บทที่ 124 แก้แค้นแทนว่าที่ฮูหยิน
เมื่อซีเฉิงรู้สึกว่าเขาจนปัญญาที่จะเข้าใจเจ้าเด็กแสบผู้นี้ สุดท้ายจึงปล่อยให้เรื่องราวเป็นไปอย่างนั้น ไม่รู้ว่าชิงหมินคิดไปในทิศทางเดียวกับเขาหรือไม่ แต่เมื่อแต่งงานแล้ว...เขาย่อมหาทางเปลี่ยนข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกให้ได้ในแบบของเขาอยู่ดี
แน่นอนว่าความคิดของพวกเขาเริ่มที่จะวนเวียนมาใกล้กันแล้ว ท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มใสซื่อที่หวงซีเฉิงเข้าใจ กลับไม่ได้ใสซื่อมากมายขนาดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณสื่อที่เปิดกว้างของโลกยุคใหม่ ในขณะที่อาณาจักรเซิน แม้แต่ตำราร่วมรักหรือวรรณกรรมประโลมโลกยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ในชีวิตของชิงหมินก่อนหน้านี้กลับเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มหาศาล เปลี่ยนคนจนเป็นคนรวยมาแล้วมากมาย
ชิงหมินที่ผ่านการรู้เห็นมามากสามารถมองว่าการมีความสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมดาได้ ถึงแม้ว่าเขาเองก็จะประหม่ายามคิดว่าร่างกายของตนเองถูกครอบครองโดยบุรุษอื่น กระนั้น...ครั้งหนึ่งในชีวิต การร่วมหลับนอนกับผู้คนก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเช่นกัน
เขาเพียงแค่ไม่รู้ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีเท่านั้นในก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่าเขากำลังจะได้แต่งกับบุรุษ และเชื่อเถอะว่าหวงซีเฉิงผู้ดุดันคนนั้นคงไม่ยอมจะมานอนอยู่ใต้ร่างของเขา...
บทสนทนาที่น่ากระอักกระอ่วนนี้จบลงด้วยความคิดของคนทั้งสองกระจัดกระจายไปรอบๆ แต่ละคนมีแผนการของตนเอง ซึ่งความเงียบที่เกิดขึ้นนี้ทำให้คนที่แอบมองอยู่ใกล้ๆสบโอกาสที่จะเข้ามาหาพวกเขาเสียที
“พวกเจ้าพอใจกับอาหารหรือไม่?” คำถามเหมือนกับที่หวงซีเฉิงเอ่ยถามเขาดังขึ้นอีกครั้ง สองคนมองไปดูคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ถ้าหากว่าองค์รัชทายาทรู้ว่าพวกเขาเพิ่งคุยอะไรกันไป บางทีพระองค์อาจจะไม่กล้าเข้ามาแทรกกลางตอนนี้ก็ได้
ก็นะ....ไม่มีคู่รักคู่ไหนที่วางแผนเรื่องการร่วมรักกันทั้งๆที่ยังไม่ได้แต่งงานให้เสร็จสรรพหรอก เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องเกิดขึ้นไปตามอารมณ์ของตนเองอยู่แล้ว มีก็แค่ชิงหมินผู้ชื่นชอบวางแผนให้กับชีวิตของตนเอง และหวงซีเฉิงผู้ไม่คิดจะเก็บซ่อนความรู้สึกก็เท่านั้น
ความกระอักกระอ่วนที่เกิดขึ้นทำให้องค์รัชทายาทเริ่มอยู่ไม่นิ่ง พระองค์ไม่คิดว่าจะได้เห็นการตอบรับของทั้งสองเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม...บรรยากาศที่น่าประหลาดนี้ก็ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว
“อาหารเหล่านี้คงไปไม่ถึงประชาชน ระหว่างทางพระองค์ควรจะซื้อธัญพืชติดไปเพิ่ม” หวงซีเฉิงกล่าวเสียงเรียบหลังจากที่นึกถึงสถานการณ์อันยากลำบากที่รอต้อนรับอีกฝ่ายอยู่
หากแผนขององค์ชายสามสำเร็จ ประชาชนที่อยู่ในหุบเขาจะต้องเดือดร้อนมากแน่ๆ เขาไม่กังวลหรอกว่าองค์รัชทายาทและพรรคพวกจะทำเช่นไร ห่วงก็แค่ประชาชนในหุบเขาที่อุตส่าห์ยินดีกับความช่วยเหลือที่มาถึงจะเผชิญกับหายนะก็เท่านั้น
แน่นอนว่าซีเฉิงไม่คิดมอบรายละเอียดทั้งหมดให้องค์รัชทายาท อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ เขาต้องการดูผลลัพธ์ของการแสดงที่องค์รัชทายาทจะพิสูจน์ให้ได้เห็นด้วย ถ้าเรื่องแค่นี้ยังไม่มีปัญญาจัดการ ภายภาคหน้าก็คงจะดูแลประชาชนทั้งอาณาจักรไม่ได้
องค์รัชทายาทสะอึกไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา เขาไม่รู้เบื้องหลังของคำเตือนนี้ เข้าใจว่ามันเป็นการตำหนิที่ตนเองนำเพียงเนื้อสัตว์และของกินมากมายเพื่อเตรียมเอาอกเอาใจอีกฝ่าย
“ข้ารู้แล้ว” เขาหัวเราะออกมาแห้งๆด้วยความอับอาย แต่นี่เป็นเพียงไม่กี่ครั้งที่แม่ทัพใหญ่ผู้นี้จะเปิดปากพูดกับเขา ดังนั้นองค์รัชทายาทจึงถือวิสาสะนั่งลงใกล้ๆพวกเขาเสียเลย
ชิงหมินชะงักไปเล็กน้อย เขาลังเลว่าตนเองควรจะต้องลุกให้ผู้มีตำแหน่งสูงหรือไม่ จำได้ว่าการเดินทางร่วมขบวนกันครั้งก่อน องค์รัชทายาทและพระชายาวางตัวสูงส่งมาก ครานี้ถ้าเขากล้าเสียมารยาท กลัวว่าจะทำให้องค์รัชทายาทไม่พอใจแล้วสั่งประหารเขาด้วยความผิดที่หมิ่นเกียรติเชื้อพระวงศ์
ยังดีที่องค์รัชทายาทได้เห็นท่าทางเช่นนั้น เขาไม่ต้องการจะทำให้หลี่ชิงหมินลำบากใจ จึงได้โบกมือและบอกให้คนนั่งพักอย่างสบายใจต่อไป
แม้ว่าเดิมทีแล้วเขาก็จะเป็นคนที่อยู่ในกฎระเบียบและยึดถือสายเลือดอันสูงส่งของตนเองไม่แพ้พระชายา แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่โง่งมเกินไป ครานี้ออกมาทำภารกิจเรียบง่ายไม่เหมือนกับครั้งก่อนที่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนการเจรจา องค์รัชทายาทในเวลานี้จึงทำตัวเหมือนกับผู้นำขบวนกลุ่มอื่นๆเท่านั้น
อีกอย่าง เขารู้ว่าคนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในตอนนี้ก็คือแม่ทัพใหญ่ต่างหาก ถ้าจำเป็นต้องยอมลงให้อีกฝ่าย เขาก็จะทำ ดังนั้นกับว่าที่ฮูหยินที่เขาใส่ใจ พระองค์ไม่มีทางทำให้ไม่พอใจได้
“ในการเดินทางทำภารกิจพวกนี้ พวกเจ้าวางแผนที่จะใช้เวลาทั้งหมดเท่าไรหรือ?”
“ตั้งใจจะให้ไม่เกิน 5 วันพะย่ะค่ะ”
“5 วันหรือ?” องค์รัชทายาทประหลาดใจ
ตัวเขาที่ได้รับภารกิจเพียง 1 เท่านั้นยังคิดว่าต้องใช้เวลามากกว่า 10 วันเลย แล้วแม่ทัพใหญ่วางแผนที่จะเดินทางไปกลับเพียง 5 วันเพื่อทำภารกิจหลายอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าพวกเขาคำนวณผิดพลาดหรือ?
“คนในกองทัพที่พามาด้วยเป็นพวกมีทักษะช่วยเหลือในการเดินทางมาก ดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหาหากจะเดินทาง 5 วัน...” หวงซีเฉิงอธิบาย
“โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว แม่ทัพใหญ่มีความสามารถในการเลือกใช้งานผู้คน เช่นนั้นภารกิจเสร็จภายใน 5 วันย่อมเป็นไปได้แน่ อย่างไรก็ตาม....เนื่องจากขบวนของข้าไม่มีผู้มีความสามารถเช่นนั้น จึงจำเป็นต้องเตรียมเสบียงไปมากหน่อย ไม่ใช่แค่ช่วยเหลือประชาชนเท่านั้น แต่ยังต้องดูแลปากท้องคนในขบวนอีก”
“ข้าได้ยินว่าท่านแม่ทัพเดินทางอย่างรวดเร็วผ่านแดนเหนือไปแดนใต้ซึ่งทำให้สามารถต้านทานการโจมตีทุกประการได้ ดังนั้นจึงอยากที่จะสอบถามเส้นทางกับท่านแม่ทัพ หากว่ามีเส้นทางอื่นที่สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็ว ข้าก็อยากจะใช้เส้นทางนั้น”
องค์รัชทายาทใช้ข้ออ้างนี้เพื่อมาพูดคุยกับหวงซีเฉิง คนตัวใหญ่ปรายตามอง นัยน์ตาแสดงให้เห็นว่าเขารู้ทันความคิดของอีกฝ่าย ดีที่ไม่พูดเปิดโปงออกมาให้อับอายเท่านั้น
ฝ่ายองค์ชายผู้สูงศักดิ์ ดูเหมือนว่าเขาจะคุ้นเคยกับสายตาเช่นนั้นของแม่ทัพใหญ่มาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้แสดงออกอะไรมากมายหลังจากที่เห็นว่าแม่ทัพใหญ่รู้ทันตนเอง
ครั้งก่อน บุรุษร่างใหญ่ผู้นี้เดินเข้าไปในวังของเขาแล้วสอบถามเกี่ยวกับการลอบโจมตีของขบวนการเดินทางในครั้งก่อน เขากล่าวว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับการลงมือของคนในอาณาจักร ปลอมตัวเป็นโจรร้ายเพื่อหยุดพวกเขา เวลานั้นองค์รัชทายาทมีความสุขมาก คิดว่าจะใช้โอกาสดีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่อย่างสนิทสนม
น่าเสียดายที่เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน พระชายาคนเดิมทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแย่ลงอีกครั้ง ดังนั้นครานี้เขาย่อมต้องพยายามฟื้นคืนกลับมาให้ได้
แน่นอนว่าองค์รัชทายาทผู้นี้ย่อมไม่ได้รู้ว่าหวงซีเฉิงไปที่พระราชวังของตนเองเพียงเพราะหลี่ชิงหมินไปที่นั่น ถ้าต้องการตรวจสอบว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีขบวนเดินทางครั้งก่อน เขาส่งพวกวิญญาณร้ายมาสืบก็ใช้ได้แล้ว หรือต่อให้วิญญาณร้ายเข้าไปในจุดที่มีพลังหยางมากเกินไปไม่ได้ เขาก็ยังมีเงาที่ตามสืบเรื่องราวต่างๆให้อีกอยู่ดี
สำหรับเรื่องความสัมพันธ์อันดีต่อกันนั้น ขอแค่คนไม่หาเรื่องตาย หวงซีเฉิงก็ไม่คิดจะเอาดาบไปพาดคอง่ายๆอยู่แล้ว
“มีเส้นทางที่รวดเร็ว แต่ไม่ใช่เส้นทางที่ปลอดภัย”
“เป็นอย่างนั้นหรือ? น่าเสียดายยิ่ง ข้าเพียงต้องการจะไปช่วยประชาชนให้เร็วที่สุดก็เท่านั้น”
“...............” หวงซีเฉิงไม่ได้ตอบอะไรอีก เขาหันไปมองเด็กหนุ่มข้างกายที่กำลังแอบฟังพวกเขาพูดคุยอยู่เงียบๆ
“พระองค์ไม่ได้มีธัญพืชสำหรับประชาชนมากนัก เดินเส้นทางปกติและเตรียมเสบียงไปเพิ่มเหมาะสมที่สุดแล้ว”
“ใช่ ข้าก็คงต้องทำเช่นนั้น อีกอย่าง...ข้านำเงินในคลังมาไม่น้อย ตั้งใจจะช่วยให้พวกชาวบ้านระหว่างทางสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง” องค์รัชทายาทรีบรับความดีความชอบทันที
หวงซีเฉิงพยักหน้ารับแต่ไม่ได้พูดอะไรอีก ความเงียบขรึมของเขาเป็นเช่นนี้มาตลอด และองค์รัชทายาทก็คิดว่าเขาก่อกวนอีกฝ่ายพอแล้ว ถ้ายังวุ่นวายต่อไปคงจะเป็นการสร้างความรำคาญใจแทน
“เอาล่ะ อีกสักพักข้าจะเริ่มสั่งให้ออกเดินทางแล้ว คงต้องแยกตัวกับพวกเจ้าตรงนี้เลย อย่างไรก็ตาม...ในงานสมรสของพวกเจ้าทั้งสอง ข้ายังคาดหวังคำเชิญจากพวกเจ้าอยู่นะ” องค์รัชทายาทหัวเราะร่วน คล้ายกับว่ากำลังหยอกล้อกับสหายคนสนิทอย่างไรอย่างนั้น
หลี่ชิงหมินลุกขึ้นถวายบังคมเมื่อเห็นอีกฝ่ายต้องการจากไป แน่นอนว่าแม่ทัพใหญ่ก็ทำเช่นนั้นด้วย แต่สายตาของเขาเย็นเยียบขึ้นอีกครั้ง
ในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นองค์รัชทายาท ต่อให้ไม่อยากจะส่งคำเชิญที่ยิ่งใหญ่ก็จำเป็นต้องทำ ซึ่งมันเป็นกรณีที่ทางนั้นรอดตายกลับมาจากแผนขององค์ชายสามได้ล่ะนะ...
“ท่านเหมือนมีเรื่องในใจ” หลี่ชิงหมินสังเกตเห็นสายตาครุ่นคิดของแม่ทัพใหญ่มาสักพักแล้ว ตั้งแต่ที่องค์รัชทายาทปรากฏตัว สายตาของเขาก็เหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่
แม้ว่าหลี่ชิงหมินจะไม่ได้มีความสามารถในการอ่านใจผู้คน แต่เขารู้สึกว่าสามารถเข้าใจบางอย่างจากการแสดงของซีเฉิงได้แล้ว ไม่ว่าจะมีเหตุผลมาจากการที่เขารู้นิสัยของทางนั้นผ่านนักเขียน หรือจะเป็นช่วงเวลาเรียบง่ายที่พวกเขาได้ใช้ร่วมกันก่อนหน้านี้ก็ตาม...
“อืม”
“เรื่องใหญ่หรือ?”
“ก็...อาจจะใหญ่”
“แล้วเกี่ยวกับพวกเราหรือไม่?” หลี่ชิงหมินขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบปัญหา ไม่ชอบสร้างปัญหา และไม่ชอบให้ปัญหามาเกิดขึ้นกับตัวเองด้วย
“ไม่”
“โอ้ เช่นนั้นก็ดี” คนตัวเล็กเป่าปากจนแก้มพอง ขอแค่ไม่ใช่ปัญหาของพวกเขา คนอื่นจะเป็นเช่นไรก็ช่างเถิด พูดเหมือนคนเห็นแก่ตัว แต่ชิงหมินก็เป็นอย่างนี้จริงๆ เขาไม่คิดว่าลำพังพลังของตนเองจะช่วยแก้ไขเรื่องใหญ่ของคนอื่นได้ เก็บพลังเอาไว้ต่อสู้เพื่อตนเองยังจะดีเสียกว่า
“เจ้าไม่อยากให้ข้าช่วยองค์รัชทายาทหรือ?” หวงซีเฉิงรู้จักนิสัยของคนตัวเล็ก แต่ก็ยังอดถามไม่ได้อยู่ดี
เขารู้ว่าเด็กตัวแสบผู้นี้ใจดีมาก ปากบอกไม่อยากเหนื่อย แต่เมื่อถึงเวลาก็ทำงานหนักเพื่อกองทัพ ช่วยเหลือประชาชนทั้งอาณาจักรเซินมาแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นเขาทำเป็นไม่สนใจเรื่องวุ่นวายขององค์รัชทายาท ซีเฉิงยังคิดว่าเขาเข้าใจผิดไป
“ช่วยองค์รัชทายาทหรือ? ข้าน่ะหรือ?”
“.............”
“ข้ายังจำได้ติดตา ตอนที่เขาสั่งให้ขุนนางเป็นโล่ป้องกันชั้นสองให้ตนเอง ข้าเกือบถูกลูกธนูพรากชีวิตไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะข้าไปหลบหลังโล่ของพวกทหารได้ทันน่ะ....เมื่อถึงคราวของผู้อื่น เช่นนั้นก็ต้องช่วยตัวเองเท่านั้นแหละ”
หลี่ชิงหมินพูดโดยไม่คิดอะไรมาก เขาไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาเป็นเรื่องที่ต้องแก้แค้น ด้วยเพราะเข้าใจพื้นฐานความคิดของคนใหญ่คนโต พวกเขาคิดว่าชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของตนเองสำคัญกว่าผู้ที่อยู่ระดับต่ำกว่า อย่างองค์รัชทายาท...พระองค์เข้าใจว่าการที่พระองค์อยู่รอดได้นั้น จะทำให้ชีวิตประชาชนอีกมากมายอยู่รอดได้ด้วย ในขณะที่ขุนนางไม่กี่คนตกตายไป จะมีเพียงผู้คนในตระกูลและในที่ดินของเขาเท่านั้นที่เดือดร้อน
นี่คือศักดิ์ศรีและความแตกต่างของสายเลือด ความคิดของพวกเขาเป็นเช่นนี้มาจากความเชื่อทางสังคมที่บิดเบี้ยว ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดอะไร
แต่....หลี่ชิงหมินก็ไม่คิดจะทำตัวเป็นวัวเทียมเกวียน เป็นม้าลากรถ ที่ต้องสนองพระเดชพระคุณอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อเขาเลือกได้ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวาย เช่นนั้นก็แค่มองอยู่ห่างๆ ให้คนจัดการเรื่องของตนเองไปเถอะ
อย่างไรก็ตาม...เขาไม่ได้รู้เลยว่าคำพูดของเขาได้กระตุ้นความรู้สึกโกรธในใจของใครบางคนขึ้นเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้ซีเฉิงไม่ได้คิดจะช่วยเหลือองค์รัชทายาทเป็นทุนเดิม เขาแค่กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของประชาชนในพื้นที่ ทว่า...เมื่อได้รับการเตือนความทรงจำจากหลี่ชิงหมิน คนของเขาถูกรังแกจนจะได้รับบาดเจ็บหนัก ตอนนั้นเขายังไม่ได้เอาคืนให้สาสมใจเลย
ด้วยความคิดเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าจู่ๆ....นอกจากคนขององค์ชายสามที่วางแผนทำลายภารกิจขององค์รัชทายาทแล้ว จู่ๆก็มี “ลูกธนู” ที่พุ่งเข้ามาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ทำให้องค์รัชทายาทต้องบาดเจ็บและนอนรักษาตัวอยู่ในหุบเขาอยู่หลายวัน โชคดีที่เขาพาผู้มีทักษะในการใช้พลังรักษาไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นแล้ว
ภาพความทรงจำเกี่ยวกับขุนนางมากมายที่ตกตายไปเพราะเป็นโล่เนื้อบังกระสุนย้อนกลับเข้ามาในความคิดของเขา ในฐานะองค์รัชทายาท เขารู้ว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตนเองตกตาย แต่...การที่ใช้ผู้ร่วมขบวนและไร้ทางสู้เป็นโล่เนื้อ ลึกๆแล้วพระองค์ยังรู้สึกผิดมาจนถึงตอนนี้
การแก้แค้นแทนคนรักของหวงซีเฉิงจึงจบลงด้วยการลงมือในครั้งนี้นี่เอง
…………………………………………………….