บ้านเรือนไทยไม้สักทองทั้งหลัง ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ในแถบชานเมือง เป็บ้านของนายแพทย์สินชัย วรโชติที่มีต้นตระกูลเป็หมอั้แ่สมัยโบราณสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันสิ่งแวดล้อมโดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้ไทยนานาชนิดทั้งน้อยใหญ่เรียงรายสลับกันไปทำให้เรือนไทยเดิมหลังนี้ยิ่งดูสวยสดงดงามและสงบร่มรื่นดังเช่นในอดีตไม่เสื่อมคลาย
แสงแดดอ่อนๆ ในตอนสาย สาดส่องบ้านไม้เรือนไทยให้ดูเรืองรองเหมือนขุมทรัพย์กลางป่าเขานายแพทย์สูงวัยประมุขใหญ่ของบ้านกำลังนั่งจิบน้ำชาอุ่นๆจากถ้วยเบญจรงค์ใบสวยอยู่ในมุมโปรดกับภรรยาที่ถึงแม้วัยจะล่วงเลยไปกว่าค่อนอายุคนแต่ก็ยังดูสวยงดงามตามแบบฉบับผู้หญิงไทยไม่เคยเปลี่ยน สองสามีภรรยานั่งคุยกันไปพลางๆเพื่อรอแขกคนสำคัญที่กำลังจะเดินทางมาถึงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
รอเพียงไม่นานรถตู้สีบลอนด์คันใหญ่ก็เลี้ยวเข้ามายังบริเวณบ้านและจอดนิ่งสนิทเทียบหน้าบันไดทางขึ้นเรือนไทยของนายแพทย์ชื่อดังคุณหญิงเพ็ญพักตร์และคุณนายกมลวรรณก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับสบตากันอย่างนึกชื่นชมในความเป็ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และความสวยงามของเรือนไม้สักทองที่คงเอกลักษณ์ของความเป็ไทยไว้อย่างเหนียวแน่น
“สวัสดีครับคุณวรรณ” นายแพทย์สินชัยเ้าของบ้านเดินออกมาที่ระเบียงเพื่อทักทายแขกผู้มาเยือนเมื่อเห็นว่ารถจอดนานแล้วแต่ยังไม่มีใครขึ้นเรือนไปสักที
“อ้ะ สวัสดีค่ะคุณสิน ต้องขอโทษด้วยนะคะพอดีมัวแต่ยืนชื่นชมความสวยงามจนไม่ทันเห็นเ้าของบ้านน่ะค่ะ” คุณนายกมลวรรณละสายตาจากธรรมชาติรอบตัวก่อนจะหันมาตอบรับเ้าของบ้านที่เป็เพื่อนเก่าด้วยรอยยิ้มยินดี
“ก็เป็อย่างนี้กันทุกคนแหละครับ บางคนยืนชื่นชมธรรมชาติจนลืมดื่มน้ำดื่มท่ากันเลยก็มีมาๆ เชิญขึ้นเรือนกันก่อนครับ” เ้าของบ้านพูดอย่างไม่เคอะเขินเพราะบ้านไม้เรือนไทยของเขาทั้งสวยและคงความเป็ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ
“ค่ะๆ ขอบคุณค่ะ” คุณนายกมลวรรณรับคำพลางยื่นมือไปแตะแขนของคุณหญิงเพ็ญพักตร์ให้เดินขึ้นเรือนไปด้วยกัน
เมื่อขึ้นมาบนเรือนแล้วทั้งหมดจึงทักทายทำความรู้จักกันอย่างเป็ทางการโดยคุณนายกมลวรรณแนะนำให้นายแพทย์สินชัยได้รู้จักกับคุณหญิงเพ็ญพักตร์ที่เป็ทั้งเพื่อนรุ่นพี่และญาติสนิทก่อนที่ฝ่ายเ้าของบ้านจะแนะนำคุณนายมณีนุชผู้เป็ภรรยาให้กับแขกทั้งสองได้รู้จักด้วยเช่นกันทั้งหมดพูดคุยถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบกันสักพักจากนั้นแขกผู้มาเยือนจึงเอื้อนเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มาพบในวันนี้กับเ้าของบ้าน
“ดิฉันจะไม่อ้อมค้อมนะคะคุณสินเราก็เป็เพื่อนกันมานานและยังทำธุรกิจร่วมกันอีกด้วย” คุณนายกมลวรรณพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมกับส่งรอยยิ้มจริงใจให้อีกฝ่ายอย่างเปิดเผย
“ครับคุณวรรณ มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ได้เลย ผมยินดีรับฟังอยู่แล้ว” นายแพทย์สินชัยตอบด้วยรอยยิ้ม แม้ในใจจะนึกหวั่นอยู่บ้างที่จู่ๆคนที่เป็ทั้งเพื่อนและหุ้นส่วนก็มาขอพบที่บ้านซึ่งเป็สถานที่ส่วนตัวแบบนี้
“เอ่อ... คือวันนี้ดิฉันจะมาทาบทามสู่ขอบุตรสาวของคุณสินให้กับลูกชายคนโตของดิฉันน่ะค่ะ”น้ำเสียงที่ราบเรียบนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นคงและหนักแน่นของคุณนายกมลวรรณบ่งบอกว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใด
“ห๊า!... ว่าอะไรนะครับ” สองสามีภรรยาผู้เป็เ้าของบ้านร้องลั่นด้วยความใก่อนจะหันมองสบตากันไปมาอย่างคาดไม่ถึง
“คุณสินกับคุณนุชได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะดิฉันมาสู่ขอลูกสาวของคุณให้กับตาวิทลูกชายคนโตของดิฉันค่ะ” คนเป็แขกย้ำช้าๆและชัดๆ ให้กับเ้าของบ้านที่ยังคงนิ่งอึ้งเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนักได้ฟังอีกครั้งอย่างชัดเจน
“หมอวิทยา น่ะเหรอครับ” นายแพทย์สินชัยถามพร้อมทั้งนึกไปถึงหมอหนุ่มไฟแรงที่มากความสามารถซึ่งเขาเคยคิดอยากจะได้มาเป็ลูกเขยและยังจำได้ดีว่าครั้งหนึ่งเขาเคยพูดทีเล่นทีจริงกับอีกฝ่ายมาแล้วตอนที่ตกลงทำสัญญาก่อตั้งโรงพยาบาลร่วมกัน
“ใช่ค่ะ ตอนนี้ตาวิทกลับมาจากเมืองนอกแล้วดิฉันก็อยากให้ลูกมีครอบครัวเป็ฝั่งเป็ฝาสักที” คุณนายกมลวรรณยิ้มกว้างด้วยความดีใจที่คนตรงหน้ามีท่าทีเอ็นดูบุตรชายของนางไม่น้อย
“แล้วตอนนี้เ้าตัวเขารู้หรือยังว่าคุณวรรณมาสู่ขอลูกสาวผมให้กับเขาน่ะครับ” เ้าของบ้านเอ่ยถามเพื่อประกอบการตัดสินใจเขาเองก็ใช่ว่าจะรังเกียจอีกฝ่าย จริงๆแล้วเขาออกจะเต็มใจด้วยซ้ำที่จะได้ชายหนุ่มมากความสามารถในสายงานอาชีพเดียวกับเขามาเป็ลูกเขยแต่อย่างไรก็ตามผู้ชายคนนั้นจะต้องรักบุตรสาวของเขาด้วย
“ยังค่ะ...ดิฉันร้อนใจเลยปรึกษากับคุณหญิงเพ็ญพักตร์แล้วก็พากันมาทาบทามพูดคุยกับทางนี้ก่อน”ผู้มีอำนาจตัดสินใจของฝ่ายชายบอกด้วยน้ำเสียงนอบน้อมจริงใจพร้อมให้คำอธิบายอย่างตรงไปตรงมา
“หือ... ฟังดูแปลกๆ อย่างนี้ก็เท่ากับว่าคลุมถุงชนน่ะสิคะ” คุณนายของบ้านเรือนไทยที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยแย้งขึ้นมาด้วยความคลางแคลงใจในการกระทำของอีกฝ่ายที่มาสู่ขอบุตรสาวของนางในครั้งนี้
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะแต่ที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราทำไปก็เพราะหวังดีอยากให้ลูกหลานได้มีครอบครัวที่ดีเจอคู่ครองที่เหมาะสมกัน...จริงไหมคะ” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ที่าุโกว่าใครกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจหวังให้การเจรจาในครั้งนี้เป็ผลสำเร็จ
“ผมยินดีนะครับคุณวรรณ คุณหญิงตัวผมเองก็มีความชื่นชอบชมเชยในตัวหมอวิทยามาตั้งนานแล้ว เคยหวังอยากจะได้มาเป็ลูกเขยเพื่อสานต่อธุรกิจโรงพยาบาลของเราและยังคงสืบสายเืของตระกูลหมอที่เก่าแก่นี้ต่อไป”นายแพทย์สินชัยพูดด้วยรอยยิ้มอย่างเปิดเผยทำให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกเป็ปลื้มและดีใจกับความสำเร็จ
“คุณสินพูดจริงๆ หรือคะ” คุณนายกมลวรรณถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด
“ครับ ผมยินดี” ประมุขใหญ่ของบ้านเรือนไทยกล่าวย้ำชัดๆอีกครั้งด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดีอย่างปากว่า
“คุณสิน น้องว่าถามความสมัครใจของลูกเราก่อนดีกว่านะคะอย่าเพิ่งตัดสินใจเลยค่ะ” คุณนายมณีนุชแตะมือที่แขนของสามีเบาๆเพื่อเตือนสติ เพราะนางเองไม่อยากฝืนใจบุตรสาวในการเลือกคู่ครองหากจะต้องแต่งงานนางอยากให้ลูกสาวเพียงคนเดียวอันเป็ที่รักนั้นมีความสุขไปตลอดชีวิต
“ไม่เป็ไรน่า... เื่นี้ผมจัดการเองเพราะยังไงผมก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกสาวของเราอยู่แล้วคุณไม่ต้องเป็ห่วง” นายแพทย์สินชัยหันมาตอบภรรยาให้คลายกังวล
“เอ่อ... ตอนนี้หนูอรณิชาไม่ได้คบกับใครอยู่ใช่ไหมคะ” คุณนายกมลวรรณเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจเพราะรู้ดีว่าเป็คำถามที่ค่อนข้างเป็ส่วนตัวของอีกฝ่าย
“คบค่ะ...ยัยอรกำลังคบหาดูใจกับเพื่อนชายที่สนิทกันั้แ่ตอนเรียนจนกระทั่งมาทำงานด้วยกัน ดิฉันคิดว่าลูกต้องไม่ยอมแน่ๆค่ะ” คุณนายมณีนุชตอบตามความเป็จริงและนางเองก็ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจคลุมถุงชนของบุตรสาวในครั้งนี้ด้วย
“ถ้าอย่างนั้นจะไม่ยุ่งยากหรือคะเนี่ย” คนเป็แขกเปรยออกมาด้วยสีหน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อยเพราะคงไม่ดีแน่หากบุตรชายของนางจะต้องไปแย่งชิงของรักของใครมา
“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เด็กๆ ก็คบกันตามประสาเพื่อนนั่นแหละไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นจริงๆ ครับ ลูกสาวผม... ผมเข้าใจดี” นายแพทย์สินชัยบอกด้วยความมั่นใจเขารู้ดีว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขานั้นคิดกับเพื่อนชายคนนี้อย่างไร
“แต่คุณสินคะ...” คุณนายมณีนุชเตรียมจะคัดค้านแต่คนเป็สามีที่รู้ใจจึงเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
“เอาน่า... คุณนุช เดี๋ยวเื่นี้ผมจัดการเองรับรองว่าลูกสาวของเราต้องยอมด้วยความเต็มใจอย่างแน่นอน” คนเป็สามีหันมาพูดกับภรรยาด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันไปถามอีกฝ่าย
“ว่าแต่หมอวิทของคุณวรรณเถอะรายนั้นเขากำลังคบหาอยู่กับใครหรือเปล่า”ได้ทีผู้ปกครองฝ่ายหญิงจึงถามขึ้นมาบ้างเพราะถ้าหากจะให้ลูกสาวสุดที่รักของเขาไปแย่งชิงคนรักของใครมาเขาเองก็คงไม่ยอมเหมือนกัน
“ไม่มีแน่นอนค่ะ ดิฉันรับประกันได้ ตาวิทน่ะเอาแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาไปมองใครดิฉันก็กลัวลูกจะเป็โสดจนแก่ตายถึงต้องมาสู่ขอบุตรสาวของคุณสินนี่แหละค่ะขืนรอให้ไปหาเองชาตินี้คงไม่มีแน่”
“ถ้าอย่างนั้นเอาเป็ว่าเราจะลิขิตรักให้เด็กสองคนด้วยคำสั่งวิวาห์ของพวกเรากันนะคะ” คุณหญิงเพ็ญพักตร์กล่าวทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่หมายมั่นตั้งใจให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจกันทั้งสองฝ่าย
“ครับ... ผมขอเวลาคุยกับลูกสักสามวันแล้วผมจะให้คำตอบที่ไม่มีทางผิดหวังอย่างแน่นอนครับ” นายแพทย์สินชัยรับคำด้วยความยินดีและเต็มใจเป็อย่างยิ่ง
“ค่ะ... ดิฉันก็หวังอย่างนั้น” คุณนายกมลวรรณยิ้มตอบด้วยความดีใจและเต็มใจไม่แพ้กัน
หลังจากตกลงกันเป็ที่เรียบร้อยแล้วทั้งหมดจึงนั่งปรึกษาหารือกันถึงแผนการที่จะนำพาหนุ่มสาวทั้งสองให้เข้าสู่ประตูวิวาห์ได้สำเร็จโดยต่างฝ่ายต่างก็เลือกที่จะหยิบยื่นข้อเสนอที่ลูกของตัวเอง้าเป็ตัวล่อหลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับฟ้าดินที่จะลิขิตขีดเขียนเส้นทางชีวิตคู่ของคนทั้งสองว่าจะไปในทิศทางใดก็สุดแท้แต่บุญกรรมที่ได้ทำร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อนเป็ผู้ชักนำต่อไป
เมื่อแขกผู้มาเยือนด้วยเื่สำคัญกลับไปแล้วสองสามีภรรยาแห่งบ้านเรือนไทยยังคงนั่งปรึกษาพูดคุยกันอยู่ที่เดิมด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน
“คุณสิน คุณจะทำอย่างนี้จริงๆ หรือคะ น้องสงสารลูกค่ะ” คนเป็ภรรยาเอ่ยถามสามีด้วยความกังวลใจ
“ผมว่าหมอวิทยาเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะคุณ ออกจะเป็คนดีด้วยซ้ำเท่าที่ผมเคยได้ยินมา หมอวิทเขาทั้งหน้าตาดี มีความประพฤติดี แถมหน้าที่การงานก็ดีมีฐานะมั่นคง อายุอานามเขาก็ไม่ได้มากมายอะไรด้วย” นายแพทย์สินชัยออกความเห็นในทางที่ดีเพื่อโน้มน้าวจิตใจของคนเป็ภรรยาให้เห็นถึงความเหมาะสมของว่าที่บุตรเขยที่เขาเลือก
“แต่ทั้งสองคนยังไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ จู่ๆ จะให้มาแต่งงานกัน น้องว่าจะไปกันรอดหรือคะ”ด้วยความเป็แม่จึงอดไม่ได้ที่จะกังวลถึงชีวิตครอบครัวของบุตรสาวในอนาคต
“แต่งๆ กันไปเดี๋ยวความใกล้ชิดก็ทำให้ทั้งคู่รักกันไปเอง อย่าลืมสิคุณกับผมก็ถูกผู้ใหญ่จับคู่ให้เหมือนกัน เรายังครองรักกันมาจนถึงทุกวันนี้เลย”นายแพทย์สินชัยพูดพลางส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้คนเป็ภรรยาอย่างเปิดเผยพร้อมกับฉวยมือนุ่มนิ่มขึ้นมาบีบเบาๆ เพื่อปลอบใจ
“แหม่ สมัยนั้นกับสมัยนี้มันไม่เหมือนกันนี่คะ... ยัยหนูต้องไม่ยอมแน่ๆเลยค่ะ คุณสัญญาได้ไหมว่าจะไม่บังคับหักหาญน้ำใจลูก” คุณนายมณีนุชส่งค้อนให้สามีอย่างอายๆก่อนจะเอ่ยปากพูดเป็เชิงขอร้อง
“น่า... ผมรู้ เชื่อมือผมสิ รับรองลูกต้องยอมด้วยความสมัครใจ” ประมุขของบ้านบอกอย่างหมายมั่น เมื่อนึกถึงแผนการที่ตัวเองคิดเอาไว้แล้ว
“หือ... หรือว่าคุณมีแผนอะไรอยู่ในใจแล้วคะ” คนเป็ภรรยาหันไปสบตาสามีอย่างคาดคั้น
“แน่นอน ไม่งั้นผมคงไม่มั่นใจขนาดนี้หรอก” คนมีแผนบอกออกไปอย่างไม่ปิดบังก่อนจะอธิบายถึงแผนการที่ตัวเองคิดไว้ให้กับภรรยาได้รู้เพื่อจะได้เตรียมตัวนัดหมายกันเอาไว้ก่อน
หลังกลับมาจากบ้านเรือนไทยของเพื่อนเก่าแล้วคุณนายกมลวรรณกับคุณหญิงเพ็ญพักตร์ก็นั่งปรึกษาพูดคุยกันอยู่เพียงครู่ก่อนจะได้ข้อตกลงและแผนการที่แเีเหมาะสมที่สุดสำหรับหลอกล่อให้หมอหนุ่มยอมตกลงแต่งงานจากนั้นก็ยกหน้าที่ทั้งหมดให้กับคนเป็แม่ที่จะต้องเป็คนดำเนินการตามแผนที่วางเอาไว้ต่อไป
โดยในวันต่อมาคุณนายกมลวรรณได้เริ่มต้นกระทำตามแผนด้วยการให้บุตรสาวคนเล็กที่ปัจจุบันยังคงเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านโทรไปตามสามีที่เป็ทั้งลูกเขยและทนายความประจำตัวของนางให้กลับมาทานอาหารกลางวันที่บ้านเพื่อจะได้พูดคุยได้อย่างสะดวกเพราะบุตรชายคนโตที่เป็หมากตัวสำคัญนั้นออกไปทำงานั้แ่เช้ากว่าจะกลับก็คงเย็นค่ำ
เมื่อเล่าแผนการและสิ่งที่คิดจะทำให้กับบุตรสาวและบุตรเขยฟังแล้วแม้จะได้รับความหวาดหวั่นจากคนฟังทั้งสองแต่นางก็เชื่อมั่นในตัวเองกว่าครึ่งว่าบุตรชายคนโตจะต้องเชื่อฟังและยอมทำตามสิ่งที่นาง้าอย่างแน่นอนดังนั้น ในตอนเย็นลูกสาวคนเล็กและลูกเขยรวมถึงหลานสาวตัวน้อยจึงพากันออกไปรับประทานอาหารค่ำข้างนอกบ้านเพื่อเป็การเปิดโอกาสให้คนเป็แม่ได้พูดคุยเื่สำคัญกับลูกชายคนโตได้อย่างสะดวก
“ทำไมนั่งอยู่คนเดียวล่ะครับคุณแม่ ทุกคนไปไหนกันหมด” วิทยาก้าวเข้ามาในบ้านก็เอ่ยถามมารดาทันทีด้วยเพราะปกติจะเห็นคนเป็น้องกับหลานสาวตัวน้อยนั่งเล่นอยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้แต่วันนี้กลับไม่เห็นใครสักคน
“อ่อ เขาพากันออกไปกินข้าวนอกบ้านน่ะ อยากพาทิชาไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง”คนเป็แม่บอกพลางพับปิดหนังสือในมือแล้วหันไปวางบนโต๊ะข้างตัว
“ก็ดีครับ การออกไปนอกบ้านบ้างจะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้เร็วขึ้น” คนเป็หมอพูดด้วยความรู้และประสบการณ์ที่มีในสายอาชีพของตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับมารดาวันนี้ถ้าเขาเดาไม่ผิดคนเป็แม่จะต้องมีเื่อะไรคุยกับเขาแน่ๆไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มานั่งทำทีเหมือนรอเขาแบบนี้หรอก ปกติท่านต้องอยู่ในครัวหรือไม่ก็ไปเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนหลังบ้านมากกว่า
“สองคนนั้นเขาก็ให้ความสำคัญกับเื่นี้มาก โดยเฉพาะตากรรายนั้นขยันพาเมียพาลูกออกจากบ้านแทบทุกวันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย” คุณนายกมลวรรณเปรยออกมาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุขเมื่อนึกถึงครอบครัวที่รักใคร่อบอุ่นของลูกสาวคนเล็ก
“คุณกรเป็คนดีและรักครอบครัวมากนะครับคุณแม่” วิทยาเห็นด้วยกับคำพูดของมารดาเพราะเขาเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ทินกรทำหน้าที่เป็ทั้งเขยที่ดี สามีที่ดีและเป็พ่อที่ดีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นับว่าพิชามลน้องสาวของเขาโชคดีมากที่ได้ผู้ชายคนนี้มาเป็คู่ชีวิต
“ใช่... แล้ววิทล่ะ คิดจะมีครอบครัวกับเขาบ้างไหม อายุไม่ใช่น้อยๆแล้วนะลูก” คนเป็แม่ลองหยั่งเชิงถามความคิดเห็นของบุตรชายอย่างตรงไปตรงมา
“ผม... เอ่อ... ผมยังไม่ได้คิดเื่นี้เลยครับคุณแม่” วิทยาอ้ำอึ้งตอบมารดาอย่างไม่เต็มเสียงนักจริงอยู่ที่เขาแทบจะไม่รู้สึกอะไรแล้วกับความเ็ปจากรักครั้งเก่าแต่เขาก็ยังไม่คิดจะมีใคร หรือรับใครเข้ามาในหัวใจอยู่ดี
“วิทยังทำใจเื่หนูแพรไม่ได้หรือลูก” คำถามที่ดูเป็กังวลและแฝงไปด้วยความห่วงใยของมารดาทำให้คนเป็ลูกหันมองสบตาท่านด้วยความรู้สึกผิดที่เป็สาเหตุทำให้ท่านต้องคิดมากและไม่สบายใจจนถึงทุกวันนี้
“ไม่ใช่ครับคุณแม่ ผมไม่ได้รู้สึกกับน้องแพรแบบนั้นอีกแล้ว” แม้จะยังรักเธออยู่มากแต่เมื่อไม่ได้เขาก็ขอเก็บเธอไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจเท่านั้นก็พอแล้ว สำหรับพี่ชายที่แสนดีอย่างเขา
“งั้นแม่ก็สบายใจแม่น่ะไม่อยากเห็นลูกเป็ทุกข์และหมกมุ่นแต่การทำงานจนลืมคิดถึงความสุขของตัวเอง”
“คุณแม่้าจะบอกอะไรกับผมกันแน่ครับ” วิทยาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่คนเป็แม่้าจะสื่อประกอบกับคำพูดที่แสดงถึงความห่วงใยของมารดานั้นก็ฟังดูแปลกๆในความรู้สึกของเขายิ่งนัก
“แม่มีบางอย่างจะให้ลูกน่ะ” คุณนายกมลวรรณพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่นก่อนจะหันไปหยิบซองสีน้ำตาลที่มีเอกสารสำคัญอยู่ข้างในยื่นให้กับบุตรชายอย่างอ่อนโยนวิทยารับซองนั้นมาถือไว้ขณะส่งสายตาเป็เชิงถามไปให้มารดาของเขา
“เปิดดูสิ...” คนเป็แม่ออกคำสั่งเบาๆเมื่อเห็นว่าลูกชายสุดที่รักยังคงนั่งมองเอกสารในมือนิ่งงัน
ทันทีที่มือหนาหยิบเอกสารในซองออกมาเปิดอ่าน ‘โรงพยาบาลสินกมล’เป็คำแรกที่เขาอ่านใบหน้าหล่อเหลาของหมอหนุ่มก็ปรากฏรอยยิ้มเต็มวงหน้าด้วยความดีใจอย่างเปี่ยมล้นเนื่องจากเอกสารเหล่านี้เป็สัญญาฉบับหนึ่งที่บ่งบอกว่าเขากำลังจะมีโรงพยาบาลเป็ของตัวเองซึ่งเป็ความฝันอันสูงสุดของเขา
“ยังไงกันครับคุณแม่” วิทยาเอ่ยถามถึงที่มาที่ไปของสัญญาฉบับนี้กับมารดาด้วยความตื่นเต้นดีใจจนปิดไม่มิด
“ลูกจำคุณลุงสินชัยเพื่อนของแม่ได้ไหม” คนเป็แม่ไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามคำถามสำคัญกลับไปวิทยาทำท่าครุ่นคิดไม่นานก็นึกขึ้นได้
“คุณลุงสินชัย... นายแพทย์สินชัย วรโชติ หรือเปล่าครับ”
“ใช่จ้ะ...”
“ครับ ผมจำได้แม่นทีเดียวเพราะมีท่านเป็แรงบันดาลใจผมถึงอยากเป็หมอให้ได้เหมือนกับท่าน” หมอหนุ่มกล่าวถึงผู้าุโที่เป็ไอดอลของเขาอย่างนอบน้อมซึ่งคำตอบของบุตรชายนั้นทำให้คนเป็แม่ยิ้มกริ่มด้วยความพอใจ
“ตอนลูกไปเรียนเพิ่มเติมที่อังกฤษน่ะคุณสินเขาชวนแม่ก่อตั้งโรงพยาบาลด้วยกัน และแม่ก็เห็นว่าสิ่งนี้เป็ความฝันของลูกแม่ก็เลยตกลงร่วมลงทุนกับเขา และตอนนี้โรงพยาบาลสินกมลก็เปิดดำเนินการมาได้เกือบ 1 ปีแล้ว ด้วยการบริหารงานของคุณสิน”
“ครับคุณแม่” วิทยาตอบรับมารดาเป็เชิงว่ารับรู้และเข้าใจมือหนายังคงพลิกหน้ากระดาษเปิดไปเรื่อยๆ ก็เจอกับชื่อของนายแพทย์สินชัยวรโชติที่เป็หุ้นส่วนใหญ่ร่วมกับแม่ของเขาหมอหนุ่มอ่านรายละเอียดตรงนั้นอย่างตั้งใจ ก่อนจะนิ่งฟังคำพูดต่อไปของมารดา
“แม่รอให้วิทกลับมาเพื่อจะมอบหุ้นส่วนทั้งหมดของแม่ให้กับลูก”
“ขอบคุณครับคุณแม่” คนเป็ลูกขยับตัวลงจากเก้าอี้แล้วก้มกราบที่ตักของมารดาด้วยความซาบซึ้งใจ
“แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่แม่อยากจะบอกวิทและอยากให้วิททำเพื่อแม่” คุณนายกมลวรรณว่าพลางจับไหล่หนาของบุตรชายให้ลุกขึ้นมานั่งเคียงข้างเพื่อฟังสิ่งสำคัญที่นางกำลังจะบอก
“อะไรหรือครับ” วิทยาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยแต่ภายในใจนั้นเขายินดีและเต็มใจที่จะทำในสิ่งที่มารดา้าอยู่แล้ว หากสิ่งนั้นจะทำให้ท่านมีความสุข
“แม่กับคุณสินเราสัญญากันไว้ว่า หากวิทกลับมาจากเมืองนอกแล้วลูกต้องแต่งงานกับลูกสาวของเขา” แม้จะเป็การโกหกแต่คนเป็แม่ก็พูดได้ชัดถ้อยชัดคำไม่มีสะดุดเพราะก่อนจะมาพูดนั้นนางได้ซักซ้อมมาเป็อย่างดีแล้ว
“ห๊า!... อะไรนะครับคุณแม่” คนฟังร้องออกมาด้วยความใกายแกร่งขยับออกห่างมารดาทันทีเพื่อมองหน้าท่านให้ชัดๆ ว่าไม่ได้ล้อเล่นแต่ก็ไม่พบรอยยิ้มหรือพิรุธใดๆ ที่บ่งบอกว่าเขาฟังผิดหรือเป็การล้อเล่นแต่อย่างใด
“วิท... เชื่อแม่สักครั้งเถอะนะลูก” คนเป็แม่เอื้อมมือไปแตะที่ไหล่กว้างของบุตรชายพร้อมกับส่งสายตาวิงวอนไปให้อย่างขอความเห็นใจ
“ผมไม่นึกว่าคุณแม่จะมีความคิดแบบนี้กับผมด้วย” ริมฝีปากหยักสวยได้รูปเปล่งเสียงตัดพ้อออกมาใบหน้าคมหล่อเหลาก้มลงมองพื้นด้วยไม่อยากเห็นสายตาที่วิงวอนร้องขอของมารดา เขาคาดไม่ถึงว่าคนเป็แม่จะมีความคิดคลุมถุงชนกับเขาอีกเมื่อครั้งน้องสาวที่คุณแม่ทำพลาดไปแล้วครั้งหนึ่งเขาคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นจะล้มเลิกความคิดเหล่านี้ของท่านออกไปได้แล้วแต่ทำไมถึงกลับมาทำกับเขาอีก
“วิท... ที่แม่ทำไปก็เพราะรักลูกเป็ห่วงลูก อยากให้ลูกได้มีชีวิตครอบครัวที่ดีพร้อมเหมาะสม”
“ด้วยการบังคับให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รักอย่างนั้นหรือครับ”
“วิท... คือ... แม่” เมื่อเจอคำพูดตัดพ้อของบุตรชายทำให้คนเป็แม่อ้ำอึ้งอึกอักจนพูดอะไรไม่ออก
“แล้วถ้าผมไม่ยอมล่ะครับ” วิทยาลองหยั่งเชิงถามมารดาด้วยน้ำเสียงที่แข็งเล็กน้อย
“แม่ก็จะกลายเป็คนผิดสัญญา ผิดคำพูดนะลูกฝ่ายหญิงเขาก็เสียหายเพราะแม่ไปจองตัวเขาไว้ตั้งหลายปีและอีกอย่างคุณสินเขาก็เปรยกับแม่ว่าปีหน้าเขาก็เกษียณแล้วคงดูแลกิจการโรงพยาบาลไม่ไหวหากได้วิทไปเป็ลูกเขยวิทจะได้ดูแลบริหารตรงนี้แทนเขา ไม่ต้องไปจ้างคนนอกมาบริหารซึ่งก็หาคนไว้ใจได้ยาก” คนเป็แม่พยายามหาเหตุผลมาหว่านล้อมโน้มน้าวบุตรชายจนสุดความสามารถ
“คุณแม่พอจะมีทางเลือกให้ผมบ้างไหมครับ” คราวนี้น้ำเสียงของหมอหนุ่มดูอ่อนลงด้วยอับจนหนทางกับเหตุผลของคนเป็แม่หากเขาไม่ทำตามที่ท่าน้า ท่านจะต้องถูกตำหนิและกลายเป็คนไม่รักษาคำพูดซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปถึงกิจการค้าเพชรทองของท่านด้วยหากคนเป็เ้าของพูดไม่เป็คำพูดแบบนี้ แต่หากเขายอมทำตามท่านเขาเองก็อาจจะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต เพราะต้องทนอยู่กับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก
“แม่ขอร้องให้ลูกแต่งงานกับน้องสักปีสองปี หากไปกันไม่ได้จริงๆแม่ก็ยินดีตามใจลูกหากลูกจะขอหย่ากับน้อง” คุณนายกมลวรรณงัดไม้เด็ดในแผนการขั้นสุดท้ายออกมาต่อรองกับบุตรชาย
“ตกลงปีหรือสองปีกันแน่ครับคุณแม่” หมอหนุ่มหรี่ตามองมารดาอย่างจับผิดเมื่อคนเป็แม่พูดจาคลุมเครือกับทางเลือกของเขา
“สะ... สองปีจ้ะลูก” คนเป็แม่ใเล็กน้อยเมื่อเจอคำถามยอกย้อนของบุตรชายแต่นางก็เลือกระยะเวลาที่นานที่สุดตามที่บอกไป ‘แหม่...เมื่อกี้น่าจะบอกว่าสี่ปีห้าปี ไม่น่าตั้งเวลาน้อยเลยเรา’
“แล้วถ้าฝ่ายหญิงเขาขอหย่ากับผมก่อนนั้นล่ะครับ” วิทยาเอ่ยออกมาเพราะเขาคิดหาทางออกให้กับตัวเองได้ลางๆ แล้วว่าหากเขาทำตัวให้ฝ่ายหญิงรับไม่ได้จนต้องเป็ฝ่ายไปเองชีวิตคู่ของเขากับเธอก็ต้องจบลงโดยไม่ใช่ความผิดของเขาและมารดาด้วย
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็ตัดสินใจไปได้เลยจ้ะ” คุณนายกมลวรรณตอบอย่างเอาใจเพราะตอนนี้ขอแค่ลูกชายยอมแต่งงานกับคนที่นางเลือกให้เท่านั้นก็พอไม่ว่าจะเจอข้อแม้อะไรนางก็ยอมทุกอย่าง
“งั้น... ผมตกลงทำตามที่คุณแม่้าครับ” วิทยาบอกมารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
“จริงหรือลูก... แม่ขอบใจวิทมากนะ ที่ไม่ทำให้แม่ต้องกลายเป็คนผิดคำพูดน่ะ”คนเป็แม่ละล่ำละลักบอกออกไปด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด
“ไม่เป็ไรครับคุณแม่ หากสิ่งที่ผมทำนั้นมันจะทำให้คุณแม่มีความสุขผมก็ยินดี” คนมีหน้าที่ลูกที่ดีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแกมตัดพ้ออยู่ในทีหากแต่คำพูดที่เหมือนเป็การประชดประชันน้อยๆ ของบุตรชายนั้นไม่ได้ทำให้ระคายเคืองหัวใจของคนเป็แม่ที่กำลังดีใจอยู่ตอนนี้เลยสักนิด
“เอ่อ... ผมเซ็นชื่อตรงนี้เลยนะครับ” วิทยาหยิบปากกาจากกระเป๋าเสื้อแล้วจดจ่อตรงช่องที่มีชื่อของเขากำกับไว้
“จ้ะลูก...” คนเป็แม่ยิ้มรับพลางมองบุตรชายที่กำลังเซ็นชื่อของตัวเองลงในเอกสารสัญญาการโอนหุ้นของโรงพยาบาลที่นางให้บุตรเขยเตรียมเอาไว้ให้
“เรียบร้อยแล้วครับ” หมอหนุ่มอ่านเอกสารในมือจนถี่ถ้วนดีแล้วจึงยัดเก็บลงไปในซองตามเดิมแล้วยื่นให้กับมารดาของเขา
“แม่รักลูกนะวิท” คุณนายกมลวรรณรับซองสีน้ำตาลมาวางบนโต๊ะก่อนจะดึงตัวบุตรชายเข้ามาสวมกอดอย่างแสนรัก
“ครับ ผมก็รักคุณแม่” วิทยากอดกระชับร่างอวบอิ่มของคนเป็แม่ไว้แน่นเพื่อยืนยันคำบอกรักของเขา
“ผมขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะครับ” หมอหนุ่มขออนุญาตก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมกอดของมารดา
“จ้ะลูก แล้วรีบลงมาเลยนะ ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว” คนเป็แม่ไม่วายเป็ห่วงเพราะกลัวบุตรชายจะคิดมากจนไม่อยากลงมากินข้าวกับนาง
“ครับ” ว่าจบกายแกร่งก็ลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นชั้นบนไปเงียบๆ
คุณนายกมลวรรณถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกขณะเหลือบมองแผ่นหลังของบุตรชายที่ค่อยๆ หายลับไปจนสุดสายตาบางครั้งบุตรชายคนโตของนางก็เป็คนดื้อเงียบ อาการนิ่งเฉยของอีกฝ่ายที่แสดงออกมานั้นอาจจะซ่อนไว้ด้วยความคับข้องใจและรอวันสะสางอย่างแน่นอนข้อนี้นางเองก็รู้ดีแต่คนที่บุตรชายจะสะสางเอาความนั้นจะเป็ใครนางก็ยังคิดไม่ออก
มุมพักผ่อนของบ้านเรือนไทยในเวลาเย็นสองสามีภรรยาผู้เป็ประมุขใหญ่กำลังนั่งชื่นชมดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนอบอุ่นพลางพูดคุยถึงเื่สำคัญที่จะต้องบอกกับบุตรสาวคนเดียวอันเป็ที่รักในวันนี้
“คุณสินจะบอกกับลูกวันนี้เลยหรือคะ” คนเป็ภรรยาถามสามีด้วยความกังวลและไม่แน่ใจ
“ใช่สิคุณ เผื่อต้องเกลี้ยกล่อมกันอีกวันสองวันผมจะได้ให้คำตอบกับฝ่ายโน้นเขาภายในสามวันที่กำหนดไว้”
น้ำเสียงที่ดูหนักแน่นจริงจังของสามีทำให้คุณนายมณีนุชถอนหายใจออกมาอย่างหนักด้วยไม่รู้จะหาคำใดๆ มาพูดกับบุตรสาวอันเป็ที่รักดี
“น้องหวั่นใจจังเลยค่ะ”
“เฮ้อ... ผมก็ใช่ว่าจะไม่สงสารลูก แต่ผมก็อยากให้อนาคตที่ดีกับลูกนะคุณหมอวิทยาน่ะเขาดีกว่าไอ้สถาปนิกนั่นเป็ไหนๆ ที่สำคัญคุณอย่าลืมสิตระกูลของเราเป็หมอสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วผมไม่อยากให้มันจบสิ้นกันที่ผมเป็คนสุดท้ายหรอกนะ”
นายแพทย์สินชัยให้เหตุผลกับภรรยาอย่างตรงไปตรงมาเขาเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะต้องไม่พลาดอย่างแน่นอนแม้จะไม่เคยพบเจอกันมาก่อน แต่เขาจะเป็คนสร้างบุพเพสันนิวาสให้กับทั้งสองคนเอง
“น้องก็เข้าใจค่ะเื่นั้น... แต่... เราจะทำยังไงให้ลูกเข้าใจเราดีล่ะคะไหนจะตานนท์ด้วย รายนั้นคงโกรธเรามากแน่ๆ” ความกังวลใจของนายหญิงแห่งบ้านเรือนไทยมีไปถึงชายหนุ่มที่นางเชื่อว่าเป็คนรักของบุตรสาว
“โกรธก็ช่างหัวมันสิคุณผมเชื่อว่าลูกสาวเราไม่ได้รักไอ้เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อคนนั้นหรอก” นายแพทย์ใหญ่มีน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงคนที่อยากจะมาเป็เขยของเขาจนตัวสั่นเขารู้ดีว่าฝ่ายนั้นทำให้บุตรสาวเพียงคนเดียวของเขาต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพียงใดเมื่อเพื่อนสนิทคิดจะเลื่อนขั้นเป็คนรักขึ้นมา
“แต่เขาสองคนก็คบกันมาก่อนนะคะ” คุณนายมณีนุชพยายามเอ่ยปากแย้งสามี
“ก็ในฐานะเพื่อน... คุณเชื่อผมสิยัยอรน่ะคิดกับไอ้นนท์อะไรนั่นแค่เพื่อนเท่านั้น ผมดูออกว่าลูกสาวเราคิดยังไง”คนเป็สามียังคงยืนยันหนักแน่น
“แต่...”
“ไม่ตงไม่แต่แล้วคุณ โน่น... ลูกสาวคุณเดินมาโน่นแล้ว” นายแพทย์สินชัยพยักพเยิดหน้าไปทางประตูบ้านเมื่อเห็นบุตรสาวอันเป็ที่รักกำลังเดินเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ คุยอะไรกันอยู่คะ” อรณิชาตรงเข้ามาสวมกอดบิดาและมารดาอันเป็ที่รักด้วยรอยยิ้มเบ่งบานเต็มวงหน้าเหมือนเช่นทุกวัน
“เอ... หรือว่าอรมาขัดจังหวะเวลาสวีตหรือเปล่าคะเนี่ย” คนเป็ลูกหัวเราะคิกคักออกมาขณะล้อเลียนบุพการีอย่างน่ารัก
“ไม่ได้สวีตอะไรกันหรอกลูก แม่กับพ่อกำลังคุยเื่ของลูกนั่นแหละ” คนเป็แม่ว่าพลางลูบผมนุ่มสวยของบุตรสาวในอ้อมกอดเบาๆ
“หือ... เื่อรหรือคะ” อรณิชาขมวดคิ้วมุ่นอย่างนึกสงสัยก่อนจะเงยหน้าจากอกอบอุ่นของมารดาและขยับตัวออกมาเล็กน้อยเพื่อฟังสิ่งที่บุพการีทั้งสอง้าจะบอก
“ใช่แล้วลูก พ่อมีเื่สำคัญจะบอกกับลูกน่ะ” นายแพทย์สินชัยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบบ่งบอกว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดนั้นเป็เื่สำคัญและจริงจังแค่ไหน
“เื่อะไรคะ... ทำไมคุณพ่อดูเครียดจัง” คนเป็ลูกนึกหวาดหวั่นยืดตัวนั่งนิ่งและตั้งใจฟัง
“เอ่อ... ลูกจำคุณป้าวรรณเพื่อนของพ่อได้ไหม”
“คุณป้าวรรณ...คุณนายกมลวรรณเ้าของร้านเพชรหุ้นส่วนโรงพยาบาลของคุณพ่อใช่ไหมคะ” อรณิชาทำท่าครุ่นคิดเพียงครู่ก่อนจะนึกขึ้นได้เพราะเธอเคยพบกับหุ้นส่วนคนสำคัญของบิดาแค่สองสามครั้งเท่านั้นคือวันที่ทำสัญญากับวันประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งเธอจะรับหน้าที่เป็ผู้ช่วยคอยรับคำสั่งจากคุณพ่ออีกที
“ใช่แล้วลูก” นายแพทย์สินชัยส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้กับบุตรสาวและยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อได้ฟังประโยคต่อไปของคนเป็ลูก
“ค่ะ... อรจำได้ คุณป้าท่านใจดี แล้วก็ดูใจเย็นด้วยอรชอบฟังเวลาคุณป้าพูดน่ะค่ะ น้ำเสียงของท่านนุ่มนวลมากๆ” อรณิชาพูดด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชอบในตัวผู้าุโที่เธอเคยได้ััมาแล้ว
“ตอนที่พ่อตกลงก่อตั้งโรงพยาบาลด้วยกันพ่อสัญญากับเขาไว้เื่หนึ่งแต่ยังไม่ได้บอกให้ลูกรู้”
“สัญญาอะไรหรือคะ” คนไม่รู้เื่ถามกลับไปด้วยความรู้สึกมึนงง
“พ่อจะให้ลูกแต่งงานกับลูกชายของคุณวรรณ” คนเป็พ่อบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางมองสบตาบุตรสาวอันเป็ที่รักนิ่งเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
“อะ... อะไรนะคะคุณพ่อ!” อรณิชาใอ้าปากค้างจนแทบช็อคกับสิ่งที่บิดาบอกกับเธอ
“ไม่จริงน่ะ... ไม่จริงใช่ไหมคะคุณแม่ คุณพ่อล้ออรเล่นใช่ไหมคะ” หญิงสาวละล่ำละลักถามมารดาเพราะเธอไม่อยากเชื่อว่าคนเป็พ่อจะทำแบบนี้กับบุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างเธอได้
“เอ่อ... จะ... จริงๆ จ้ะลูก” คุณนายมณีนุชตะกุกตะกักตอบอย่างไม่เต็มเสียงนักด้วยนึกสงสารและเห็นใจบุตรสาวอันเป็ที่รัก ซึ่งนางเองก็ไม่อาจขัดแย้งอะไรได้
ทันทีที่ได้ยินคำยืนยันจากมารดา ใบหน้าสวยก็เจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำใสๆที่ไหลลงอาบสองแก้มนวลปานสายน้ำ
“ทำไมคุณพ่อเพิ่งมาบอกอรล่ะคะ” เสียงสะอื้นร้องถามตัดพ้อที่คนเป็พ่อคิดจะบังคับฝืนใจเธอ
“ก็ตอนนั้นหมอวิทยาลูกชายของคุณวรรณเขาไปศึกษาอยู่ที่เมืองนอกพ่อก็เลยยังไม่ได้บอกกับลูกจนกระทั่งวันนี้คุณวรรณเขามาบอกกับพ่อว่าลูกชายเขากลับมาแล้วและพร้อมจะแต่งงานกับลูกในทันทีที่ลูกตกลง” นายแพทย์สินชัยอธิบายให้บุตรสาวฟังด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลพลางขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วลูบศีรษะของบุตรสาวเบาๆอย่าง้าจะปลอบโยน
“ไม่มีทางค่ะ ไม่มีทางเด็ดขาด ยังไงอรก็ไม่ยอมแต่งงานกับคนที่อรไม่ได้รักและไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ” อรณิชาส่ายหัวดิกทันทีที่ฟังจบเธอไม่มีวันยอมรับข้อตกลงที่ผู้ใหญ่สัญญากันเองแบบนี้เด็ดขาด
“แต่พ่อให้คำมั่นสัญญากับทางนั้นเขาไปแล้วและวันนี้เขาก็มาทวงสัญญาแล้วด้วย หากพ่อไม่ทำตามก็เท่ากับว่าพ่อเป็คนไม่รักษาคำพูดนะลูกที่สำคัญโรงพยาบาลของพ่อก็มีคุณวรรณเป็หุ้นส่วนเท่าๆ กันกับพ่อด้วยพ่อเกรงว่าหากเขาไม่พอใจและคิดจะถอนหุ้นคืนขึ้นมาโรงพยาบาลของพ่อต้องแย่แน่ๆ”
คนเป็พ่อพยายามหว่านล้อมโดยเอาตัวเองเข้าแลกเพราะส่วนหนึ่งเขาเชื่อว่าคนเป็ลูกย่อมห่วงในศักดิ์ศรีของคนเป็พ่ออย่างแน่นอน
“คุณพ่อ...” อรณิชาเรียกบิดาเสียงสั่นเครือด้วยส่วนหนึ่งเธอก็เห็นใจคุณพ่อยิ่งนักหากต้องกลายเป็คนผิดคำพูดและกิจการโรงพยาบาลที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดีนั้นก็จะมีปัญหาตามไปด้วย แต่อีกใจเธอก็สงสารตัวเองที่ต้องแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รักแล้วเธอจะเลือกทางไหนดี ระหว่างทำเพื่อพ่อกับทำเพื่อตัวเอง
“พ่อขอโทษด้วยนะลูก ที่ไปสัญญาเื่แบบนั้นโดยไม่ได้ถามลูกก่อนตอนนั้นพ่อก็คิดว่าคุณวรรณเขาจะลืมไปแล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างก็เงียบกันไป จนมาวันนี้ที่เขามาทวงสัญญานี่แหละพ่อถึงได้รู้ว่าทางโน้นเขาไม่ได้ลืม” นายแพทย์สินชัยตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จเพื่อขอความเห็นใจจากบุตรสาวอันเป็ที่รัก
“คุณแม่ขา... คุณพ่อจะให้อรไปอยู่กับใครก็ไม่รู้จริงๆ หรือคะ” วงแขนบอบบางโอบกอดมารดาก่อนจะส่งเสียงออดอ้อนน้อยใจ
“โธ่... ลูก... คุณสินคะ มีทางอื่นบ้างไหมคะ” คุณนายมณีนุชกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นด้วยความสงสารลูกจับใจ
“สองปีเท่านั้น พ่อขอให้ลูกทำเพื่อพ่อแค่สองปีแล้วหลังจากนั้นพ่อจะตามใจลูกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็การไปศึกษาต่อและท่องเที่ยวรอบโลก หรือจะไปอยู่กับคนที่ลูกรัก พ่อก็จะไม่ห้ามไม่ขัดขวางใดๆทั้งสิ้น”
“คุณสิน...” คนเป็ภรรยาเรียกชื่อสามีอย่างตกตะลึงนางรู้ดีสิ่งนี้เป็ความ้าของบุตรสาวมาโดยตลอดแต่เพราะความเป็ห่วงที่ไม่อยากให้ลูกไปไกลห่างตัวนางและสามีจึงคัดค้านเื่นี้เรื่อยมา นางไม่คิดเลยว่าคนเป็สามีจะใช้สิ่งนี้มาเป็ข้อต่อรองซึ่งแน่นอนว่า คนเป็ลูกต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับความฝันของตัวเองอย่างแน่นอน
“จริงหรือคะคุณพ่อ” อรณิชาขยับตัวออกจากอกของมารดาทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของคนเป็พ่อ
“จริงสิลูก พ่อเป็คนรักษาคำพูดลูกก็รู้นี่”
“คุณแม่ขา...” บุตรสาวเพียงคนเดียวหันไปสบตามารดาในเชิงขอความคิดเห็น
“ทำเพื่อคุณพ่อสักครั้งนะลูก...แล้วต่อไปพ่อกับแม่จะไม่บังคับอะไรลูกอีกเลย” เมื่อเห็นสามีส่งสายตาเข้มเหมือนบังคับอยู่ในทีนางจึงต้องยอมเห็นด้วยไปก่อน แล้วหลังจากนั้นคงต้องสะสางกันยาวแน่เพราะอย่างไรนางก็ไม่ยอมให้บุตรสาวเพียงคนเดียวอันเป็ที่รักต้องเดินทางไปไหนไกลๆอย่างแน่นอน
“อร... ตกลงค่ะคุณพ่อ คุณแม่” หญิงสาวเงียบไปนานก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“พ่อต้องขอบใจลูกนะ ที่ไม่ทำให้พ่อกลายเป็คนไม่รักษาคำพูด” นายแพทย์สินชัยยิ้มกว้างละล่ำละลักบอกบุตรสาวด้วยความดีใจ
“แต่ข้อกำหนดสองปี คุณพ่อต้องไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับอรนะคะ” อรณิชาทวนคำของบิดาทันทีอย่างหมายมั่นเธอตั้งใจว่าจะทนอยู่กับคนที่เธอไม่รู้จักแค่สองปีเท่านั้นแล้วหลังจากนั้นเธอก็จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนามาตลอดก็คือการศึกษาต่อแล้วการท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อศึกษางานศิลปะที่เธอชอบของแต่ละประเทศที่เธอสนใจ
“พ่อไม่ลืมแน่นอน” คนเป็พ่อกำชับให้บุตรสาวมั่นใจอีกครั้งพลางยื่นมือไปแตะที่ไหล่บอบบางเพื่อยืนยันคำสัญญาเพราะเขารู้ดีว่าคนเป็ลูกจะไม่มีวันได้ทำสิ่งที่ตัวเอง้าอย่างแน่นอน ‘แต่ถ้าจะไปเรียนต่อหรือเที่ยวรอบโลกพร้อมกับสามีและลูกน่ะไม่แน่... ฮึฮึ’นายแพทย์สินชัยยิ้มกริ่มอยู่ในใจอย่างมีความสุข
“งั้นอรขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ” เมื่อได้คำตอบเป็ที่พอใจแล้วหญิงสาวจึงอยากใช้เวลาส่วนตัวเพื่อทบทวนสิ่งที่ได้ยินได้ฟังในวันนี้ตามลำพังรวมถึงคิดหาคำพูดที่จะต้องบอกกับนนท์ประวิธแฟนหนุ่มที่เธอเพิ่งตัดสินใจคบกันได้ไม่นานด้วยเธอจะหาวิธีพูดอย่างไรให้เขาเข้าใจและไม่โกรธไม่เกลียดเธอดี เพราะในใจลึกๆ แล้วเธอก็เห็นเขาเป็เพื่อนสนิทมาโดยตลอดหากเธอไม่แต่งงานกับผู้ชายที่คนเป็พ่อเลือกให้ เธอก็ไม่อาจแต่งงานกับเขาได้อยู่ดี
“ไปลูก เดี๋ยวแม่เดินไปส่งที่ห้องนะ” คุณนายมณีนุชขยับตัวลุกขึ้นตามบุตรสาวด้วยความเป็ห่วงกลัวคนเป็ลูกจะคิดมากและน้อยใจนางจึงอยากไปอยู่ใกล้ๆเพื่อปลอบโยน
“ขอบคุณค่ะ” อรณิชายิ้มรับพลางจับมือมารดาแล้วหันหลังเดินออกไปพร้อมกันอย่างเงียบๆ
นายแพทย์สินชัยมองสองแม่ลูกอันเป็ที่รักเดินหายเข้าไปในตัวบ้านก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่แผนการประสบความสำเร็จและต่อจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็คงต้องปล่อยให้เป็หน้าที่ของพรหมลิขิตที่จะเป็ผู้ขีดเขียนเส้นทางชีวิตคู่ของหนุ่มสาวว่าจะเดินร่วมกันไปได้ยาวไกลแค่ไหนอาจจะแค่สองปีตามที่กำหนด หรือจะนานเท่านานตราบชั่วนิรันดร์ก็ไม่มีใครรู้ได้
หลังจากได้รับข่าวดีของเพื่อนรุ่นน้องที่โทรมาเล่าให้ฟังว่าสามารถเกลี้ยกล่อมบุตรชายให้ยอมแต่งงานกับหญิงสาวที่คนเป็แม่เลือกให้ประสบความสำเร็จแล้ว
คุณหญิงเพ็ญพักตร์รู้สึกยินดีกับคุณนายกมลวรรณไม่น้อยและนึกชื่นชมที่บุตรชายของอีกฝ่ายเชื่อฟังมารดาและไม่ดื้อดึงจนไร้เหตุผลเกินไป
เมื่อพูดคุยกับคุณนายกมลวรรณเป็ที่เรียบร้อยแล้วคุณหญิงเพ็ญพักตร์จึงออกมาจากห้องนอน เพื่อจะลงไปเดินเล่นข้างล่างกับหลานชายตัวน้อยที่ตอนนี้น่าจะตื่นนอนแล้วขณะกำลังก้าวเท้าออกมานั้นนางบังเอิญเห็นสาวใช้ถืออุปกรณ์ทำความสะอาดเดินเข้าไปในห้องพักซึ่งมีไว้สำหรับรับแขกพอดีด้วยความแปลกใจนางจึงตามเข้าไปถาม
“สำอาง ใครจะมาพักเหรอ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เื่”
“เอ่อ... คุณธีร์มาพักที่ห้องนี้ได้สองคืนแล้วค่ะ สำอางก็เลยมาทำความสะอาด”สาวใช้ตอบประมุขของบ้านด้วยความนอบน้อม แม้ลึกๆจะอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมนายหนุ่มต้องเข้ามานอนในห้องนี้แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ปริปากถามด้วยรู้ดีว่าไม่อาจยุ่งเื่ของเ้านายได้
คุณหญิงเพ็ญพักตร์ขมวดคิ้วมุ่นในคราวแรกที่ได้ฟังคำตอบจากสาวใช้ทำไมบุตรชายของนางถึงต้องมานอนห้องนี้ก่อนจะยิ้มกริ่มออกมาเมื่อคิดถึงสาเหตุที่ทำให้พ่อลูกชายตัวดีระเห็จไปนอนห้องรับแขกได้สงสัยเมียไม่ให้เข้าห้องอย่างที่นางคิดไว้แน่ๆ ‘ฮึสมน้ำหน้านัก อยากก่อเื่ไม่เข้าท่า ทีนี้เมียโกรธจนไม่ให้เข้าห้องล่ะสิ’
“อืม... เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะ เดี๋ยวฉันจะลงไปข้างล่าง”
“ค่ะ คุณหญิง” สำอางรับคำแล้วหันไปหยิบไม้กวาดขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดต่อ
จากที่คิดไว้ว่าจะไปเดินเล่นในสวนหลังบ้านคุณหญิงเพ็ญพักตร์เกิดเปลี่ยนใจหันมานั่งเล่นที่ห้องรับแขกแทนเพื่อรอเยาะเย้ยบุตรชายให้สะใจเล่นก่อนดีกว่าดังนั้นเมื่อธีรพัฒน์กลับมาจากทำงานเขาจึงเห็นมารดานั่งอยู่ที่โซฟาอย่างสบายอารมณ์เหมือนกับว่ามีความสุขนักหนาจนเขานึกหมั่นไส้เล็กๆ‘ลูกชายย่ำแย่โดนเมียไม่ให้เข้าห้องมาสองวันคนเป็แม่ยังสบายอารมณ์อยู่อีก คิดแล้วมันน่าโมโห”
“อารมณ์ดีมาจากไหนครับคุณแม่” ธีรพัฒน์ทำเสียงประชดประชันใส่มารดาทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องรับแขก
“แม่ก็เป็แบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว แกนั่นแหละ หงุดหงิดมาจากไหนมาถึงก็เหน็บแนมฉันเชียว” คุณหญิงเพ็ญพักตร์กลั้นยิ้มเอ่ยปากยอกย้อนบุตรชายกลับไปบ้าง
“จะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไงล่ะครับ น้องแพรไม่ให้ผมเข้าห้องมาสองวันแล้วนะครับคุณแม่”ธีรพัฒน์บอกมารดาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนขณะหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามใบหน้าหล่อเหลานั้นมีแววสำนึกผิดอยู่ไม่น้อย
“อ้าวเหรอ! นี่แม่ไม่รู้เลยนะเนี่ย” คนเป็แม่ทำท่าใแต่เสแสร้งอย่างเห็นได้ชัด
“โธ่... คุณแม่ ผมเป็ลูกคุณแม่นะครับ ยังจะซ้ำเติมกันอีก...ใจคอจะไม่ช่วยผมเลยหรือไงครับเนี่ย”
“จะให้ฉันช่วยอะไรล่ะ ก็แกทำตัวเองทั้งนั้น สองวันนี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความสะใจของมารดาทำให้ธีรพัฒน์เกิดความน้อยใจขึ้นมาทันที
“นี่คุณแม่จะใจร้ายกับผมด้วยอีกคนหรือครับ” คำพูดที่ดูตัดพ้อประกอบกับแววตาวิงวอนของบุตรชายทำให้คนเป็แม่อดใจอ่อนไม่ได้
“อะๆ แกจะให้ฉันช่วยยังไงล่ะ” คุณหญิงเพ็ญพักตร์พูดพลางทำตาประหลักประเหลือกใส่บุตรชายอย่างนึกหมั่นไส้‘ตอนก่อเื่ไม่เห็นจะมาปรึกษาพอมีปัญหาก็มาให้ฉันช่วยแก้ทุกที ไอ้ลูกชายตัวแสบ’
“คุณแม่ทำให้น้องแพรยอมเปิดประตูห้องรับผมก็พอแล้วครับหลังจากนั้นผมจัดการเอง” ธีรพัฒน์ยิ้มกริ่มบอกมารดาด้วยความดีใจ
“อือ ก็ได้ๆ ต่อไปก็ทำตัวดีๆ ล่ะ คราวหน้าฉันจะไม่ช่วยแกอีกแล้วนะ” ผู้ช่วยคนสำคัญว่าพลางขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินนำบุตรชายออกจากห้องรับแขกเพื่อไปยังห้องนอนของลูกสะใภ้ทันที
“ครับคุณแม่... ขอบคุณครับ” ธีรพัฒน์รับคำก่อนจะรีบสาวเท้าตามคนเป็แม่ไปติดๆ
ไม่นานสองแม่ลูกก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนใหญ่คนเป็แม่สบตาบุตรชายในเชิงเตรียมความพร้อมก่อนจะยกมือขึ้นเคาะเรียกคนข้างใน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ใครคะ” แพรวาร้องถามขณะเดินเข้ามาใกล้ประตูเพื่อฟังเสียง
“แม่เองลูก” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ขานตอบคนข้างในพลางเหลือบไปมองบุตรชายที่ยืนทำหน้าสลดอยู่ข้างๆ
“ค่ะคุณแม่” หญิงสาวรีบเปิดประตูรับแม่สามีทันทีด้วยไม่อยากให้ท่านรอนานแต่เมื่อเห็นคนเป็สามียืนอยู่ตรงนั้นด้วยทำให้เธอคิดได้ทันทีว่าเขาต้องขอร้องให้คนเป็แม่ขึ้นมาเคาะเรียกเธอแน่ๆ
“แพทริกตื่นหรือยังลูก แม่จะพาไปเดินเล่นในสวน” คุณหญิงเพ็ญพักตร์เอ่ยปากทันทีที่เห็นว่าลูกสะใภ้เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจเมื่อเจอบุตรชายของนางยืนอยู่ด้วย
“ตื่นแล้วค่ะคุณแม่ แพรว่าจะพาลงไปพอดีงั้นเดี๋ยวเราลงไปพร้อมกันเลยก็ได้ค่ะ” แพรวาบอกแม่สามีก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่ออุ้มลูกชายตัวน้อยของเธอออกมาโดยพยายามไม่สนใจสายตาของคนเป็สามีที่มองเธออย่างออดอ้อนแกมวิงวอน
“ให้แม่พาไปเองดีกว่านะลูก” คนเป็แม่บอกขณะอ้าแขนรับตัวหลานชายมาอุ้มไว้เอง
“เอ่อ... คุณแม่คะ” แพรวาทำท่าจะคัดค้านเพราะเธอเริ่มเดาสถานการณ์ออกแล้วว่าแม่สามีขึ้นมาเรียกเธอทำไม
“แม่อยากให้หนูปรับความเข้าใจกับตาธีร์... ผัวเมียกันโกรธกันนานๆไม่ดีนะลูก มีอะไรก็หันหน้ามาพูดคุยกันซะ” คุณหญิงเพ็ญพักตร์พูดกับลูกสะใภ้เป็เชิงตักเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเมื่อเห็นหญิงสาวยังคงนิ่งงันเหมือนกำลังคิดหนัก นางจึงเอ่ยย้ำเพื่อเป็การขอร้อง
“นะ... หนูแพร”
“ค่ะคุณแม่” แพรวารับคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก่อนจะขยับตัวหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้อง เพื่อให้สามีตามเข้ามาข้างใน
ธีรพัฒน์ยกมือไหว้ขอบคุณมารดาแล้วรีบสาวเท้าตามภรรยาเข้าไปในห้องทันทีด้วยความดีใจและโล่งใจที่เธอยอมให้เขาเข้าห้องเพื่อปรับความเข้าใจด้วยสักที
“น้องแพร... น้องแพรครับ” ชายหนุ่มร้องเรียกคนเป็ภรรยาเมื่อเห็นเธอนั่งเงียบอยู่ที่ปลายเตียง โดยไม่สนใจจะหันมามองเขาเลยสักนิด
“คุณมีอะไรก็พูดมาสิคะ แพรรอฟังอยู่” แพรวาพูดออกไปโดยไม่ได้หันมามองคนเป็สามี
“ไม่เอาซี่... พูดกับพี่ดีๆ นะครับ พี่ขอโทษ พี่สำนึกผิดแล้ว” ธีรพัฒน์เข้าไปโอบกอดภรรยาจากข้างหลังพร้อมทั้งส่งเสียงออดอ้อนโชคดีของเขาที่เธอไม่ดีดดิ้นผลักไสเหมือนอย่างที่คิด
“คุณรักแพรจริงๆ หรือเปล่าคะคุณธีรพัฒน์” คำเรียกขานและคำถามของหญิงสาวที่ดูห่างเหินทำให้ชายหนุ่มยิ่งเสียใจกับการกระทำของตัวเองยิ่งนัก
“รักสิครับ พี่รักน้องแพรมาก รักมาตลอดไม่เคยลดน้อยลงเลย” คนสำนึกผิดทำเสียงอ่อน ใบหน้าหล่อเหลายังคงซุกซบอยู่ที่ไหล่บอบบางของภรรยาสุดที่รัก
“รักแล้วทำไมไม่เชื่อใจแพรบ้างคะ ทั้งๆที่เรามีลูกด้วยกันแล้วแต่คุณก็ยังดูถูกความรักที่แพรมีต่อคุณด้วยการไม่เชื่อใจกันอย่างนั้นหรือคะ”เสียงสะอื้นบอกสามีด้วยความน้อยใจพยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอเต็มหน่วงทั้งสองข้าง
“โธ่... ก็ตอนนั้นพี่โมโหคิดว่าไอ้หมอนั่น...” ด้วยความคุกรุ่นที่อยู่ในใจทำให้เขาเกือบเรียกคู่กรณีด้วยคำที่ไม่เหมาะสมจนถูกคนเป็ภรรยาตวาดเสียงดังลั่นเพื่อเตือนสติ
“คุณธีร์!”
“อะ เอ่อ คิดว่าหมอวิทกำลังกอดเมียกับลูกของพี่นี่นา” ธีรพัฒน์มีน้ำเสียงอ่อนลงเมื่อแก้คำพูดให้ดูไพเราะขึ้น
“แล้วคุณก็ทำร้ายเขาโดยไม่คิดจะถามไถ่อะไรเลยสักคำ” แพรวาย้อนถามสามีด้วยความไม่พอใจทันทีที่ได้ยินความคิดของเขา
“แต่เขาก็ทำร้ายพี่เหมือนกันนะครับ” คนผิดทำหน้าเศร้าอย่างน่าสงสารเพื่อหวังให้หญิงสาวเห็นใจ แต่เปล่าเลย นอกจากเธอจะไม่เห็นใจเขาแล้ว เธอยังแก้ต่างให้อีกฝ่ายด้วย
“พี่วิทเขาป้องกันตัวต่างหากล่ะคะ”
“ก็ได้ๆ พี่ยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว น้องแพรหายโกรธพี่นะครับ... นะครับคนดี”ธีรพัฒน์หยอดคำหวานพลางขยับตัวหญิงสาวที่เขากอดจากทางด้านหลังให้หันมาเผชิญหน้ากันมือแกร่งปาดเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่สวยเบาๆ ทั้งสองมองสบตากันอยู่นานเหมือน้าจะััและซึมซับความรู้สึกของกันและกันก่อนที่หญิงสาวจะเป็ฝ่ายใจอ่อนเอ่ยปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แพรอยากให้พี่ธีร์เชื่อใจแพรค่ะเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาแพรรักพี่ธีร์มาโดยตลอด และพี่วิทก็คือพี่ชายที่แสนดีสำหรับแพรเสมอซึ่งไม่อาจเปลี่ยนเป็อื่นไปได้”
“ครับ พี่เข้าใจแล้ว พี่ขอโทษนะครับต่อไปนี้พี่จะไม่ทำให้น้องแพรเสียใจอีกแล้ว” ธีรพัฒน์พูดขณะดึงตัวภรรยาเข้ามากอดแนบอกเพื่อปลอบโยนชั่วอึดใจก็ผละออกแต่วงแขนยังคงโอบที่เอวเล็กๆ ของเธอไว้แน่น มือหนาข้างหนึ่งจับปลายคางของเธอให้แหงนเงยเพื่อรับจุมพิตจากเขาชายหนุ่มมอบจุมพิตที่แสนหวานอ่อนโยนให้กับภรรยาที่รักเพื่อเป็การขอโทษเธอจากหัวใจและเป็การยืนยันว่าเขาจะไม่ทำให้เธอเสียใจอีก
..............................
**เื่ราวครอบครัว พี่ธีร์ น้องแพร อยู่ในเื่ เสน่หาทาสซาตาน ค่ะ**