บทที่ 23 การประลองแลกเปลี่ยนฝีมือ
ยอดเขาตี้
ตี้เทียน เซียวอวิ๋น ลุงฝู และหลินเสี่ยวหย่า กำลังยืนส่งผู้าุโท่านหนึ่งที่กำลังเดินกลับไป
ผู้าุโท่านนี้คือผู้ที่ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นส่งมาเรียกตัวเซียวอวิ๋นและหลินเสี่ยวหย่าให้ไปร่วมการแลกเปลี่ยนวิชากับศิษย์จากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู
เมื่อมองแผ่นหลังของผู้าุโที่กำลังจากไป เซียวอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะถามว่า "อาจารย์ ทำไมสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูถึงส่งคนมาประลองแลกเปลี่ยนฝีมือกับพวกเราอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้?"
ตี้เทียนยังไม่ทันตอบ ลุงฝูก็ส่งเสียงขึ้นมาด้วยความไม่พอใจว่า "ทุกครั้งก่อนที่รังัจะเปิด พวกเขามักส่งคนมาที่นี่ บอกว่าเชิญเราไปเข้าร่วม แต่แท้จริงแล้วพวกเขาแค่มาเยาะเย้ยเราที่ไม่มีศิษย์เก่งกาจเพียงพอจะเข้าร่วมต่างหาก"
ตี้เทียนมองเซียวอวิ๋นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมก่อนพูดว่า "หกสำนักศักดิ์สิทธิ์ของเรา ความสัมพันธ์ไม่ได้สงบสุขอย่างที่เห็น เื้ัมีการแข่งขันกันตลอดเวลา โดยเฉพาะสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูที่เป็คู่แข่งสำคัญของสำนักเรา จำไว้นะ หากเจอพวกเขานอกสถานที่ เ้าต้องระมัดระวังเป็พิเศษ"
เซียวอวิ๋นพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดูเหมือนว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูจะเป็ศัตรูสำคัญของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นจริง ๆ จำเป็ต้องระวังให้มากหลังจากนี้
"พอแล้ว อย่าทำให้ท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์ต้องรอนาน อาฝู รีบพาพวกเขาไปเถอะ" ตี้เทียนกล่าว
ลุงฝูพยักหน้า ก่อนนำเซียวอวิ๋นและหลินเสี่ยวหย่าะโขึ้นก้อนเมฆออกเดินทาง
ตี้เทียนยืนมองดูกลุ่มคนจากไปด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มเยือกเย็น "รังัยังไม่ทันเปิด สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูก็เริ่มทดสอบเราเสียแล้ว แต่คราวนี้ สำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นจะไม่ยอมให้พวกเ้าสมหวังอีก ข้าอยากเห็นจริงว่าศิษย์ของข้าจะบดขยี้อัจฉริยะของพวกเ้าอย่างไรบ้าง!"
…
ภายในตำหนักอันโอ่อ่า
เซียวอวิ๋น ฉู่จิงเซียว และหลินเสี่ยวหย่าเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่ พวกเขาค้อมตัวคารวะต่อท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์และผู้าุโสูงสุดทั้งหลาย
จากนั้น จึงหันหน้ามองไปยังกลุ่มคนจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู
ท่านประมุขแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นผายมือไปยังศิษย์ภายในสำนักทั้งสามพร้อมกล่าวแนะนำตัวว่า "สหายเต๋าว่าน เด็กน้อยเหล่านี้คือเซียวอวิ๋น ฉู่จิงเซียว และหลินเสี่ยวหย่า ล้วนแต่เป็ยอดฝีมือในขอบเขตหลอมกายาของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเรา"
ว่านหยางฮุยจ้องมองทั้งสามอย่างพิจารณา สำหรับฉู่จิงเซียวและหลินเสี่ยวหย่า เขาเพียงกวาดตามองผ่าน ๆ เพราะด้วยสายตาอันเฉียบคม ย่อมมองออกในทันทีว่าทั้งสองเป็เพียงผู้ฝึกตนในขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดทั่วไปเท่านั้น
แต่สำหรับเซียวอวิ๋น เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดา กลับมีบางอย่างไม่ธรรมดา เพราะเขาผ่านการฝึกฝนจนมีร่างทองกระดูกหยก นอกจากนี้ยังเข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามเรียบร้อยแล้วอีกด้วย
ถึงกระนั้น ว่านหยางฮุยยังคงมั่นใจในฝีมือศิษย์ทั้งสองของตนเองหมดหัวใจ เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "สมกับเป็ศิษย์จากสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ล้วนเป็ยอดฝีมือที่ไม่ธรรมดา อวี้หลง เมี่ยวถง จงแสดงความเคารพต่อศิษย์จากสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเสีย"
ชายหนุ่มหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเขาเดินออกมาทันที
เด็กหนุ่มในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาวกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า "ข้าชื่อเซี่ยอวี้หลง ศิษย์ลำดับที่เก้าในขอบเขตหลอมกายาจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู"
ส่วนเด็กสาวในชุดกระโปรงสีแดง กล่าวด้วยท่าทีหยิ่งยโสและแฝงแววดูถูกเหยียดหยามผู้คน "ข้าชื่อฝูเมี่ยวถง เป็ตัวแทนจากศิษย์ขอบเขตหลอมกายาของสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู ข้าอยู่เพียงลำดับที่สิบเท่านั้น"
เมื่อประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นและผู้าุโสูงสุดทั้งหลายได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของพวกเขาก็พลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
พวกเขาไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นกับท่าทีหยิ่งผยองของเด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งสอง เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็เป็ผู้ฝึกตนที่มีอายุหลายร้อยปี จึงไม่คิดถือสาเด็กรุ่นหลังที่มีอายุเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่สบายใจก็คือ เด็กหนุ่มสาวสองคนนี้ซึ่งดูมีความสามารถเหลือล้น กลับเป็เพียงศิษย์อันดับที่เก้าและสิบของขอบเขตหลอมกายาในสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู
ในขณะที่ฝั่งเซียวอวิ๋น หลินเสี่ยวหย่า และฉู่จิงเซียว ทั้งสามเป็ถึงสามอันดับแรกของกลุ่มศิษย์ขอบเขตหลอมกายาในสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นยังห่างไกลจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูอยู่อีกมาก
ด้วยเหตุนี้ สีหน้าของพวกเขาจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งเป็การประลองระหว่างศิษย์รุ่นเยาว์ ผู้าุโอย่างพวกเขาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทุกคนจึงปล่อยให้เด็กทั้งห้าจัดการเื่ราวกันเองต่อไป
เซียวอวิ๋นมองไปยังสองศิษย์อัจฉริยะจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูอย่างสงบนิ่งโดยไม่เอ่ยคำใด
หลินเสี่ยวหย่าที่ยืนอยู่ข้างกันเมื่อเห็นท่าทางหยิ่งยโสของฝูเมี่ยวถง ก็อดไม่ได้ต้องพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า "ตัวเ้าเป็แค่อันดับสิบยังกล้าทำตัวหยิ่งยโสถึงเพียงนี้ หากผู้ใดไม่รู้คงนึกว่าเ้าเป็อันดับหนึ่งแล้วกระมัง!"
ฝูเมี่ยวถงหันมามองหลินเสี่ยวหย่าแววตาหยิ่งทะนง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันไม่แพ้กันว่า "ถึงข้าจะเป็เพียงอันดับที่สิบในขอบเขตหลอมกายาของสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู แต่หากเทียบกับพวกเ้าที่สำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ข้าก็คงเป็อันดับหนึ่งแล้ว"
เมื่อหลินเสี่ยวหย่าได้ยินเช่นนั้น นางก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป พลันะโออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด "โอหังนัก! ให้ข้าลองดูหน่อยเถอะว่าฝีมือของเ้าจะร้ายกาจเหมือนปากหรือไม่!"
"ในเมื่อเ้า้าสร้างความอับอายให้แก่ตนเองถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่มีอันใดขัดข้อง" ฝูเมี่ยวถงยังคงแสดงท่าทีเย่อหยิ่ง เงยศีรษะขึ้นเล็กน้อยจนเห็นลำคอขาวระหง พร้อมกับชี้นิ้วเรียกหลินเสี่ยวหย่าด้วยท่าทีดูแคลน
"ย๊ะ!" หลินเสี่ยวหย่าะเิเสียงคำรามออกมาด้วยความโมโห นางกวัดแกว่งแส้สีแดงเพลิงในมือและฟาดไปทางฝูเมี่ยวถงทันที
เซียวอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างส่ายศีรษะเล็กน้อย "ศิษย์น้องยังอ่อนหัดนัก ถูกยั่วยุเพียงสองสามคำก็เดือดดาลเสียแล้ว"
แม้เขาจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้เข้าไปขัดขวาง เพราะบางครั้งการได้รับความพ่ายแพ้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็บทเรียนสำคัญสำหรับการเติบโต
อีกทั้ง ที่นี่เป็สำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ความปลอดภัยของหลินเสี่ยวหย่าย่อมได้รับการคุ้มครองจากบรรดาผู้าุโ อย่างมากก็แค่เจ็บตัวเล็กน้อยเท่านั้น
ในเวลานี้ เซียวอวิ๋นจึงจ้องมองการต่อสู้ตรงหน้าด้วยความสนใจ เพราะเขาก็อยากเห็นฝีมือของอัจฉริยะจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูเช่นกัน
ด้านฉู่จิงเซียวก็จับจ้องการต่อสู้ด้วยความพิจารณา เพราะเขารู้ว่าหลังจากนี้คงเป็ตนเองที่ต้องออกไปแสดงฝีมือ และเขาไม่อยากพ่ายแพ้
"แส้พันเงา!"
เสียงะโกึกก้องของหลินเสี่ยวหย่าดังขึ้น แส้ในมือนางสะบัดไปกลายเป็เส้นใยสีแดงนับไม่ถ้วน พุ่งเข้าโอบล้อมฝูเมี่ยวถง
นี่คือเคล็ดวิชาระดับหนึ่งที่หลินเสี่ยวหย่าฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงพลังอันน่าทึ่งที่แท้จริง
ในตำหนัก ผู้าุโหลายคนพยักหน้าอย่างชื่นชม แม้หลินเสี่ยวหย่าจะเพิ่งเข้าร่วมสำนักได้เพียงไม่กี่เดือน แต่ก็สามารถฝึกวิชานี้จนถึงขั้นสมบูรณ์ได้ ถือเป็พร์ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ศิษย์จากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูที่ชื่อฝูเมี่ยวถงกลับแข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
นางถือกระบี่วิเศษในมือ เคลื่อนตัวผ่าน "เส้นใย" ที่หลินเสี่ยวหย่าสร้างขึ้นอย่างคล่องแคล่วราวกับปลาน้อยแหวกว่ายในสายน้ำ
ขณะเดียวกัน พลังกระบี่ของนางก็แผ่ออกมาทั่วทุกทิศทาง ทำให้เส้นใยของหลินเสี่ยวหย่าเริ่มพังทลาย
"หนึ่งกระบี่สะบั้นภพ!"
เสียงะโดังขึ้น ฝูเมี่ยวถงใช้กระบี่ในมือพุ่งตรงมาด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด กระบี่พุ่งไปที่ลำคอของหลินเสี่ยวหย่าในทันที
มือที่กำลังสะบัดแส้ของหลินเสี่ยวหย่าหยุดชะงักกลางอากาศ นางก้มลงมองกระบี่ที่จ่ออยู่บริเวณลำคอ ใบหน้าของนางซีดเผือด หยาดเหงื่อเย็นเฉียบหยดลงมาต่อเนื่อง
กระบี่เล่มนี้ หากแทงเข้าไปอีกนิดเดียว นางคงต้องจบชีวิตเป็แน่แท้
เห็นได้ชัดว่านางพ่ายแพ้แล้ว
แม้หลินเสี่ยวหย่าจะไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ แต่ครั้งนี้นางจำใจต้องกัดฟันยอมรับความจริง นางมองฝูเมี่ยวถงด้วยแววตาเจ็บใจ "ข้าแพ้ก็จริง แต่เ้าไม่มีทางเอาชนะศิษย์พี่ของข้าได้แน่!"
ฝูเมี่ยวถงเก็บกระบี่กลับเข้าฝักและยืนนิ่ง ก่อนชำเลืองมองมาที่เซียวอวิ๋นและฉู่จิงเซียวผู้ยืนอยู่ด้านหลังหลินเสี่ยวหย่าด้วยท่าทีดูแคลน "ในกลุ่มพวกเขาสองคน ผู้ใดคือศิษย์พี่ของเ้า? ให้เขาออกมาซะ แล้วข้าจะยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แก่เขาเอง!"
หลินเสี่ยวหย่าโกรธจัด รีบหันกลับมากล่าวต่อเซียวอวิ๋นว่า "ศิษย์พี่ รบกวนท่านสั่งสอนนางแทนข้าด้วย!"
"เมื่อครู่เ้าวู่วามเกินไป หากใจเย็นกว่านี้ เ้าอาจไม่แพ้รวดเร็วเช่นนี้แล้ว" เซียวอวิ๋นกล่าวเตือนหลินเสี่ยวหย่าเล็กน้อย ก่อนก้าวเดินออกไปข้างหน้า
ในฐานะศิษย์พี่ เขาย่อมต้องออกหน้าปกป้องศิษย์น้อง
เซียวอวิ๋นมองฝูเมี่ยวถงตรงหน้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ข้าจะไม่เอาเปรียบเ้า หากเ้าทำให้ข้าถอยหลังได้แม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะถือว่าเ้าเป็ผู้ชนะ"
"ช่างกล้าหาญนัก!" ฝูเมี่ยวถงเดือดดาลไม่ต่างจากอาการของหลินเสี่ยวหย่าก่อนหน้านี้
นางชักกระบี่วิเศษออกมาฟันใส่เซียวอวิ๋นอย่างรวดเร็ว
แสงกระบี่สว่างจ้า ปลายกระบี่คมกริบจนผู้คนรู้สึกหนาวเยือกไปทั่วร่างกาย
แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีที่ว่องไวเช่นนี้ เซียวอวิ๋นเพียงยื่นมือออกไปตบเข้าหากันเบา ๆ พลันปรากฏเป็แผนภาพไท่จี๋ขนาดใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของฝ่ามือ มวลพลังกระแทกเข้าใส่ฝูเมี่ยวถงจนต้องเซถอยหลังไปหลายก้าว
"นี่มันวิชาหัตถ์เทพไท่จี๋!"
ห่างออกไปไม่ไกล ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู ว่านหยางฮุย เบิกตาโตจ้องมองเซียวอวิ๋นด้วยความไม่อยากเชื่อ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาทันที