อาการาเ็ของฮุ่ยิหายสนิท วันนี้เข้าวันทดสอบวันที่ 6 สองวันที่ผ่านมาโชคดีที่การทดสอบไม่ต้องใช้สมองหรือแรงมากเพียงแค่เป็การตรวจร่างกายภายนอก ทำให้ไม่สะทกสะท้านกับแผลมาก เหล่าผู้สมัครหลายร้อยชีวิตรวมตัวกันที่โถงฝั่งตะวันตก ทุกคนต่างจดจ่อรอเริ่มการทดสอบ ไม่นานหนึ่งในขันทีได้ออกมายังด้านหน้าผู้สมัครก่อนจะประกาศการทดสอบ
“วันนี้เป็การทดสอบพรหมจรรย์ พวกเ้าทุกคนจะต้องยืนเรียงหนึ่ง จากนั้นขันทีก็จะตามตรวจสอบทีละคน โดยเริ่มจากสตรีเป็อันดับแรก”
ขันทีกล่าวจบเหล่าผู้สมัครชายต่างก็ทยอยออกจากห้องเพื่อรอเข้าการทดสอบ เมื่อฮุ่ยิออกมาเมื่อได้รู้ว่าจะต้องเข้าการทดสอบนี้สมองเขาขาวโพลนทันที ไม่ได้คิดว่าจะต้องทดสอบพรหมจรรย์ด้วย ครู่หนึ่งอ้ายฉิงเดินเข้ามาหาเขาก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงหลังจากเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนักของเขา
“ฮุ่ยิเ้าไหวหรือไม่”
“ข้า-ไหว ข้าไม่คิดว่าจะมีการทดสอบนี้ด้วย”
“ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีจริงๆ”
ฮุ่ยิเดินไปนั่งลงที่ยังขอบทางเดินพลางพิงกับเสาด้วยความหมดแรง เกิดมาไม่เคยมีใครััร่างกายด้านในของเขาแต่ครานี้ใครก็ไม่รู้จะต้องมาััร่างกายด้านใน ถึงแม้รู้ว่าการเข้ามาเป็นางบำเรอจะต้องเจอเื่แบบนี้แต่ก็ไม่คิดว่าจะต้องเจอเร็ว
“ข้าไม่อยากทำมันเลย ข้ากลับได้รึไม่”
“มาถึงนี่แล้วฮุ่ยิ เ้าอย่าท้อเพียงเพราะเื่แค่นี้สิ”
“แต่ข้าอาย”
“หากเ้าได้เป็นางบำเรอเ้าจะอายยิ่งกว่านี้ เ้าอย่าลืมสิ การเป็นางบำเรอก็เท่ากับว่าเ้าจะต้องถวายร่างกายนี้ให้ฮ่องเต้”
พอได้ยินอ้ายฉิงพูดแบบนี้ก็ยิ่งหดหู่ ฮุ่ยิถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพลางทอดสายตามองไปยังด้านหน้า
นี่เขามาทำอะไรที่นี่เนี่ย
นั่งรอฆ่าเวลาไปสักพักใหญ่ไม่นานเหล่าสตรีก็เริ่มทยอยออกมา เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจทำให้เขารู้ว่าการตรวจพรหมจรรย์เป็การสอดแท่งบางอย่างไปในช่องคลอด หากเป็ชายจะสอดไปทางด้านหลัง ฮุ่ยิหลับตาจู่ๆภาพก็ขึ้นมาในหัว ฮุ่ยิสะบัดหัวเพื่อสลัดภาพอันพิศดารออกจากศรีษะ
เขาจะมาคิดอุบาทว์แบบนี้มิได้!!!!
ฮุ่ยิลุกขึ้นปากบางเบะออกเล็กน้อยะโลงจากทางเดินสผุ่พื้นหญ้า อ้ายฉิงเห็นดังนั้นก็รีบดึงแขนไว้ทันที
“ฮุ่ยิเ้าจะไปไหน”
“ข้าจะกลับบ้าน”
“เ้าจะบ้ารึ!! มาถึงขนาดนี้แล้วจะถอยได้อย่างไร”
“ข้าไม่ตรวจนี่”
“ฮุ่ยิ…”
“ช่างน่าสมเพชเสียจริง เพียงแค่นี้ก็กลัวหัวหดเสียแล้ว”
เสียงคุ้นเคยให้ทั้งคู่หันไปมอง ซูหนิงกับพัดใบใหญ่และสายตาที่มองมาด้วยความเหยียดหยาม ฮุ่ยิมองนิ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทางยียวน
“หึ นั่นสินะ ข้านี่ช่างน่าสมเพชเสียจริงเชียว แต่ถึงกระนั้น เ้ายุ่งอะไรกับข้าล่ะ หรือว่า…เ้าจะเป็ห่วงข้าสินะ”
“เหตุใดข้าต้องเป็ห่วงเ้า เ้าจะเป็อะไรก็เื่ของเ้าสิ”
ฮุ่ยิะโขึ้นทางเดินก่อนจะเดินตรงที่ด้านหน้าของอีกคน มือเล็กจับพัดให้น้อมลงเพื่อให้เห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
“เ้านี่ปากแข็งจริงเชียว ห่วงข้าก็บอกว่าห่วงสิ”
“นี่เ้า-”
“อ๊ะๆ เ้าจะตีข้าหรอ ไม่นะ ข้าไม่อยากหัวแตกแบบวันก่อน”
เพียงแค่ประโยคเดียวของฮุ่ยิทำให้ทุกคนที่อยู่ที่ทางเดินต่างหันมามองเป็สายตาเดียวกันโดยเฉพาะซูหนิงที่ถูกจดจ้องเป็มากพิเศษ ไม่นานเสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นซูหนิงเริ่มไม่พอใจและะโว่าคนอื่นๆ
“นี่พวกเ้านินทาอะไรข้ารึ ข้าไม่ได้ทำเสียหน่อย อย่ามากล่าวหากันมั่วๆ”
“ข้าไม่ได้เอ่ยเสียหน่อยว่าเ้าทำ เ้าก็ได้ยินนี่”
“นี่เ้า”
“เ้าร้อนตัวรึ”
ซูหนิงกัดฟันแน่นพร้อมกับกำพัดแน่นจนเกือบหัก แต่ก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เพราะหากเขาทำก็จะส่งผลเสียกับเขา อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเข้าทดสอบและที่นี่มีคนจำนวนเยอะ ไม่นานขันทีก็เรียกตัวเข้าไปด้านในฮุ่ยิเดินผ่านไปโดยมีสายตาของซูหนิงมองผ่าน
“ข้าไม่ปล่อยไว้แน่ ฮุ่ยิ”
ด้านในมีแผงกั้นเป็ช่องซึ่งจะให้ผู้สมัครเข้าไปด้านใน ฮุ่ยิเข้ามาในแผงกั้นม่านสี่ทิศถูกปิดลงจนมิด ไม่นานหนึ่งในขันทีก็เข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์บางอย่างที่มีลักษณะเป็แท่ง ขันทีเอ่ยให้เขาถกกระโปรงขึ้นจนสูง ฮุ่ยิกัดปากแน่นก่อนจะสูดหายใจลึกสู้เสือก่อนจะใช้มือน้อยจัดการยกกระโปรงขึ้น
ดวงตาหลับลงเข้าไม่อยากเห็นและรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ริมฝีปากกัดแน่นจนแทบจะเืออกมือน้อยกำกระโปรงแน่นจนเกือบขาด ความรู้สึกเริ่มแปลกไปเมื่อมีบางอย่างจ่ออยู่ที่ช่องด้านหลัง ไม่นานสิ่งนั้นก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามา มันทั้งแข็งและเจ็บ ััรู้เลยว่ามันคือไม้แต่ด้วยความแข็งของมันทำให้เจ็บจนพูดไม่ออก น้ำตาเริ่มเอ่อออกมามือน้อยยกชายกระโปรงขึ้นซับน้ำตา สิ่งแข็งนั่นค่อยขยับเข้าออกอย่างช้าๆ
“อื้อ!”
ฮุ่ยิรีบยกมือปิดปากเมื่อเผลอปล่อยเสียงอันน่าอายออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่เหมือนว่าไม้นั่นจะยังคงขยับอย่างต่อเนื่องทำให้ความรู้สึกััมันแปลกไปจากเดิม ความรู้สึกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกเสียววาบแทน เขารู้สึกได้ว่าส่วนกลางเริ่มมีปฏิกิริยา มือน้อยที่จับกระโปรงเลื่อนไปจับที่ส่วนกลางแทนเล เหมือนทีบางอย่างไหลออกมา พยายามคิดในแง่ดีว่ามันคงไม่ใช่ อย่างไรก็ไม่ใช่ แม้เขาจะใสซื่อแต่ก็ไม่ได้ซื่อจนไม่รู้อะไรเลย
ไม่นานไม้นั่นก็ค่อยถูกดึงออกหลงเหลือแต่ความเจ็บและความเสียววาบที่ยังคงอยู่ ขันทีผู้นั้นส่งผ้าบางอย่างมาให้เขาเพื่อเอาไว้เช็ดจัดการตัวเอง ฮุ่ยิรู้สึกได้ว่าด้านหลังของเขามันมีอะไรบางอย่าง เขาใช้ผ้านั่นเช็ดสิ่งที่เห็นทำให้เขาใเพราะมันคือเื เืสีแดงเต็มไปหมด ฮุ่ยิพยายามเช็ดให้หมดแต่มันก็เยอะมากเขาพยายามเช็ดให้ได้มากที่สุดเพราะเขาต้องออกจากที่นี่
สิ่งแรกเมื่อฮุ่ยิออกมาจากโถงนั้นเขาก็รีบตรงดิ่งไปดิ่งยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลมากทันที เขาพยายามจัดการชำระล้างส่วนล่างให้สะอาดหมดจดก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้า ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็อย่างไรเขารู้สึกว่ามันน่าอายมาก มือน้อยจับกระโปรงตรวจสอบดูเห็นเืเปื้อนที่กระโปรง เขาจัดการควักน้ำทำความสะอาดทันที พยายามขัดๆถูๆแต่ดูเหมือนว่ามันจะออกยากเสียเหลือเกิน
“ออกสิ”
“ให้ข้าช่วยหรือไม่”
“ดีเล-”
ยังไม่ทันพูดจบเงยหน้าขึ้นพบกับฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ฮุ่ยิรีบลุกแต่ไม่ทันได้ทรงตัวทำให้ล้ม เฉิงหานคว้าตัวอีกคนได้ทันทีทำให้ฮุ่ยิรอดจากการหน้าทิ่มพื้น
“ซุ่มซ่าม”
“ขออภัยพะย่ะค่ะ”
เฉิงหานปล่อยมือ ฮุ่ยิเม้มปากก่อนจะหันไปจัดการตัวเองต่อ เฉิงหานแทรกตัวเข้ามาก่อนจะจับชายกระโปรงของเขาก่อนจะทำอะไรบางอย่างที่เขาไม่เห็น
“ท-ท่านกำลังทำอะไร”
“ล้างเื”
“มันสกปรก ข้าทำ-”
“อยู่เฉยๆ ทำไม่ถนัด”
สิ้นเสียงประกาศิตฮุ่ยิยืนนิ่งตัวแข็งทันที ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นมือน้อยแอบกำกระโปรงด้วยความเขิน
“ทดสอบเสร็จแล้วใช่หรือไม่”
“พะย่ะค่ะ”
“แสดงว่าเ้าว่าง”
“ก็ใช่พะย่ะค่ะ”
“ไปกับข้า”
สิ้นประโยคฮุ่ยิมองหน้าอีกคนด้วยความสงสัย ไปไหนกับฮ่องเต้ แล้วเขาต้องไปด้วยหรือ ฮุ่ยิคิ้วขมวดตัดสินใจเอ่ยถาม
“ไปไหนพะย่ะค่ะ”
“อย่าถามเยอะ”
ไม่รีรอให้อีกฝ่ายตอบเมื่อเสร็จสิ้นกับกระโปรงเฉิงหายก็จัดการดึงมืออีกคนออกมาเสียทันที ฮุ่ยิที่พยายามจะเอ่ยถามแต่ถูกอีกคนดัก หากเขาเอาแต่ะโอาจทำให้คนในวังเห็นได้ ไม่นานก็มาถึงหลังวังพบซิงเยียนที่ยืนพิงกำแพงข้างๆเขามีม้าตัวหนึ่ง
“ชักช้าเสียจริง”
“พูดมาก”
“ชิ รีบไปเสียล่ะ ก่อนใครจะพบ”
“รู้แล้ว ขอบใจมาก”
“เป็เกียรติยิ่งพะย่ะค่ะ “
ซิงเยียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงยียวน ฮุ่ยิไม่ทันที่จะเอ่ยถามสักประโยคก็ถูกอุ้มขึ้นหลังมาไปโดยทันที ฮุ่ยิเอ่ยถามคนที่ซ้อนหลังด้วยความสงสัยเพราะจู่ๆการออกมาแบบนี้มันต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเป็แน่
“ท่านพาข้าออกมาเพราะเหตุใด”
“ข้าอยากดูดาว”
“ฮะ? ดูดาว แล้วท่านดูดาวที่วังหลวงมิได้หรอพะย่ะค่ะ”
“กวน?”
“ข้าป่าว แค่สงสัย”
“อยู่เงียบๆไป”
“อะไรของท-แว๊ก!!”
ยังมิได้เอ่ยบ่นสักคำเ้าม้าที่ขี่เป็ยานพาหนะก็วิ่งลงหลุมโดยที่คนตัวเล็กมิได้ทันตั้งตัว ฮุ่ยิเม้มปากเกาะหลังม้าแน่นพลางนึกคิด สงสัยยิ่งถามยิ่งจะโดนแกล้งเสียมากกว่า
ช่างไม่เข้าใจฮ่องเต้เเอาเสียเลย!!!!!!