แม้ผู้เป็นายจะจากไป แต่ความรู้สึกกดดันที่มีอยู่ก็ยังไม่จางหายความรู้กดดันเหล่านี้ไม่ได้มาจากตัวมิเชลแต่เป็รูปปั้นทหารม้าที่ตั้งอยู่ตรงมุมทั้งสี่ต่างหาก
ทุกคนภายในห้องเองก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน เพียงแค่ไม่เอ่ยมันออกมาเป็คำพูดก็เท่านั้น
หลังจากซักพักที่ท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงันเสียงถอนหายใจก็ได้ดังขึ้น แม้มิเชลจะได้ทำการแจกแจงหน้าสำคัญต่างๆให้กับทุกคนเป็ที่เรียบร้อย ทว่าตัวยูเรียเองก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างผิดหวัง
ยูเรียรู้ดี ว่าการรวมตัวกันในครั้งนี้นั้นเป็เื่สำคัญและเธอก็หวังเป็อย่างมาก ว่าจะได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญบางอย่างจากมิเชลแต่สุดท้าย มิเชลกลับบอกให้เธอไปใช้ชีวิตตามปกติแทนซะนี่แบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้ที่ยูเรียจะถอนหายใจออกมา
“เป็อะไรรึเปล่า ยูเรีย?”
“...เปล่าหรอก...แอนนา ข้าแค่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่อะไรเลยข้าหละอิจฉาเ้าจริงจริ้ง...ที่เ้าได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากท่านมิเชลถึงเพียงนั้นเฮ่อ...”
ยูเรียถอนหายใจออกมาอย่างห่อเหี่ยวอีกครา ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมามิเชลไม่เคยมอบหมายหน้าที่สำคัญอะไรให้กับเธอเลย แต่จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนักเพราะหน้าที่ในการสอนวิชาการต่อสู้ให้กับฟรานเชสก้าเองก็สำคัญ แต่ทว่าฟรานเชสก้านั้นก็ไม่ได้อยู่เรียนด้วยกันกับเธอตลอด
ในยามว่าง ยูเรียก็ได้แต่ฝึกฝนวิชาการต่อสู้อยู่ลำพังอย่างเซ็งๆไม่มีใครนอกไปเสียจากฟรานเชสก้าหรือมิเชล ที่จะสามารถต่อสู้กับเธอได้อย่างสมน้ำสมเนื้อต่างจากเดซี่ที่ค้นพบงานอดิเรกในการหมักไวน์— ไม่สิบางทีการหมักไวน์อาจจะกลายเป็งานหลักของเดซี่ไปแล้วด้วยซ้ำด้วยระดับความหมกมุ่นที่มากมายถึงเพียงนั้น
ทางด้านเอมิล เธอก็น่าจะตะลอนๆ ทำโน่นทำนี่ไปทั่วและหาอะไรทำแก้เบื่อได้อย่างไม่ยากเย็นแมรี่เองก็เข้ากันได้ดีกับสิงสาราสัตว์เธอมักที่จะไปว่ายน้ำเล่นกับฝูงปลาในทะเลสาบอยู่เสมอ คนอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงเองต่างก็ล้วนมีหน้าที่สำคัญหรืองานอดิเรกสนุกสนานให้ทำกันอยู่เนืองๆ
แต่ทว่ายูเรียนั้นต่างออกไป อัศวินอย่างเธอทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการทำตามคำสั่งหรือการต่อสู้ไม่เป็ตัวเธอที่ไม่มีอะไรให้ทำจึงรู้สึกเบื่อหน่าย ยูเรียจะต้องมีภารกิจบางอย่างให้ทำเธอจึงจะสามารถปลดปล่อยความตื่นเต้นและเร่าร้อนที่อยู่ภายในนี้ออกมาและเมื่อสามารถทำภารกิจได้สำเร็จ เธอจึงจะสามารถดื่มด่ำและมีความสุขไปกับมัน
แต่ทว่ามิเชลกลับไม่เคยที่จะมองเห็นจุดๆ นี้ของเธอเลย ด้วยเหตุนี้ ยูเรียจึงทำได้เพียงแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเรื่อยเปื่อยราวกับนายทหารปลดเกษียณ
“อาร้า~รู้สึกเบื่องั้นหรือยูเรีย? ให้ข้าผู้นี้ช่วยเ้าไหม~”
“หนวกหูน่าเอมิล! ขะ ข้าไม่ได้้าความช่วยเหลือจากเ้าเสียหน่อย!”
“หมายความว่าเ้ากำลังเบื่อ~ ที่ท่านมิเชลไม่มอบหมายหน้าที่อะไรให้เลย จริงๆ ด้วย สินะ~”
“เ้า!”
การพูดจายียวนของเอมิลนั้นราวกับเป็สัญญาณเริ่มชกในยกใหม่เอมิลยกหมัดขึ้นมา ทว่ากรรมการก็ได้มาหยุดมวยคู่นี้เอาเอาไว้เสียก่อน
“พอได้แล้ว เอมิล! เ้าคิดจะพูดลบหลู่ท่านมิเชลหรืออย่างไร?ที่ท่านมิเชลไม่ได้มอบหมายหน้าที่อะไรให้กับคนที่เหลือ ก็คงเป็เพราะยังไม่มีหน้าที่สำคัญอะไรให้ทำนั่นแหละ”
“จะจริงหรือ~ ทั้งที่อยู่กันมานานถึงเจ็ดปีแต่กลับไม่เคยมอบหมายหน้าที่สำคัญอะไรให้กับพวกเรา แม้แต่ ครั้งเดียว~ แบบนั้นน่ะมัน—”
จ้องงงงง ทุกสายตาได้จับจ้องไปยังเอมิลไม่เว้นแม้แต่เดซี่
“ฮา...ฮา... เ้าไม่ต้องจ้องข้าถึงขนาดนั้นก็ได้น้า...เดซี่ สิ่งที่ข้ากล่าวมาล้วนเป็ความจริงพวกเ้าทุกคนเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจดีนี่~ จริงไหม?”
เอมิลยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ โชคดีที่เธอกลึนคำพูดลงไปทันก่อนที่จะกล่าวออกมาแม้จะเป็เธอ แต่การถูกจ้องด้วยสายตาอาฆาตจากเดซี่ก็ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังอยู่ไม่น้อยยิ่งการถูกมองด้วยสายตาเ็าจากทุกคนภายในห้อง ไม่เว้นแม้แต่ของฟรานเชสก้า ก็ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าคนอื่นๆ นั้นไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอ
“พูดอะไรของเ้ากันน่ะ เอมิล¿ เ้าเป็หนึ่งในผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในการพร่ำสอนท่านฟรานเชสก้าไม่ใช่หรือ¿ ข้าหละอิจฉาเ้าจะตาย¿ จะกล่าวว่าไม่ได้รับมอบหมายหน้าสำคัญอะไรเลยมันก็ไม่ถูกนะ¿”
ทุกคนภายในห้องต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเดซี่ ไม่เว้นแม้แต่ฟราเชสก้าที่เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“เื่นั้นมัน—เื่นั้นมัน....แน่นอนอยู่แล้ว....งานสอนท่านฟรานเชสก้านั้น...นับเป็หน้าที่สำคัญ...”
เอมิลกล่าวออกมาอย่างห่อเหี่ยว ในตอนแรกเอมิลนั้นกะจะกล่าวเหตุผลของตัวเองออกมาแต่ทว่าสายตาอาฆาตและจิกกัดของแต่ละคนก็ได้ทำให้เธอต้องกลืนคำพูดนั้นลงคอ และกล่าวในสิ่งที่ทุกคนอยากได้ยินออกมาแทน
นี่คือ ‘พลังของคนหมู่มาก’ ในตำนาน ที่กล่าวกันว่าสามารถเปลี่ยนแปลง ‘เหตุผล’ให้กลายเป็สิ่ง ‘แปลกแยก’ ได้ ผู้ที่แปลกแยกก็ทำได้เพียงแค่ไหลไปตามกระแสของคนหมู่มากเท่านั้นแต่ในความจริง เพียงแค่เดซี่คนเดียวก็สามารถเปลี่ยนกระแสความคิดของเอมิลได้แล้ว
ภายในห้องเงียบสงัด เอมิลไม่คิดที่จะกล่าวอะไรพร่ำเพรื่ออีกต่อไปคนอื่นๆ เองต่างก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไรออกมาเช่นกัน นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเธอทุกคนได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้
เวลาผ่านไป เมื่อแอนนาคิดว่าลงโทษเอมิลสำหรับคำพูดพล่อยๆของเธอมากพอแล้ว แอนนาจึงได้หันหน้าไปพูดคุยกับเดซี่
“จะว่าไปแล้วนะ เดซี่”
“มีอะไรงั้นรึ แอนนา¿”
เดซี่ถอนสายตาอาฆาตออกมาจากเอมิล แล้วหันหน้าไปมองในทิศทางของแอนนาแทนเอมิลที่เห็นว่าตนไม่ได้ถูกเพ่งเล็งโดยเดซี่แล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกดูเหมือนว่าในครั้งนี้เธอจะติดหนี้แอนนาเข้าเสียแล้ว
“ในตอนที่เ้ากล่าวถึงเื่การบ่มไวน์ข้าสังเกตเห็นใบหน้าของนายท่านได้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยก่อนที่จะกลับมาเป็ปกติดังเดิม”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนภายในท้องพระโรงต่างก็พากันส่งเสียงร้องประหลาดใจออกมาไม่เว้นแม้แต่ตัวเอมิลเอง
“จริงรึ แอนนา¿”
“จริงแท้แน่นอน ตัวข้านั้นไม่เคยโกหกอยู่แล้วนายท่านคงกำลังคาดหวังกับไวน์ของเ้าอยู่เป็แน่”
แอนนากล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าคำพูดของแอนนานั้นเชื่อถือได้ตรงกันข้ามกับคำพูดของเอมิลที่กลับกลอกแต่ทว่าก็อาจจะทำให้รู้สึกน่าเชื่อถือได้ด้วยเวทมนต์
เอมิลที่ได้ยินคำพูดนั้นของแอนนาก็รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากแต่หากว่ามันเป็คำพูดของแอนนา เธอก็จะเชื่ออย่างไม่สงสัย เป็เพราะเธอรู้ดีว่าแอนนานั้นเป็คนยังไง แอนนาไม่มีทางที่จะโกหกเดซี่หรือว่าหลอกลวงเกี่ยวกับเื่ของมิเชลอย่างแน่นอน
เอมิลครุ่นคิดในขณะที่คนอื่นๆ นั้นกำลังให้ความสนใจกับเดซี่อยู่ ทั้งที่ตัวเอมิลเองก็เคยลองพยายามทำให้มิเชลเปลี่ยนสีหน้ามาหลายครั้งหลายคราทว่าเธอกลับไม่เคยทำสำเร็จเลยซักครั้ง ในตอนที่ได้พบกันเป็ครั้งแรกนั่นก็ด้วยทั้งที่กรงเล็บกระดูกของเธอพุ่งขึ้นมาจ่อเข้าที่ใบหน้าของมิเชลเลยแท้ๆแต่มิเชลกลับไม่แม้แต่จะกระพริบตาแถมยังปลดปล่อยออร่าแห่งผู้ยิ่งใหญ่ออกมาให้เห็นอีก
ในบางครั้งตัวเอมิลเองก็เคยนึกสงสัยว่ามิเชลที่เอาแต่ทำหน้าตาแข็งทื่ออยู่ตลอดเวลานั้นอาจจะมียูนีคสกิลที่ทำให้ไร้อารมณ์ความรู้สึกอยู่ก็ได้แต่ตอนที่ได้เห็นใบหน้าอันอ่อนโยนที่ปลอบประโลมฟรานเชสก้าก็ได้ทำให้ข้อสันนิษฐานนี้ของเธอล้มไม่เป็ท่าทันทีนี่เป็หนึ่งในปริศนาลึกลับซับซ้อนที่ถึงแม้เอมิลจะเค้นสมองคิดมากเพียงใดเธอก็คิดไม่ออกเสียที จนกระทั่งเธอรู้สึกอยากที่จะถามมิเชลออกไปให้รู้แล้วรู้รอดแต่การทำแบบนั้นมันจะไปสนุกอะไร~
เอมิลละออกมาจากโลกแห่งความคิดก่อนที่จะกลับเข้าร่วมวงสนทนากับคนอื่นๆอีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้ ทุกคนต่างพากันจ้องมองเดซี่ที่แข็งค้างไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
จนกระทั่ง
“ถ้าเป็คำพูดของเ้า ข้าก็จะเชื่อ¿ข้าจะต้องตอบรับความคาดหวังของนายท่านให้จงได้¿ น่าเสียดาย ที่ข้าต้องออกไปทำภารกิจกับนายท่าน¿ จึงทำให้ไม่อาจบ่มไวน์รูปแบบใหม่ได้ในเร็วๆ นี้¿ แอนนาข้าขอกระดาษกับปากกาหน่อยสิ¿ข้าอยากที่จะริบจดทุกสิ่งเอาไว้ ก่อนที่จะลืม¿”
“อะ อ่า”
ผิดคาด ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องหรือท่าทีดีใจจนเนื้อเต้นเดซี่เพียงแค่จมอยู่กับความคิดของตัวเองซักพัก ก่อนที่จะกลับมาพูดคุยได้ตามปกติ
แอนนาได้ส่งกระดาษกับปากกาลอยไปหาเดซี่โดยที่เดซี่เองก็รับพวกมันไว้ได้อย่างไม่มีติดขัดถึงแม้ว่าร่างกายของเดซี่นั้นจะเป็ิญญา แต่สถานที่ที่มีพลังิญญาหนาแน่นอย่างปราสาทราตรีทมิฬต้องสาปนี้ก็ทำให้เธอมีพลังกล้าแข็งพอที่จะสามารถัักับวัตถุได้
เดซี่ออกจากวงสนทนา เธอลอยไปอยู่ที่มุมห้อง จดบางสิ่งลงไปบนกระดาษก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะคิกคักน่าหวาดกลัวดังขึ้นมาเป็พักๆ
คิกคัก¿
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนจึงเลิกให้ความสนใจกับเดซี่แล้วหันกลับมาสนทนากันต่อ
“ว่าแต่นะ...แอนนา ไม่ใช่ว่าที่นี้คือท้องพระโรงหรอกหรือแล้วเหตุใดที่แห่งนี้จึงได้โล่งเตียนแบบนี้เสียเล่า?หากไม่ใช่เพราะการคงอยู่ของบัลลังก์อันงดงามนั่น~ ข้าก็คงจะไม่เชื่อ ว่าที่นี่คือท้องพระโรง”
เอมิลได้กล่าวข้อสงสัยของเธอออกมาพลางจ้องไปยังบัลลังก์สีครามอย่างมีนัยยะที่ตรงนั้นคือบัลลังก์ที่มี่ล่างสีเงินเปล่งประกายพำนักพิงหลังเป็คริสตัลสีครามที่บานออกราวกับหางนกยูงเป็สิ่งเดียวที่ดูโดดเด่นที่สุดในห้องเก่าๆ นี้รองลงมาจากเหล่ารูปปั้นทหารม้าทั้งสี่
“นั่นเป็เพราะท่านมิเชลไม่ได้ใช้งานห้องนี้บ่อยนักความจริงแล้วห้องนี้ไม่มีแม้แต่คบไฟด้วยซ้ำ ข้าจะกล่าวถามท่านมิเชลถึงเื่การตกแต่งท้องพระโรงอยู่พอดีแต่เป็เพราะครั้งนี้ดันมีเื่สำคัญมาขัดเสียก่อน ข้าจึงยังไม่ได้กล่าวถาม”
หลายคนในที่นี้ยังไม่เคยได้เข้ามาภายในท้องพระโรงมาก่อน ขนาดตัวมิเชลเองก็ยังไม่ได้ใช้งานห้องนี้บ่อยนักคนอื่นๆ จึงไม่แม้แต่จะมีโอกาสย่างกรายเข้ามา
“หือม์~ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ควรจะจัดการเื่ห้องรับรองนั่นเสียด้วยนะแม้จะตกแต่งเอาไว้ด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหร่าทว่าก็เป็ของเก่าทั้งนั้น ตอนนี้พวกช่างฝีมือทั้งหลายในเมืองต่างก็พัฒนาถึงไปขั้นที่สามารถสร้างสิ่งที่คู่ควรกับปราสาทแห่งนี้ได้แล้วด้วยแต่หากเ้าไม่มีคนกลาง...เดี๋ยวข้าติดต่อให้ก็ได้น้า~”
“เ้ารู้เื่พวกนั้นได้ยังไงกันน่ะ เอมิล?”
“อะร้า~ยูเรีย ก็ข้ามักจะออกไปเยื่ยมชมเหล่าประชาชาที่น่ารัก~อยู่บ่อยๆ นี่นะ ต่างจากเ้าที่เอาแต่หมกตัวอยู่ภายในปราสาท...ว่างๆเ้าก็ควรจะหาโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตาภายนอกเสียบ้างนะ~”
“ข้า...”
คำพูดที่เอมิลกล่าวออกมานั้นช่างฟังดูบริสุทธิ์ใจเสียจนยูเรียเถียงไม่ออกสุดท้าย ยูเรียก็ได้แต่เงียบไป ไม่พูดไม่จาอะไร ราวกับเป็เพียงแค่ชุดเกราะตั้งโชว
เอมิลแอบขำเล็กน้อยที่สามารถแกล้งยูเรียได้สำเร็จก่อนที่จะกล่าวความสงสัยต่อไปของตน
“พูดถึงเื่เปิดหูเปิดตา...พวกเ้าทุกคนไม่นึกสงสัยกันบ้างหรือ?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น ทุกคนต่างพากันทำหน้าสงสัยราวกับไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอ้าจะกล่าว
“ก็เื่นั้นไงล่ะ~ที่ท่านมิเชลเอาแต่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมกตัวอยู่ภายในคลังสมบัติพวกเ้าทุกคนไม่นึกสงสัยกับบ้างหรือ...ว่าภายในครั้งสมบัตินั้น มีอะไรอยู่กันแน่?”
บรรยากาศโดยรอบพลันกลับมาตรึงเครียดอีกครา เพราะคำกล่าวของเอมิลหลายคนต่างทำท่าทีไม่พอใจกับคำกล่าวนั้น
“นี่เ้าคิดจะยุยงให้พวกเราสงสัยในตัวท่านมิเชลไปถึงเมื่อไร?”
น้ำเสียงอันเ็าได้ดังขึ้นมันฟังดูเย็นเหยือบราบกับจะแช่แข็งได้ทุกสิ่ง เสียงนี้นั้นไม่ใช่ทั้งของแอนนาของยูเรีย หรือแม้แต่ของลูซิเซีย
“ใจเย็นก่อน...ท่านฟราเชสก้า ข้าน้อยผู้นี้ก็แค่กล่าวในสิ่งที่ตนสงสัยออกมาเท่านั้นหากมันขัดกับสิ่งที่ท่านชอบใจ...ข้าผู้นี้ก็ต้องขออภัยแก่ท่านด้วย...”
เอมิลก้มหัวขอโทษอย่างสุภาพ
“หึ!”
เ้าของเสียงอันเ็านี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฟรานเชสก้าใบหน้าของเธอในตอนนี้ ช่างดูเ็าราวกับมิเชล— ไม่สิ ใบหน้านั้นของเธอดูเ็ายิ่งกว่ามิเชลเสียด้วยซ้ำ
“สงบเสงี่ยมลงหน่อยค่ะ ท่านฟรานเชสก้า”
แอนนาได้ตวาดใสฟรานเชสก้า แม้เธอจะเห็นด้วยแต่ทว่าเธอก็ต้องรักษาภาพลักษ์ของฟรานเชสก้าไว้
ฟรานเชสก้าหลับตาลงซักพัก และเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ได้กลับมามีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดังเดิมช่างแตกต่างจากใบหน้าเ็าเมื่อครู่อย่างเทียบไม่ติด
“ต้องขอโทษทุกท่านด้วยนะค่ะ ที่ข้าเผลอทำตัวไม่สุภาพออกไปให้เห็นแต่ถึงกระนั้นข้าก็เชื่อว่าทุกท่านคงจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ข้ากล่าว...”
ฟรานเชสก้ากล่าวออกมาทั้งรอยยิ้ม เป็ความจริงที่หลายๆ คนนั้นเห็นด้วยกับเธอแต่ทว่าก็ยังมีอีกหลายคน ที่ยังไม่เคยเห็นด้านนี้ของเธอมาก่อนจึงได้ทำให้บรรยากาศโดยรอบในตอนนี้อึดอัดเล็กน้อย
ลูซี่ที่เห็นบรรยากาศกลายเป็แบบนี้ก็ค่อนข้างจะทำตัวไม่ถูกมันช่างอึดอัดเสียจนเธออยากที่จะหลีกหนีไปให้ไกลยิ่งตอนที่ได้ยินเสียงหัวเราะของเดซี่ดังขึ้นมาเป็พักๆเดซี่สะดุ้งเฮือกขึ้นมาเป็พักๆ เช่นกัน
สุดท้าย ลูซี่ก็นึกบางสิ่งที่จะช่วยทำลายความอึดอัดนี้ได้
คิกคัก¿
“ว่าแต่— ฮี้!”
เสียงหัวเราะของเดซี่ได้ดังขึ้นมาในจังหวะที่ลูซี่นั้นกำลังจะกล่าวคำพูดพอดีจึงได้ทำให้เธอสะดุ้งใเล็กน้อย
“[...เฮ่อ อะ แฮ่ม ว่าแต่..ทุกคนได้พบกับท่านมิเชลกันยังไงหรือ?พอดีข้านั้นถูกอัญเชิญมาทีหลัง จึงไม่รู้เื่ราวอะไร]”
ลูเซียได้ออกมารับหน้าแทนลูซี่ สิ้นคำกล่าวของเธอบรรยากาศหนักอึ้งก็พลันเบาบางลงอย่างชัดเจน
“เช่นนั้นก็คงต้องเริ่มที่ข้าล่ะนะ”
แอนนากล่าว สิ้นคำกล่าวของแอนนาความเงียบพลันปกคลุม ราวกับกำลังเร่งเร้าให้เธอกล่าวต่อ
“...ในวันที่แสนสับสน อยู่ๆ ข้าก็ได้มาปรากฏอยู่ภายในห้องที่ไม่รู้จักไม่แม้แต่จะจดจำอดีตของตนได้...”
ทุกคนต่างพากันฟังอย่างตั้งใจโดยเฉพาะฟราเชสก้าผู้ที่ดูจะตั้งใจฟังเป็พิเศษ ดวงตาของฟรานเชสก้าเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเด็กน้อยผู้กำลังฟังนิทานก่อนนอน
“ในจังหวะนั้นเองที่ท่านมิเชลได้ปรากฏตัวขึ้นแต่เป็เพราะในตอนนั้นข้ายังคงสับสนอยู่ข้าจึงได้ใช้พลังจิตส่งสิ่งของภายในห้องปลิวว่อนไปทั่วเพื่อที่จะได้ขับไล่ผู้บุกรุกคนนี้ออกไป”
แอนนาเว้นจังหวะพลางหันมองทุกคนก่อนที่จะเล่าต่อ
“ทว่าผู้บุกรุกคนนี้กลับไม่ทะทกสะท้านหรือแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นแม้แต่น้อยนอกจากนี้แล้วยังปลอดปล่อยออร่าแห่งผู้ยิ่งใหญ่ออกมารอบตัวเสียอีกในวันนั้นแหละ...ที่ข้าได้รู้ว่าคนผู้นี้คือผู้ที่ข้าควรจะติดตามรับใช้ไปตลอดชีวิต”
ทุกคนต่างส่งเสียงร้อง โอ้ ออกมาให้ได้ยินไม่เว็นแม้แต่เดซี่ที่มาเข้าร่ามวงสนทนาั้แ่เมื่อไหรก็ไม่รู้
“นอกจากนี้แล้ว ในวันนั้นท่านมิเชลยังอุ้มเด็กทารกไว้ด้วยนะเด็นคนนั้นก็คือ...ท่านฟรานเชสก้า ยังไงล่ะ”
หลังแอนนากล่าวจบ ทุกสายตาก็ได้หันมองไปยังฟรานเชสก้า ทำให้ฟรานเชสก้ารู้สึกเขินเสียจนแสดงออกมาให้เห็นทางสีหน้าเล็กน้อย
“คงเป็เพราะตอนนั้นข้ายังคงเด็กอยู่ แม้ข้าจะมี ‘เพอร์เฟคเมโมรี่’ทว่าข้าก็ไม่อาจจดจำเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ชัดเจนนัก...”
ฟรานเชสก้าตอบกลับอย่างเอียงอาย ดูแล้วน่ารัก
“ถ้าเช่นนั้น ต่อไปก็เป็ข้างั้นสินะ?”
ยูเรียได้กล่าวต่อ ทุกความสนใจจึงได้ย้ายมาอยู่ที่ยูเรียแทน
“ภายในห้วงเขตแดนแห่งความมืดมิดข้าคิดว่าชีวิตของข้านั้นคงจะจบสิ้นลงไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว...”
ยูเรียกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยเื่นี้ทำให้เธอย้อนนึกกลับไปถึงอดีตอันขมขื่นเล็กน้อย ก่อนที่จะกำหมัดแหงนหน้ามองบนอย่างมุ่งมั่น
“...ในตอนนั้นเองที่ข้ารู้สึกได้ถึงััอันอ่อนโยนที่เรียกข้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง! เป็ท่านมิเชล...ผู้ที่นำพาข้าออกมาจากห่วงแห่งความมืดมิดอันสับสนเมื่อข้าได้เห็นถึงออร่าแห่งผู้ยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาจากร่างกายท่าน ข้าก็รู้ได้ทันที...ว่าคนผู้นี้คือผู้ที่คู่ควรให้ข้ารับใช้!”
แอนนาพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ทว่า! ข้าได้ปฏิญาณกับตนเองไว้แล้วว่าจะไม่ยอมอยู่ใต้อานัติของผู้ที่อ่อนแอกอีกเป็อันขาด! เพราะฉะนั้นข้าจึงได้ท้าสู้กับท่านมิเชลแบบตัวต่อตัว ทว่าสุดท้าย...ข้าก็เป็ฝ่ายพ่ายแพ้อยู่ดีสมกับที่เป็ท่านมิเชลจริงๆ!”
ทันใดนั้นเองน้ำเสียงสงสัยก็ได้แทรกเข้ามาระหว่างการเล่าเื่ของยูเรีย
“เดี๋ยวนะ... เ้าบอกว่า...ท่านมิเชลเคยดวนตัวต่อตัวกับเ้า...แล้วเอาชนะมาได้...อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว เอมิล! ตอนนั้นแอนนาเองก็อยู่ด้วย หากเ้าไม่เชื่อ...ก็ลองถามแอนนาดูได้”
เมื่อเอมิลหันหน้าไปมองแอนนา แอนนาก็พยักหน้าเล็กน้อยเป็การตอบรับหลายคนในที่นี้ยังไม่รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของมิเชล แต่นั่นก็เป็เพราะมิเชลไม่เคยทำอะไรนอกเสียจากการอัญเชิญแวมไพร์ให้เห็นได้เห็นเพราะฉะนั้น ความสามารถในด้านอื่นๆ ของมิเชล จึงนับว่าเป็ปริศนา
ยูเรีย เดอ กลาดิเอต เธอเป็นักสู้ผู้ถนัดการใช้อาวุธหนักนานาชนิดแต่จะถนัดที่สุดในเื่ของการใช้ดาบไม่ว่าใครที่ได้เข้าใกล้เธอเป็อันต้องเจ็บตัวหากมิเชลสามารถเอาชนะยูเรียในการดวนตัวต่อตัวได้จริง นั่นก็หมายความว่า มิเชลจะต้องมีความสามารถอื่นนอกจากการอัญเชิญอยู่แน่เอมิลคิดเช่นนั้น
“นั่นเป็ความจริงข้านั้นเคยเห็นท่านมิเชลดวลดาบกับยูเรียมาต่อหน้าต่อตาแต่ทว่า...เ้าเล่าข้ามบางส่วนไปรึเปล่า ยูเรีย?”
เมื่อได้ยินว่าเื่ของยูเรียยังคงไม่จบ จึงได้ทำให้หลายๆคนทำหน้าสงสัย ไม่ว่าจะฟังยังไง เื่มันก็น่าจะจบครบสมบูรณ์แล้วแท้ๆมีเพียงยูเรียเท่านั้น ที่ทำท่าทีลุกลี้ลุกลน ดูแล้วเหมือนคนที่ทำอะไรไม่ถูก
“อะ อะ แอนนา เื่นั้นมัน...มันก็เป็อดีตไปแล้ว ก็ปล่อยให้มันแล้วๆไปเถอะนะ...”
ยูเรียกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกักราวกับจะแก้ตัว เมื่อแอนนาเห็นดังนั้นจึงได้ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“เฮ่อ ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะลืมเื่ ‘ถ้าหากจะให้ข้ายอมรับเ้าเป็นายก็จงเอาชนะข้าให้ได้เสียก่อน’ กับ ‘คิดจะใช้เด็กทารกเป็โล่อย่างนั้นหรือ?เ้าช่างมีนิสัยต่ำทรามไม่สมกับน่าตาเลยจริงๆ’ ก็แล้วกัน...”
“วะ วะ เหวอ... อ้ากกกกก!”
ยูเรียรีบเอามือปิดหน้า ก่อนที่จะคุกเข่าลงในทันที ราวกับจะล้อเลียนน้ำเสียงที่แอนนากล่าวมานั้นช่างคล้ายคลึงกับที่เธอเคยกล่าวในอดีตเสียเหลือเกิน
ใบหน้าของแอนนาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ราวกับสามารถมองเห็นรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าตุ๊กตานั้น ทว่าก็น่าจะคิดไปเอง ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยว่าแอนนาเองก็มีนิสัยด้านนี้กับเขาด้วย
“ถ้าเช่นนั้น ต่อไปคงเป็ตาข้าแล้วสินะ~”
เป็เอมิลผู้กล่าวต่อทุกคนจึงเลิกให้ความสนใจกับยูเรียที่งอเข่าปิดหน้าอยู่บนพื้น
“ทางข้านั้นก็ไม่ได้แตกต่างยูเรียเสียเท่าไร เพียงแต่ว่าข้าถูกจองจำไว้ในโลงศพถูกทำเป็มัมมี่มานานแสนนาน...แต่มันก็เป็ความผิดของตัวข้าเองล่ะนะ~”
ทุกคนต่างจ้องเอมิลอย่างกดดันแม้ว่าเอมิลจะมีอดีตเป็ของตนเองเหมือนกับยูเรียและเดซี่ ทว่าก็ไม่มีใครอยากจะฟังทุกคนอย่างฟังในส่วนที่เอมิลได้พบกับมิเชลเสียมากกว่า
“ก็ได้ๆ พวกเ้าทุกคนไม่จำเป็ต้องกดดันข้าถึงขนาดนั้นข้าจะเล่า่สำคัญเลยก็แล้วกัน”
เอมิลจ้องมองทุกคนพลางกล่าวต่อ
“ข้าผู้ถูกจองจำไว้ในโลงศพเย็นเหยือบและมืดมิดมานานแสนนานในที่สุดก็รู้สึกตัว...”
เอมิลเว้น่ซักพัก
“ข้ารู้ดี ว่าข้านั้นตายไปนานแสนนานแล้ว มันช่างเป็เื่ประหลาดที่ข้าได้กลับมาจากความตายอีกครั้ง...อะ แฮ่ม เข้าประเด็นล่ะนะ ข้าที่ถูกคุมขังอยู่ภายในโลงศพไม่สามารถที่จะหาทางออกได้ทันใดนั้นเอง...ข้าก็รู้สึกได้ถึงอากาศภายนอกที่ลอยโชยเข้ามา ข้าจึงได้รีบลุกขึ้น!”
เอมิลกล่าวโดยที่ทำท่าทางประกอบด้วยเล็กน้อย ให้เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
“ในตอนนั้นเองที่ข้าได้พบกับท่านมิเชล...เป็ความงดงามในแบบที่ข้าไม่เคยเห็นทำเอาเสียข้าอยาก— อะ แฮ่มบุคคลตรงหน้าข้านั้นได้ปลดปล่อยออร่าแห่งผู้ยิ่งใหญ่ออกมาแม้ข้าจะเคยคิดว่ามันเป็เพียงเื่ไร้สาระ แต่เมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเองแบบนี้ก็ทำให้ข้ารู้ได้เลยว่า...ผู้ยิ่งใหญ่นั้นมีอยู่จริงข้าจึงได้คอยอยู่รับใช้ท่านมิเชลมานับแต่นั้น...”
“ใช่แล้วๆ”
เป็ยูเรียผู้กล่าวเสริม ดูเหมือนว่าเธอจะฟื้นฟูจากอาการอายเต็มที่หรืออาจจะเป็เพราะเื่ราวอันยิ่งใหญ่ของมิเชล ที่ทำให้เธอลืมเลือนความอับอายก็ไม่อาจทราบได้
“ต่อไปตาเ้าแล้วนะ เดซี่”
“นี่ข้าต้องเล่าด้วยอย่างนั้นหรือ แอนนา¿”
“แน่นอนอยู่แล้วสิ คนอื่นต่างพากันเล่าเื่ราวของตนเองจนหมดแล้วจะให้มีเ้าที่ไม่เล่าอยู่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร~”
เอมิลกล่าวเสริม เมื่อโดนสายตาอยากรู้อยากเห็นของหลายคนรุมล้อมในที่สุดเดซี่ก็ยอมใจอ่อน
“ก็ได้¿ ข้าจะเล่า¿”
เดซี่กล่าวพลางมองไปยังสายตาคาดหวังของทุกคน
“หลังจากที่ข้าถูกผนึกเอาไว้ในขวนไวน์¿ ข้าพยายามที่จะดิ้นรนสุดชีวิตที่จะออกมาจากคุกคุมขังนั่น¿ แต่สุดท้าย ข้าก็ต้องยอมแพ้...”
เดซี่เว้น่ซักพัก
“ข้าพยายามสั่งสมพลังเพื่อรอวันที่จะได้ออกไปแก้แค้น¿ ในตอนนั้นเอง¿ ก็ได้มีผู้ปลดปล่อยข้าออกมา¿ในคราแรกข้าคิดว่าคงจะเป็เ้าหมอผีชั่วนั่น¿ ข้าจึงกะจะฆ่ามันให้ตายเสียตรงนั้น¿แต่ปรากฏว่าไม่ใช่¿”
เดซี่กุมมือทั้งสองราวกับกำลังบูชาพระเ้าของตน
“ที่ตรงนั้นคือความงดงาม¿ ที่ตรงนั้นคือแสงสว่าง¿แสงสว่าที่ปลดปล่อยข้าออกมา¿ในตอนนั้นข้ารู้ทันที¿ว่าคนผู้นี้แหละ¿ที่จะเป็สึ่งยึดเหนียวจิตใจให้ของข้า นอกไปเสียจากความแค้น¿”
เื่ราวของเดซี่นั้นช่างซึ่งกินใจิญญาพยาบาทนั้นจะจมอยู่กับความแค้นฝังลึกเสียจนไม่อาจเยียวยา แต่ทว่ามิเชลกลับเป็ผู้ที่ทำให้ิญญาอาฆาตอย่างเดซี่สงบลงได้เพียงเท่านี้ก็บอกได้แล้วว่า มิเชลนั้นยิ่งใหญ่ถึงขนาดไหน
เพียงแต่ว่า
“เอ่อ...คือว่า เดซี่ แล้วเ้าไปถูกผนึกอยู่ในขวดไวน์ได้ยังไงหรือ— ฮี้!”
เป็ลูซี่ผู้กล่าวขึ้นทว่าเมื่อได้พบกับสายตาของเดซี่ที่เหลือบหันมามอง ลูซี่ก็ได้รีบหลบไปอยู่หลังเอมิลในทันที
“เื่นี้ข้าเองก็อยากรู้นะ~ ข้าก็มีความรู้ในเื่ของการผนึกิญญาไว้ในสิ่งแปลกๆ หลายอย่างทว่าข้าก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า มีหมอผีคนใดจะผนึกิญญาเอาไว้ในขวดไวน์เ้าช่วยตอบเื่นี้ให้ข้าหายสงสัยหน่อยได้ไหม~”
เดซี่หันมองรอบๆ อีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่ามีอีกหลายสายตาแห่งความอยากรู้เธอจึงจำใจต้องเล่ามันออกมา
“ก็ได้¿ เื่มันมีอยู่ว่า¿ตัวข้านั้นได้ต่อสู้อาคมกับหมอผีฝีมือดีอยู่คนหนึ่งนานสามวันสามคืน¿ทว่าเ้าหมอผีนั่นก็ไม่มีท่าทีว่าจะผนึกข้าได้¿ จนกระทั่ง ภาขนะผนึกิญญาของมันได้หมดลง¿”
เดซี่หยุดซักพัก ก่อนที่จะแสดงความเคียดแค้นออกมา
“เป็เพราะตอนนั้นข้าประมาทเกินไป¿ ข้านึกว่าชนะได้แล้ว¿แต่ทว่าเ้าหมอผีบ้านั่นดันหยิบขวดไวน์ออกมาเสียได้¿ แม้ข้าจะสะใจเล็กน้อยที่ได้เห็นใบหน้าเศร้าใจของมันก่อนที่จะโดนผนึก¿ แต่เป็เพราะตอนนั้นข้าอ่อนแอลงมากจึงขัดขืนไม่ได้¿เป็เหตุให้ข้าต้องมาลงเอยในขวนไวน์ในที่สุด¿ ”
หลายคนที่ได้ยินดังนั้นต่างก็เงิบเล็กน้อยเมื่อเดซี่เห็นดังนั้นก็เพิ่งนึกได้ว่าตนนั้นเพิ่งจะเล่าเื่น่าอายของตัวเองออกไป
หลังจากที่อุสาห์สู้กับหมอผีมานานสามวันสามคืน ทำลายวัตถุผนึกิญญาไปก็มากแต่สุดท้ายกลับมาโดนขังอยู่ในขวดไวน์แทนเสียนี่นั่นทำให้เดซี่ถึงกับบิดตัวไปมาด้วยความเอียงอายเลยทีเดียว
“จะ จะว่าแล้ว อ่อร่าผู้ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนกล่าวถึงนี่...คือยังไงหรือ? [ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน!]”
“เื่นี้ข้าเองก็อยากรู้นะค่ะ”
“เื่นั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ลูซิเซีย ท่านฟรานเชสก้าอ่อร่าผู้ยิ่งใหญ่ก็คือรัศมีส่องสว่างรอบตัวท่านมิเชลที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าท่านคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดยังไงล่ะ~แม้ว่า่หลังๆ มานี้ข้าจะไม่ได้เห็นแล้วก็ตาม...”
“ใช่แล้ว ข้ายังคงจดจำวันแรกที่พบกับเดซี่ได้ดีท่านมิเชลผู้กล้าหาญได้เข้าไปเปิดขวดไวน์ที่คุมขังเดซี่อยู่อย่างไม่เกรงกลัวเมื่อตอนที่เดซี่ถูกปลดปล่อยออกมา ก็ถึงกับทำให้ข้าร้องออกมาอย่างเสียงหลงแต่ก็ได้อ่อร่าของท่านมิเชลนี่ล่ะ ที่ทำให้ข้ากลับมามีความกล้าอีกครั้ง!”
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานเอมิลก็สังเกตได้ถึงแอนนาที่ปลีกตัวออกมา เธอจึงได้เข้าไปคุยด้วย
“จะไปแล้วหรือ แอนนา?”
“ข้าต้องรีบเอาของสำคัญที่ท่านมิเชลมอบให้ไปเก็บรักษาน่ะการสนทนาของข้าจึงต้องจบลงเพียงเท่านี้”
“ใจร้ายจังเลยนะ~เ้าไม่คิดที่จะรำร่ากันก่อนที่จะไปหรืออย่างไร?”
เอมิลกล่าวพลางมองวงสนทนาที่คุยกันอย่างสนุกสนานที่เื้ั
“เ้าก็รู้ดีนี่ หากมีใครละออกมาจากการสนทนา ก็คงจะทำให้การสนทนาในครั้งนี้ของทุกคนจบลงในทันที”
เอมิลไม่กล่าวอะไร เนื่องจากที่แอนนากล่าวออกมานั้นเป็เื่จริงพวกเธอทุกคนล้วนไม่สนิทสนมกัน ไม่มีจุดเชื่อมโยงมีเพียงเื่ของมิเชลเท่านั่นที่เป็สิ่งเชื่อมโยง การที่พวกเธอสามารถพูดคุยกันมาได้นานถึงขนาดนี้ก็นับว่าเป็เื่แปลกมาแล้วหากมีใครขอปลีกตัวไปก่อน คนที่เหลือก็คงจะแยกย้ายกันเป็แน่
“แล้ว...หนังสือนั่นคืออะไรกันหรือ?”
เอมิลกล่าวถามพลางมองไปยังหนังสือรูปร่างประหลาดที่แอนนาถือไว้ตรงกลางปกหนังสือนั้นมีรูรูปกางเขน ตรงกับจี้รูปกางเขนที่แอนนากำลังห้อยอยู่ เมื่อคนที่เฉลียวฉลาดอย่างเอมิลได้เห็นเธอก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็กุญแจกับรูกุญแจ
“ข้าไม่อาจบอกรายละเอียดสำคัญให้เ้ารู้ได้หรอกนะ บอกได้เพียงว่ามันเป็หนึ่งในที่สิ่งสำคัญที่สุดของปราสาทแห่งนี้”
“อาร้า~ ใจดำจังเลยน้าว่าแต่...สร้อยกางเขนนั่น ไม่ใช่ว่ามันเป็สิ่งที่ทำให้ท่านมิเชลเข้าออกบาเรียนั่นได้หรอกหรือ?”
เป็อีกครั้งที่เอมิลได้กล่าวข้อสงสัยของเธอออกมา แม้น้ำเสียงจะไม่มั่นใจนักทว่าแอนนาก็ได้จ้องเธอกลับด้วยสายตาเ็า
“หากนี่เป็สิ่งที่ทำให้ท่านมิเชลเข้าออกบาเรียได้จริง ท่านมิเชลก็คงจะรู้นาน—”
“เอาน่าๆ นั่นเป็เพียงความคิดเห็นส่วนตัวของข้าเท่านั้น เ้าไม่ต้องคิดมาหรอกนะ~เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าไม่ขอรบกวนเวลาอันมีค่าของเ้าแล้ว~”
เอมิลกล่าวก่อนที่จะหันหลังให้กับแอนนาและกลับเข้าวงสนทนาต่อเมื่อเห็นเช่นนั้น แอนนาก็ได้ใช้สกิลลบตัวตน ก่อนที่จะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
“อาร้า~วงสนทนาได้เลิกราแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเอมิลได้กลับมาก็พบว่าไม่มีใครคุยอะไรกันอีกแล้วพร้อมทั้งเดซี่ที่ลอยไปในทิศทางของทะเลสาบ ก่อนที่จะทะลุกำแพงออกไป
“เดซี่กล่าวว่าจะไปรอท่านมิเชลที่จุดนับพบน่ะสิ... [ก็เลยทำให้การสนทนาทั้งหมดต้องยุติแค่นี้]”
“ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกกว่าสามชั่วโมงเนี่ยนะ? ช่างเถอะ...ว่าแต่ลูซี่ ไม่ใช่ว่าเ้าต้องรีบไปรวมประชุมเหล่าเมดภายในปราสาทหรืออย่างไร~”
เมื่อได้ยินดังนั้นลูซี่ก็สะดุ้งโหยงขึ้นมาทั้งที่เธอรับปากกับมิเชลแล้วว่าจะทำอย่างเต็มที่ แต่เธอกลับลืมมันไปเสียได้
“ถะ ถ้าเช่นนั้น ทุกคน ข้าคงต้องขอตัวลา [ข้าต้องขอตัวลา]”
ลูซิเซียกล่าวออกมาพร้อมวิ่งจ้ำอ้าวออกไปในทันที แต่ทว่า...
“เดี๋ยวก่อน ลูซี่~”
เอมิลได้หยุดลูซี่เอาไว้เสียก่อน เมื่อหันกลับมาลูซี่ก็พบกับเอมิลที่ยกนิ้วกระดูกขึ้นมาจ่อปากลูซี่พยักหน้าเข้าใจสัญญาณ ก่อนที่จะหันหน้ากลับและวิ่งต่อไป
“เ้าทำอะไรลงไปน่ะ เอมิล?”
“อยากรู้งั้นหรือ ยูเรีย? แต่ข้าไม่บอกเ้าหรอกนะ~ เอาล่ะข้าคงต้องไปแล้วล่ะ ขอให้พวกเ้าทุกคนโชคดี~”
เอมิลกล่าวก่อนที่จะเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ ดูเหมือนว่าการตั้งวงสนทนาในครั้งนี้ของพวกเธอทุกคนจะจบลงแล้วถึงเวลาต้องแยกย้าย แม้จะเป็เพียง่สั้นๆ แต่มันก็ได้ทำให้ทุกคนสนิทสนมกันมาก ได้รู้จักกันมากขึ้น...แม้เพียงน้อย