ในฐานะชายาเอก ต่งเอ้อซื่อย่อมมีอำนาจในมือเช่นกัน การแพร่กระจายข่าวจึงเป็เื่ง่ายดายยิ่ง
หลังจากหว่านซีอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ทิงจู๋และทิงฉินก็ช่วยนางเช็ดผมให้แห้ง เกาหมัวมัวเดินเข้าไปในห้องด้านในและกระซิบสองสามคำที่หูของนาง
ดวงตาของหว่านซีฉายแววเ็านางลุกขึ้นนั่งพลางโบกมือให้ทิงจู๋และทิงฉินออกไปจากห้องก่อนเอ่ยอย่างเฉยเมย “หมัวมัวยามนี้ทั้งเรือนหลังคงทราบแล้วกระมังว่าองค์ชายไม่ได้อยู่ที่ห้องข้า แต่อยู่ห้องหนังสือ!”
"เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ หากบ่าวได้ข่าว ยามนี้คนอื่นๆ ก็คงทราบเช่นกัน" เกาหมัวมัวกล่าวอย่างนอบน้อม
หว่านซีไม่ใช่คนโง่ ชาติที่แล้วนางอาจจะเป็คนถ่อมตน ทว่าใน่ที่นางป่วยก็ไม่มีกลอุบายใดที่ไม่เคยเห็นอีกยามนี้เพียงใช้ความคิดเล็กน้อยก็รู้ได้ในทันทีว่าต่งเอ้อซื่อมีแผนการใด
เดิมหว่านซีคิดว่าต่งเอ้อซื่อผู้นี้มักจะคิดอย่างถี่ถ้วน จะอดกลั้นเมื่อเผชิญหน้ากับนางที่แสดงออกอย่างป่าเถื่อนและหยิ่งยโส แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะประเมินอีกฝ่ายสูงไปเสียแล้ว
ที่ต่งเอ้อซื่อแพร่ข่าวนี้ก็เพียงเพื่อยุยงให้เหล่าสตรีในเรือนหลังแย่งชิงอิ้นถังไม่ให้มาหานางก็เท่านั้น
น่าเสียดายที่นางไม่ใช่หวันเหยียนหว่านซีที่นอบน้อมเชื่อฟังไม่รู้จักการตอบโต้ดังเช่นชาติก่อนแต่กับชีวิตนี้ มีเพียงนางไม่้า มิเช่นนั้นก็ไม่มีใครแย่งชิงอะไรไปจากนางได้
หว่านซีเอนกายลงบนตั่งคนงามด้านข้างพลางยิ้มมุมปาก เล่นปิ่นมุกในมือเงียบๆ รอให้ใครบางคนถูกบีบให้พ่ายแพ้ไปเอง
"นายหญิงเราควรรอเช่นนี้และไม่ทำอะไรเลยหรือ" เกาหมัวมัวถามขณะช่วยหว่านซีเช็ดผม
"แล้วจะทำอะไรได้เล่า สตรีเหล่านี้ล้วนแต่กำลังรอโอกาสอยู่ แล้วเราเข้าร่วมไปเพื่ออันใด!” หว่านซีถอนหายใจเบา ก่อนจะเสริมต่อว่า "พวกนางอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ หมัวมัวเพียงต้องควบคุมคนในเรือนของเราไว้ก็พอคืนนี้ไม่ว่าอย่างไรองค์ชายก็ต้องเสด็จมาที่นี่แน่ เราเพียงต้องนั่งรอเงียบๆ และรอชมการแสดงเท่านั้น”
“บ่าวเข้าใจแล้ว” เกาหมัวมัวตอบเบาๆ เมื่อเห็นว่าหว่านซีไม่เอ่ยสิ่งใดอีก นางก็เคลื่อนไหวเบาลงอย่างไม่รู้ตัว
ยามนี้เหล่าสตรีในตำหนักล้วนมีความคิดต่างๆ นานา บางคนกำลังวางแผนอย่างลับๆ บางคนกำลังจับตามองอย่างเ็า และบางคนกำลังเตรียมที่จะลงมือ ภายนอกสถานการณ์นั้นเงียบสงบ ทว่ากลับแฝงความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวอย่างล้ำลึก
ในห้องทรงอักษร อิ้นถังขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววเ็าเพราะสิ่งที่เพิ่งได้อ่าน
หลังจากขึ้นครองราชย์ แม้ว่าฮ่องเต้จะไม่ได้ให้เหล่าองค์ชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วได้จัดการงานราชกิจทั้งหลายในทันทีทว่าก็ยังทรงมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเขาได้ฝึกปรือประสบการณ์ ถึงกระนั้นรัชทายาทกลับรู้สึกขัดหูขัดตาพวกเขาและมักจะสร้างปัญหาให้บรรดาองค์ชายอยู่เสมอ
เพียงเพราะกำเนิดจากองค์ฮองเฮาก็สามารถกดข่มพวกเขาได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือ
ยิ่งอิ้นถังคิดเกี่ยวกับเื่นี้มากเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น อาจมีเพียงการพรากเอาตำแหน่งรัชทายาทออกไปเท่านั้นที่จะทำให้เขาตระหนักได้ว่าตนก็ไม่ได้แตกต่างจากบรรดาพี่น้องคนอื่นๆเลย การมีมารดาสูงศักดิ์ไม่ได้ทำให้มีเกียรติมากไปกว่าองค์ชายที่มารดาฐานะต่ำต้อยแต่อย่างใดขณะที่เขากำลังคิดถึงเื่นี้ หลินชูจิ่วก็เดินเข้ามาพร้อมกับโค้งกายลง
"มีอะไร"เสียงของอิ้นถังเยือกเย็น เป็สัญญาณของไฟโทสะที่กำลังลุกโหมอยู่เื้ั
หลินชูจิ่วพลันสาปแช่งจูซื่อที่สร้างปัญหาในใจแต่ยังเอ่ยตอบด้วยความเคารพว่า “องค์ชาย แต่นางพูดด้วยความเคารพว่า "องค์ชาย แม่นางจูรอเข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ”
"แม่นางจู?"อิ้นถังปรายตามองไปยังด้านนอกด้วยสีหน้ามืดทะมึนคล้ายกำลังพยายามสะกดใจตัวเองเอาไว้
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ” หลินชูจิ่วค้อมร่างที่คุกเข่าของตนลงต่ำยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งเบาลงอีกราวกับ้าลดตัวตนของตนเองลงเพื่อเลี่ยงโทสะของอีกฝ่ายมาสู่ตัวเอง
"ให้นางเข้ามา!"น้ำเสียงเรียบเฉยของอิ้นถังแฝงความเ็า ก่อนเขาจะโบกมือให้หลินชูจิ่วออกไป
หลินชูจิ่วออกมาจากห้องทั้งตัวชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น ขณะเหลือบมองจูซื่อที่รออยู่ด้านนอกพร้อมกล่องใส่อาหารอดที่จะรำพึงในใจไม่ได้ว่าในเมื่อมีชีวิตที่ดีอยู่แล้วเหตุใดจึงต้องแสวงหาความตายมาสู่ตนเองด้วยเล่า
“แม่นางจู องค์ชายให้ท่านเข้าเฝ้าได้” หลินชูจิ่วค้อมกายให้อีกฝ่ายก่อนพานางเข้าไปยังด้านใน
ในฐานะผู้หญิงคนแรกขององค์ชายจูซื่อจึงพอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง ทว่าศักดิ์ศรีเช่นนี้ไม่ได้ทำให้นางพอใจ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากหลิวเจียซื่อและเว่ยซื่อเข้าตำหนักในมาแล้วอิ้นถังก็ไปเรือนนางน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็อยู่นางจึงไม่รีรอที่จะเข้ามาหาเขาเมื่อได้ยินข่าว
ความจริงแล้วจูซื่อเตรียมใจถูกอิ้นถังขับไล่หากแต่อิ้นถังไม่ได้ทำเช่นนั้น ทั้งยังปล่อยให้นางเข้าไปในห้องหนังสือเป็ครั้งแรกด้วยท่าทีเช่นนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงจูซื่อแม้แต่สตรีคนอื่นที่เฝ้าดูอยู่ทั้งตำหนักในต่างอดเสียใจไม่ได้ว่าเหตุใดพวกนางจึงไม่ยินยอมคว้าโอกาสเช่นนี้เอาไว้บ้าง
แน่นอนว่าพวกนางส่วนใหญ่ล้วนอยากชมดูเื่ตลกของหว่านซีกันทั้งนั้น
ในแง่ของความงาม จูซื่อย่อมไม่โดดเด่นเท่ากับหว่านซี แต่นางมีความงามอันอ่อนโยนดั่งหยกพิสุทธิ์ดังนั้นเมื่อนาง้ามาวอนขอความโปรดปรานจากอิ้นถังจึงไม่เพียงแต่ต้องแต่งตัวอย่างพิถีพิถันเท่านั้น แต่ยังทำขนมฝูหลิง[1]ที่เป็ของโปรดของอีกฝ่ายมาด้วยทั้งหมดนี่ก็เพื่อให้อิ้นถังกรุณานางเท่านั้น
อิ้นถังนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะหนังสือใบหน้าดำทะมึนขณะมองดูท่าทางอ่อนโยนอันเสแสร้งของจูซื่อ สีหน้าของเขาเริ่มแข็งทื่อและฉายแววไม่พอใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมีสนมชายาคนใหม่เข้าตำหนักในจะต้องปฏิบัติตามกฎของตำหนักใน่สามวันแรกอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าอิ้นถังจะโปรดปรานผู้มาใหม่หรือไม่เขาก็ต้องแสดงความเคารพต่อผู้ที่มอบสตรีให้แก่ตนดังเช่นฮ่องเต้คังซีหรืออี้เฟย โดยเฉพาะหวันเหยียนหว่านซีผู้นี้ฮ่องเต้คังซีเป็ผู้พระราชทานนางให้กับเขาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถทำสิ่งที่เป็การตบหน้านางได้ยิ่งไปกว่านั้นหว่านซียังเป็ผู้ที่มีสถานะพิเศษในใจเขาอีกด้วย
จูซื่อไม่ได้สังเกตเห็นความเ็าในดวงตาของอิ้นถัง นับั้แ่พริบตาที่นางก้าวเข้าประตูห้องมา นางก็พยายามทำให้เขาพึงพอใจด้วยการเอ่ยถึง่เวลาแสนหวานในอดีตหากเป็เวลาอื่นอิ้นถังก็ไม่รังเกียจที่จะไว้หน้านางสักหน่อย หากแต่ตอนนี้เขากำลังคิดว่าตนอาจปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ดีเกินไปจนพวกนางไม่ใส่ใจคำพูดของเขาอีก
“องค์ชาย ขนมฝูหลิงนี่หม่อมฉันเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆจะลองเสวยดูหรือไม่เพคะ” จูซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน
หว่านซีมีรูปโฉมงดงามเกินไปแม้ยามนี้นางจะยังคงเยาว์วัยอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนางจะกลายเป็สตรีที่เจิดจรัสเหนือผู้อื่นในตำหนักอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นหว่านซียังมีน้ำเสียงนุ่มนวลเสนาะหูที่สามารถละลายหัวใจของผู้ฟังได้แม้แต่จูซื่อยังรู้สึกเช่นนั้น แล้วจะนับประสาอะไรกับบุรุษ
ยิ่งคิดนางยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นและกลัวที่จะสูญเสียความโปรดปราน ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าอิ้นถังอยู่ในห้องหนังสือแม้จะรู้ว่าข่าวที่นางได้รับมานั้นผิดปกติอย่างไร แต่นางก็ยังคงกอดความหวังเอาไว้และตัดสินใจทุบหม้อข้าวจมเรือ[2]ในที่สุด
หากนางคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ก็เป็เื่ที่ดีที่สุดทว่าหากทำไม่ได้ นางก็ไม่ได้สูญเสียอะไร
น่าเสียดายที่แม้ความคิดของจูซื่อจะเป็ความคิดที่ดีแต่อิ้นถังก็ไม่ได้คิดจะทำตามความ้าของนาง
“เ้ากินอาหารเย็นแล้วหรือ” อิ้นถังถามเบาๆ น้ำเสียงของเขาแฝงความเยือกเย็น
"หม่อมฉันกินมาแล้ว ขอบพระทัยที่ทรงเป็ห่วงเพคะ" จูซื่อจดจ่ออยู่แต่กับคำพูดของอิ้นถังทว่าไม่ได้สังเกตดูสีหน้าและแววตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
“เ้ากินอาหารเสร็จแล้ว แล้วไม่คิดว่าข้าจะกินมาแล้วหรือ เ้าอยากจะให้ข้าอิ่มจนจุกตายหรือ” อิ้นถังเอ่ยถ้อยคำคลุมเครือ ยิ่งนานรอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็จางหายและยิ่งเ็ามากขึ้น
เมื่อจูซื่อได้ยินประโยคนี้ทั้งร่างก็แข็งเกร็งขึ้นมาทันควันนางเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแววเยาะหยันของอิ้นถังสองขาของนางก็อ่อนยวบ ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังทันควัน
“หม่อมฉันสมควรตาย หม่อมฉันสมควรตาย โปรดยกโทษให้หม่อมฉันด้วยเพคะ!” จูซื่อร้องขอความเมตตาด้วยน้ำเสียงสั่นเทาต่างจากน้ำเสียงอ่อนโยนนิ่มนวลก่อนหน้านี้ยิ่งนัก
"ถ้าไม่ใช่้าฆ่าข้าจริงเช่นนั้นเ้าก็กินขนมฝูหลิงทั้งหมดนี่เสีย"น้ำเสียงของอิ้นถังยิ่งเ็ามากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับภูตผีที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรกชวนให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความเย็นะเืไปถึงสันหลัง
[1] ขนมชนิดหนึ่ง ด้านนอกทำด้วยแป้งบาง มีไส้เป็ผลไม้ชนิดต่างๆ ผสมน้ำผึ้ง น้ำตาลและผงฝูหลิงซึ่งเป็ผงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจรักษาโรคนอนไม่หลับ เป็ต้น
[2] สำนวนจีน หมายถึงเมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้วที่จะทำก็ต้องทำต่อไปให้ถึงที่สุด