เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 ไม่หลงเหลือภาพลักษณ์ใดๆ

            “แค่กๆๆๆ”

            อิ๋งเฟิงสำลักเสียจนหน้าแดงก่ำเขารีบซดน้ำแกงสองอึกใหญ่ อาการจึงบรรเทาลง

            จิ้งจอกน้อยชะเง้อมอง และเห็นว่าน้ำแกงเหลือเพียงก้นชามแล้ว

            โหยวพิงถิงคงคิดไม่ถึงว่าน้ำแกงที่นางลงมือทำด้วยตนเองจะเข้าไปอยู่ในท้องของอิ๋งเฟิงเสียอย่างนั้น

            นับว่าเป็นลาภปากแล้ว

            แววตาที่มีชีวิตชีวาของจิ้งจอกน้อยแฝงไว้ด้วยความหยอกเย้าราวกับเป็นมนุษย์ก็ไม่ปาน

            “ท่านอ๋องบอกให้ข้ากินน้ำแกงนี้”

            อิ๋งเฟิงเช็ดปากอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบแก้ตัว

            เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งทว่าเหตุใดสายตาคู่นั้นถึงทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนและอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีกันเล่า?

            พิลึกนัก!

            “ข้าบอกว่าให้เจ้าหาทางจัดการเอาเอง”

            กว่าจะตั้งเวทีแสดงได้ช่างยากลำบากทว่ากลับถูกเจ้านายของเขาทำลายมันลงอย่างไร้ความปรานี

            เขาไม่หลงเหลือภาพลักษณ์ใดๆแล้ว!

            เมื่อได้ยินว่าฮั่วเยี่ยนไหวยังสามารถหยอกเย้าผู้อื่นได้อยู่ไป๋เซี่ยเหอก็วางใจ นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเหตุใดตนเองถึงต้องยอมเสียเลือดมากมายปานนี้เพื่อจำแลงเป็นจิ้งจอกมาที่จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง

            นางอาจกลัวว่าฮั่วเยี่ยนไหวจะจมอยู่กับความเจ็บปวดจนถอนตัวไม่ขึ้นกระมัง

            แม้ว่าท่าทีของเขาในตอนนี้จะดูโดดเดี่ยวเสียจนปิดไม่มิดทว่าก็ไม่ได้ย่ำแย่เท่าที่นางคิด

            ฮั่วเยียนไหวอุ้มจิ้งจอกน้อยไว้ในมือความรู้สึกอันว่างเปล่าราวกับถูกเติมเต็มก็ไม่ปาน

            “เหตุใดจู่ๆ ถึงได้กลับมา?”

            ควรตอบอย่างไรดีเล่า?

            เนื่องจากจังหวะเวลาในการกลับมาประจวบเหมาะเกินไป

            จิ้งจอกน้อยส่งเสียงร้องเบาๆสองที ก่อนจะเอาหัวถูไถฝ่ามือของเขาแล้วนอนซุกในท่าที่สบาย

            แววตาเฉลียวฉลาดของมันฉายแววปลอบโยน

            เป็นสหายที่น่าคบหาจริงๆ

            “นางบอกเจ้าหรือ?”

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาหมายถึงผู้ใด

            จิ้งจอกน้อยพยักหน้า ก่อนจะเอาหัวถูไถกับฝ่ามือของบุรุษอีกครา

            “หงิงๆ”

            อย่าเสียใจไปเลย

            เขายืนอยู่ตรงหน้าต่างเงยหน้ามองแสงจันทร์

            เขาเปรียบได้กับหมาป่าเดียวดายทั้งโดดเดี่ยวและเย่อหยิ่ง

            หยดน้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นลงมาบริเวณศีรษะของไป๋เซี่ยเหอจากนั้นก็กลิ้งลงมาตามเส้นขนอันเรียบลื่นของนาง

            นางลองเลียดูหยดน้ำนี้มีรสเค็ม

            จิ้งจอกน้อยขยับตัวทว่าถูกฝ่ามือที่กว้างและหนายับยั้งการกระทำเอาไว้

            “เด็กดี อย่าขยับ”

            น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำทว่าราวกับมีอาคมบางอย่างสะกดนางไว้

            นางหยุดดิ้นและนอนอยู่บนฝ่ามือของเขาอย่างเชื่อฟังอุ้งเท้าสั้นสองข้างโอบนิ้วหัวแม่มือของเขาเอาไว้ มอบการปลอบโยนอันไร้เสียงให้กับเขา

            เมื่อได้ยินฮั่วเยี่ยนไหวเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำนางก็เงียบทันที

            คำว่าเป็นทั้งอาจารย์ทั้งสหายไม่อาจบรรยายความผูกพันของพวกเขาได้ทั้งคู่ถือเป็นสองผู้แข็งแกร่งที่มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

            เมื่อเป็นเรื่องของการโทษตัวเองและความรู้สึกผิดของเขานางไม่ค่อยเข้าใจนัก ทว่านางรับรู้ได้ถึงความหดหู่ที่กดทับอยู่กลางอก

            แม่ทัพโหยวกับแม่ทัพไป๋เป็นสองแม่ทัพใหญ่ซ้ายขวาของราชวงศ์ปัจจุบันความดีความชอบทางการทหารเรียกได้ว่าทัดเทียมกัน

            ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับความทะเยอทะยานของไป๋เสียนอันแล้วแม่ทัพโหยวมีความสุขุมและเด็ดเดี่ยวกว่า ทั้งยังรับใช้บ้านเมืองด้วยความภักดี

            นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดผู้ที่ฮั่วเยี่ยนไหวติดตามคือแม่ทัพโหยวไม่ใช่ไป๋เสียนอัน

            ตลอดชีวิตของแม่ทัพโหยวมีภรรยาเพียงคนเดียวยามที่ให้กำเนิดโหยวพิงถิงนั้น ภรรยาของเขาเผชิญกับภาวะคลอดบุตรยากและต้องจบชีวิตลง จึงเหลือบุตรีวัยแบเบาะเพียงคนเดียว

            แม่ทัพโหยวจำต้องหยิบดาบสู้รบกับศัตรูเพื่อดูแลบุตรีอันนุ่มนิ่มและบอบบางของตนเอง

            แม้ในยามที่ต้องไปรักษาการณ์ที่ชายแดนเขาก็พาบุตรีไปด้วย

            ไม่แปลกใจว่าเหตุใดฮั่วเยี่ยนไหวถึงได้ยอมให้อันหนิงจวิ้นจู่เข้าพักในจวนเซ่อเจิ้งอ๋องที่ไม่มีสตรีสักนาง

            สำหรับสหายเก่าแล้วบุตรีเพียงคนเดียวที่เขาเลี้ยงมากับมือ คือความเสียดายและสิ่งติดค้างอย่างสุดท้ายก่อนที่เขาจะตาย

            “ท่านอ๋องทรงพักผ่อนเถิดท่านไม่ได้บรรทมมาหลายวันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”

            น้ำเสียงเป็นกังวลของอิ๋งเฟิงดังแว่วมาจากนอกเรือน

            จิ้งจอกน้อยลอบช้อนตามองรอยคล้ำใต้ตาของฮั่วเยี่ยนไหวสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ใบหน้าที่เคยเกลี้ยงเกลากลับมีหนวดเคราขึ้น

            เห็นได้ชัดว่าเป็นจริงอย่างที่อิ๋งเฟิงกล่าว

            เขาควรพักผ่อนได้แล้วไม่อย่างนั้นร่างกายจะรับไม่ไหว

            “กรร!”

            ไป๋เซี่ยเหอใช้ปากคาบชายเสื้อของเขาไว้จากนั้นก็ยกอุ้งเท้าน้อยชี้ไปยังห้องพักที่อยู่ด้านหลังห้องหนังสือ

            “หงิง!”

            “ข้าไม่ง่วง...”

            “กรร...”

            อุ้งเท้าเล็กชูขึ้นกลางอากาศนางแยกเขี้ยวยิงฟันด้วยเจตนาข่มขู่อย่างยิ่ง

            ราวกับว่าจะโจมตีหากไม่เชื่อฟัง

            “กรร”

            ก้อนสีขาวขนาดเล็กพยายามทำท่าทางที่‘ดุร้าย’ มาก

            ทว่ากลับดูน่ารักเป็นอย่างยิ่งแทน

            “จู่ๆข้าก็รู้สึกง่วงขึ้นมานิดหน่อยแล้ว”

            ฮั่วเยี่ยนไหวจนปัญญาเล็กน้อยดูเหมือนเขาจะเลี้ยง ‘สัตว์ดุร้าย’ ตัวหนึ่งเสียแล้วสิ

            อุ้งเท้าเล็กๆ เช่นนั้นจะข่มขู่เขาได้หรือ?

            เพียงกลัวว่าจิ้งจอกน้อยจะเอะอะเท่านั้นเอง

            อืม

            กลัวเอะอะ

            หลังจากล้มตัวนอนลงบนเตียงได้ครู่เดียวก้อนสีขาวขนาดเล็กที่ขดตัวอยู่ข้างกายก็หายใจอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังส่งเสียงกรนอย่างแผ่วเบา

            ฮั่วเยี่ยนไหวลูบจมูกของจิ้งจอกน้อยหลับเร็วกว่าเขาเสียอีก

            เช้าวันต่อมา

            ท้องฟ้าเพิ่งสว่างฮั่วเยี่ยนไหวก็ตื่นแล้ว การเคลื่อนไหวของเขาแผ่วเบา ทว่าจิ้งจอกน้อยที่มีประสาทสัมผัสดีกลับรู้สึกตัวก่อนจะกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของเขาโดยไม่ลืมตา

            นอนคนเดียว...

            ไม่สิ นอนตัวเดียวบนเตียงที่ใหญ่ปานนี้ทำให้ร่างกายหนาวเหน็บเกินไป

            นอนในอ้อมแขนสบายยิ่งกว่า

            ทั้งอบอุ่น ทั้งอ่อนนุ่มและยังมีกลิ่นสะระแหน่เจือจางทำให้หลับสนิทอีกด้วย

            ฮั่วเยี่ยนไหวมองเจ้าก้อนขนปุยน้อยๆในอ้อมแขนอย่างร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก

            “ท่านอ๋องตื่นแล้วหรือยังเจ้าคะ?”

            ไป๋เซี่ยเหอลืมตาขึ้นเล็กน้อย

            “เข้ามา”

            เสียงของฮั่วเยี่ยนไหวดังขึ้นจากเหนือศีรษะของนางน้ำเสียงไม่ได้บ่งบอกว่าต่อต้าน ทว่าก็ไม่ได้กระตือรือร้นเช่นกัน มีเพียงความเฉยเมยเท่านั้น

            โหยวพิงถิงในชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนค่อยๆก้าวเข้ามา ในมือถือกล่องอาหารมาด้วย

            “ข้าต้มข้าวโพดแต่เช้าท่านอ๋องทานรองท้องหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

            นางก้มศีรษะด้วยความขลาดกลัวเล็กน้อย

            ไม่ได้พบกันหลายปีตอนนี้ได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาอีกครา ในใจจึงรู้สึกกดดันและตื่นกระหนกอย่างอธิบายไม่ได้

            “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นนะเจ้าคะเพียงหากอาศัยอยู่ที่นี่แล้วไม่ทำอะไรบ้าง ก็ย่อมรู้สึกไม่สบายใจเจ้าค่ะ”

            “เจ้าไม่ต้องคิดมาก”

            ฮั่วเยี่ยนไหวปลอบคนไม่เป็นดังนั้น ถ้อยคำปลอบใจจึงฟังดูแข็งกระด้างอย่างยิ่ง

            “เจ้าค่ะ”โหยวพิงถิงวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าจากไป พลันถูกก้อนสีขาวดึงดูดสายตา

            “ว้าวจิ้งจอกน้อยน่ารักจัง ท่านอ๋อง มันกัดคนหรือไม่เจ้าคะ?”

            ขณะที่นางยื่นมือไปหาจิ้งจอกน้อยได้ครึ่งทางจู่ๆ นางก็หยุดชะงัก คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย ทำให้ยิ่งดูบอบบาง

            “อาจจะกัดกระมัง”

            ยามที่จิ้งจอกน้อยกัดหลอดเลือดแดงที่ลำคอของฉินจิ่นยวนจนขาดก็กัดเบาๆ เท่านั้น

            โหยวพิงถิงลังเลเล็กน้อยสุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานเจ้าก้อนสีขาวขนปุกปุยตัวนี้ได้

            ราวกับว่าสตรีไม่มีพลังต้านทานต่อสัตว์ขนปุกปุยสีขาวเช่นนี้อย่างไรอย่างนั้น

            “ท่านอ๋องให้ข้าพามันกลับไปเล่นได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้ารับรองว่าจะดูแลมันเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”

            แววตาของนางเต็มไปด้วยความอ้อนวอนไฝที่หางตาเพิ่มความงดงามให้กับใบหน้าอันเกลี้ยงเกลาของนาง

            ฮั่วเยี่ยนไหวไม่ได้ตอบรับทันทีทว่าก้มหน้ามองเจ้าก้อนสีขาวบนฝ่ามือ “เจ้าเต็มใจหรือไม่?”

            โหยวพิงถิงประหลาดใจเล็กน้อยเหตุใดเขาถึงได้สนทนากับสัตว์ มันฟังรู้เรื่องหรือ?

            ระหว่างที่นางกำลังสงสัยก็เห็นเพียงว่าเจ้าก้อนสีขาวผงกศีรษะ

            ร่างกายนางแข็งทื่อกลายเป็นหินทันที!

            โหยวพิงถิงรับจิ้งจอกน้อยมาด้วยความปีติยินดีนางชมชอบเจ้าก้อนสีขาวตัวนี้จริงๆ

            ในวันเกิดอายุแปดปีของนางท่านพ่อมอบแมวสีขาวตัวหนึ่งให้ และมันก็เป็นเพื่อนเล่นเพียงหนึ่งเดียวของนาง

            น่าเสียดายที่ในภายหลังนางตกอยู่ในความเศร้าโศกที่บิดาจากไปนางจึงลืมที่จะดูแลแมวสีขาวตัวน้อย เมื่อนางตามหามันอีกครา แมวตัวนั้นก็ออกไปหากินข้างนอกด้วยตนเองแล้ว

            เรือนที่โหยวพิงถิงอาศัยอยู่ชั่วคราวอยู่ไกลจากห้องหนังสือของฮั่วเยี่ยนไหวน้ำค้างยามเช้าเกาะอยู่บนยอดหญ้าอ่อน

            เมื่อเดินมาถึงเรือน กระโปรงก็เปียกชื้นไปกว่าครึ่ง

            “จวิ้นจู่คุณหนูรองไป๋หว่านหนิงจากจวนสกุลไป๋ขอเข้าเฝ้าเพคะ”

            ------------------------

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน