ตอนที่แปด มนุษย์และจรรยา
“ทำได้ดีมาก “
เธอยิ้มอย่างดีใจที่ได้รับคำชม
ผมรู้สึกผิดในหัวใจ ที่ผมเองก็เป็อีกคนหนึ่งที่หลอกลวงเธอเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
แต่ผมต้องก้าวต่อไปเพราะผมรู้สึก ไม่สิ รู้ตัวดีเลยว่า เธอคือทางเดียวที่อาจจะทำให้ผมรอดจากการปะาทั้งตระกูล
หากผมเป็นางร้ายในโอโตเมะ คงเล่นมุก”พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกหลุมรักพระเอกเพื่อหลีกเลี่ยงฉากจบที่เลวร้าย”
แต่จากการคำนวณของผม หากแบ่งเป็รู้ทว่าจะไปเข้ากับองค์ชายหนึ่งถึง แปด แม่ทัพ พรรคมาร..อำมาตย์หวังก็น่าจะโดนลุกหลงได้ในทุกเหตุการณ์นั้น
เหมือนคำถามว่าคุณจะยับยั้งาดลกได้ไหมนั่นล่ะ
คำตอบคือเป็ไปได้ทางทฤษฎี แต่เป็ไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ หากเงื่อนไขของเหตุการณ์นั้นถึงพร้อมอยู่แล้ว
ผมทำท่ามองกระดาษแต่ก็เหมือนกับมองอย่างอื่นที่ไกลแสนไกล
นึกถึงภาพเชกูเวราไว้และลองทำตามให้เหมือนที่สุดเพื่อสร้างความประทับใจให้เธอ
“ทีนี้ลองเขียนอีกบทความหนึ่งที่กล่าวโต้แย้งคำกล่าวที่เธอกล่าวมาทั้งหมดในกระดาษแผ่นนี้”
อี้จิงทำหน้าตาใ
“ตะ แต่มันไม่ผิดธรรมเนียมและเป็เื่ที่..เื่ที่ไม่ดีหรือคะ?”
ผมผงกศีรษะรับ
“ถูกต้อง มันเป็เื่ผิดธรรมเนียม แต่มันจะเป็เื่ดีหรือไม่ดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของอี้จิงเอง”
เธอทำสีหน้าครุ่นคิดไปกับคำพูดของผม
“นี่คือสิ่งที่เป็รากฐานในแนวความคิดของพี่ ในการตีความคำกล่าวของท่านจอมปราชญ์”
ผมชูกระดาษขึ้น
“มนุษย์หรือคะ?”
ผมผงกศีรษะ
“ร้อยแปดพันประการ ไม่อาจก้าวข้ามพ้นบุคคล มันคือรากฐานของหลักแิ ความสัมพันธ์ต่างๆที่เ้าท่องมา คือเื่ราวของคน การทำความข้าใจบุคคล คือเป้าหมายของท่านจอมปราชญ์”
อี้จิงผงกศีรษะรับคำพูดของผม
“ที่พี่ให้เ้าเขียน เพื่อแสดงจิตใจของคน ในที่นี้คือเ้าเองและรวมถึงผู้อื่น
เ้าลังเลสินะ ในเื่ของหลักการธรรมเนียม?”
อี้จิงทำสีหน้าเอียงอายและก้มหน้า
“ความลังเลก็คือสิ่งที่แสดงว่าเ้าคือคนอย่าได้ละอายตนเองไปหรือทำให้จิตใจเ้ามัวหมองจนคล้อยห่างจากวิถี
พี่ให้เ้าเขียนความคิดลงกระดาษ สมมติเ้าเองเป็คนสองคน คนที่เห็นด้วยกับธรรมเนียม และคนที่ไม่เห็นด้วยกับธรรมเนียมขึ้นมา
และแยกจิตใจเ้าเป็สองประการให้เหมือนกับโต้เถียงกัน คัดค้านแิและการโต้แย้งของอีกฝ่าย”
อี้จิงจ้องมองเขา ตาเป็ประกาย..เฮ้ยเป็ประกายจริงๆด้วย
ผมทำเป็ไม่สนใจดวงตาเป็ประกายราวกับภาพตัดต่อในโฟโต้ช็อปและสอนเธอต่อไป
“วิธีการนี้คือการที่ปราชญ์ของแดนไกลเตรียมตัวในการโต้วาที ประลองฝีปากกับคู่แข่งของพวกเขา
ยิ่งเถียงกันเท่าไร เพื่อเอาชนะ ก็ยิ่งต้องทำความเข้าใจแิและจุดยืนของฝ่ายตรงข้าม
มันคือเส้นทางของการทำความเข้าใจบุคคล
ถึงกับมีเื่เล่าว่า นักบวชสองคนเห็นไม่ตรงกันและลุกศิษย์ลุกหาถึงกับทะเลาะกัน
แต่พวกเขาสองคนกลับเป็สหายสนิทกัน
นั่นคือ ความใจกว้างของนักปราชญ์ พี่อยากให้เ้าเดินบนเส้นทางนั้น
แสวงหาคู่แข่งที่เทียบเท่าเ้าขึ้นมาในตนเอง
เผชิญหน้ากับความสับสนในใจตนเอง เพื่อหาสิ่งที่จริงแท้แห่งวิถีให้ได้”
เท่านี้ผมก็น่าจะทำให้เธอยุ่งได้สักพักและเป็แบบเรียนที่สามารถหยิบมาทำได้เรื่อยๆ
“สิ่งสำคัญที่สุดคือเรียนรู้เกี่ยวกับคน เรียนรุ้เกี่ยวกับตนเอง เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่น หาวิถีที่ซ่อนอยู่ในวิถี ต่อจากนี้เ้ากับพี่ก็ไม่ใช่อาจารย์หรือศิษย์แต่เปรียบดั่งสหายที่รวมทางกันค้นหาวิถี”
“อี้จิงทราบแล้วค่ะท่านพี่” เธอโค้งหัวคารวะจนแทบจรดพื้น
คนในโลกนี้ชอบทำอะไรเว่อๆอย่างนี้ตลอดเลยนะ
..
ต่อจากนั้นผมพยายามชวนเธอเดินออกไปด้านข้างสวนส่วนตัวของผม ที่พอจะมีลานกว้างอยู่ข้างๆที่พักของผม
ไม่เรียกว่าใหญ่โตแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กที่อาศัยอยู่ในห้องพักสามารถวิ่งเล่นไปมาได้
อภิสิทธิ์ของบ้านขุนนาง
ผมพยายามสอนโดยการทำให้อี้จิงไม่เบื่อ
อัจฉริยะนั้นเบื่อง่าย ต้องเตรียมการสอนที่สามารถทำให้เขาท้าทายได้อยุ่เสมอ
และถ้าพวกเขาสนใจเื่อะไรแล้วก็แทบจะจดจ่อกับสิ่งนั้นไม่กินไม่นอน
พูดถึงเื่เดียวกันได้ทังวันไม่มีเบื่อ
ดังนั้นต้องทำร่างกายให้แข็งแรงไว้เสมอหาก้าคุยกับอัจฉริยะ เพราะต้องเปลืองทั้งแรงกายและแรงสมอง
“จิตใจที่สมบูรณ์อยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์..ก่อนหน้านี้พี่ยอมรับว่าละเลยไปหน่อยในเื่ร่างกาย เลยคิดว่าจะสนใจในเื่ของการฝึกยุทธบำรุงสุขภาพร่างกายด้วย เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ท่านจอมปราชญ์ไม่ได้ให้คนละเลยวิชาการต่อสู้ ดังนั้นในศิลปศาสตร์ทั้งหก จึงรวมการขี่ม้าและยิงธนูเอาไว้ด้วยเพราะรู้ว่าหากโรคภัยเบียดเบียน จะไม่สามารถเอาจิตใจไปขบคิดปัญหาของมรรควิถีได้นั่นเอง”
ผมเล่นมุกพูดแบบเดียวกับเ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ที่บอกว่าฝึกยุทธเพื่อรักษาสุขภาพ แต่ที่จริงมีวรยุทธระดับท็อปไฟว์ในเื่ทุกครั้ง
ส่วนไอ้คนที่พยายามฝึกยุทธจริงจังแบบนักบู๊ทั่วไป กลายเป็แค่ลูกกระจ๊อกของยุทธภพ
เมื่ออี้จิงจ้องตาส่องแสงแวววาว
“อะแฮ่ม ประโยคนี้เ้าแปลความได้ว่าอย่างไร หลังจากที่พี่อธิบายเื่การเดินลมปราณพื้นฐานแล้ว
จากพลังเป็สมาธิ จากสมาธิคืนสู่ว่างเปล่า จากว่างเปล่า รวมมรรคา ..โอ้ อธิบายและจดลงกระดาษให้พี่ด้วย เพื่อที่เราจะมาวิพากษ์วิจารณ์กัน”
“เอ่อ พลังก่อเกิดจากปราณ ควบคุมด้วยสมาธิ จากนั้นใช้สมาธิควบคุมพลังปราณ พอบรรลุสูงขึ้นไม่แบ่งเขาแบ่งเราอีก จึงเรียกว่าว่างเปล่า...”
เธอขบคิดและอธิบายอย่างฉาดฉาน
ความสามารถของนางเอกนี่น่ากลัวจริงๆ สามารถอธิบายและตีความภาษาจูนิเบียวของวรยุทธต่างๆได้ดีขนาดนี้
จากนั้นผมลองเอาเคล็ดวิชาที่ผมเจอในห้องสำนึกผิดให้เธอ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผมเจอความรู้สึกของตัวประกอบในนิยายเข้ากับตา
ที่ตัวร้ายได้พยายามแย่งวิชาแทบตาย แต่สุดท้ายคนที่ฝึกได้กลับเป็พระเอก
วิชาธาตุเย็นที่ผมเจอก็เช่นกัน
ในขณะที่พวกเราลองหันหน้าเข้าหากันและผมบอกว่าให้เธอลองฝึกดู หากรู้สึกไม่ดีก็ให้หยุด
แต่เธอกลับหลับตาเข้าภวังค์ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีก็มีแผ่นน้ำแข็งบางๆฉาบเคลือบผิวหน้าของเธอและไอเย็นแผ่ออกมาจากร่างกาย
เฮ้ย
มันผิดกฎฟิสิกส์นะ
น้ำแข็งมันจะจับบนตัวคนอย่างนี้ได้อย่างไร?
แต่มันก็เป็ไปแล้ว
แสดงว่าความรู้ฟิสิกส์ที่ผมเรียนรู้มาอาจจะผิด หรือไม่ถูกต้องทั้งหมด
เล่นเอาความมั่นใจเื่ความรู้ปัจจุบันของผมสั่นคลอน
ที่คนแค่ฝึกไม่ถึงห้านาที ก็มีพลังปราณนำหน้าผมไปอย่างง่ายดาย
ผมเดาว่าน่าจะเป็เพราะ”ร่างกายเก้าหยิน” ของอี้จิงที่ทำให้การฝึกวิชาธาตุเย็นได้ผลดีเว่ออย่างนี้
ผมหวังเล็กๆว่าผมจะเป็อัจฉริยะที่ไม่รู้ความสามารถของตนเองหรือใช้วิชาของโลกปัจจุบันทำให้ได้เปรียบผู้คนอัจฉริยะของโลกนี้
แต่อี้จิงก็ทำให้ผมดูแล้วว่า อัจฉริยะของโลกนี้มันเว่ออย่างที่โม้กันไว้ในเื่จริงๆ
ผมคือ”เด็กฉลาด”มาั้แ่เกิด แต่ไม่เคยเทียบได้เลยกับ”อัจฉริยะ” และไม่ต้องพูดถึงกับเหล่าคนเว่อๆในโลกใบนี้
“อัจฉริยะแห่งยุค” มันมีหุบเหวของความสามารถที่เห็นได้ชัด
เสียใจและน้อยใจหรือ? แน่นอน
แต่นั่นก็อยู่ในแผนการของผมเช่นกันในการเอาตัวรอดจากโลกอันโหดร้ายนี้