถอยู่รอดมาได้ถึงวันนี้และคงไม่มีทายาทตระกูลหลิงรุ่นใหม่เกิดมาในรอบสิบปี
ณที่พักอาศัยของราชันพยัคฆ์ขาว
ราชันพยัคฆ์ขาวนอนราบอยู่บนหินก้อนใหญ่รอบด้านมีต้นหลิวพลิ้วไหวไปตามสายลม สร้างเสียงเสนาะหูตามธรรมชาติ และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
แต่อยู่ๆได้มีเสียงเคาะสามครั้งดังกึกก้อง ทำลายบรรยากาศรื่นรมย์หาได้ยากนี้อย่างไรก็ตามราชันพยัคฆ์ขาวไม่ได้แสดงความไม่พอใจมันเพียงยืนขึ้นและกล่าวเสียงดังลั่นราวกับมันคุ้นชิน
“เข้ามา!”
สิ้นเสียงราชันพยัคฆ์ขาวประตูหน้าของที่พักอาศัยของมันพลันถูกเปิดออก ผู้นำตระกูลหลิงจึงเดินเข้ามาแต่เขาไม่ได้เข้ามาคนเดียว เพราะเขานำพาเด็กชายสามคนและเด็กหญิงสองคนเข้ามาด้วย
“นั่นคือเด็กห้าขวบทั้งห้าที่เ้าคัดเลือกมาแล้ว?” ราชันพยัคฆ์ขาวกล่าวถามผู้นำตระกูลหลิงเหมือนมันมองเด็กที่ยังไม่ถูกคัดเลือก ผู้นำตระกูลหลิงจึงกล่าว
“ท่านอสูรศักดิ์สิทธิ์เด็กตระกูลหลิงมีไม่มาก ถึงทั้งห้าไม่สามารถเรียนรู้จากท่านได้มาก ในอนาคตพวกเขาย่อมพัฒนา”
“ก็ดีต่อให้ผลลัพธ์ไม่น่าพอใจ ในอนาคตยังมีเวลาเก้าสิบปี หวังว่าในสิบปี ยี่สิบปีหรือหนึ่งร้อยปีข้างหน้าลูกหลานเปี่ยมพร์ของพวกเ้าจะปรากฏตอนนี้เ้าออกไปได้แล้ว อีกสิบปีค่อยกลับมา” ราชันพยัคฆ์ขาวกล่าวผู้นำตระกูลหลิงไม่คิดอยู่ต่อเพราะเวลานี้ทุกคนในตระกูลหลิงต้องเร่งพัฒนาให้ใครสักคนไปถึงระดับเทวะเพื่อความปลอดภัยของตระกูลในอนาคต
หลังผู้นำตระกูลหลิงจากไปราชันพยัคฆ์ขาวได้ตะปบอุ้งเท้าลงบนหิน ประตูจึงถูกปิดลง ยามนี้จึงเหลือเพียงเด็กน้อยทั้งห้าอยู่กับมัน
ทันใดนั้นเองกลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวพลันแผ่กระจายออกมาจากร่างราชันพยัคฆ์ขาวพร้อมกับเสียงทรงอำนาจ
“เ้าหนูทั้งหลายนับจากวันนี้เป็ไปจนกว่าพวกเ้าจะอายุครบสิบห้าปี ต้องอยู่ฝึกฝนกับข้า ภายใต้กฎหกข้อห้ามหนี ห้ามท้อ ห้ามหยุด ห้ามตาย ห้ามขัดคำข้า และห้ามไม่ปฏิบัติตามกฎ หากฝ่าฝืนพวกเ้าจะถูกข้าลงโทษ”
สิ้นคำกล่าวเสียงของราชันพยัคฆ์ขาวยังคงดังก้องไม่จางหาย เด็กน้อยทั้งห้ายังคงยืนนิ่งค้างราวกับเสียงของราชันย์พยัคฆ์ขาวกำลังแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ
กว่าเด็กน้อยทั้งห้าจะฟื้นคืนสติกลับมาราชันพยัคฆ์ขาวก็ได้นำพาไปสู่สถานที่สำหรับฝึกฝนแล้ว