หลังจากทบทวนแผนการรอบสุดท้ายเสร็จสิ้น ค่ายทหารที่เคยตั้งกระจัดกระจายก็ถูกเก็บเรียบ ร่องรอยของการพักอาศัย กองไฟและเศษขยะถูกทำลายลงเพื่อไม่ให้เป็เบาะแสแก่ศัตรู เฉิงอี้นำทัพที่หนึ่งมุ่งหน้าไปทางช่องแคบของหุบเขาหัวโล้นที่มีหน้าผาและความร้อนระอุเป็อุปสรรค ปล่อยให้ทางด้านเซียวซีและลี่หยางนำสองทัพที่เหลือ
แม้ทัพของเฉิงอี้จะไม่ใช่ทัพหลัก แต่ก็นับว่าเสี่ยงอันตรายที่สุดเพราะอยู่ในจุดบอดถูกเล่นงานได้ง่าย เขามั่นใจกับการอ่านใจศัตรูเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่เขาก็รู้ดีว่าสรรพสิ่งล้วนไม่แน่นอน โดยเฉพาะจิตใจของมนุษย์
ผู้นำฝ่ายฏจะคิดเห็นเช่นไร ไม่แน่ว่าอาจจะพากำลังพลทั้งหมดมาดักเขาตรงช่องแคบก็เป็ได้ หรือป่านนี้แผนการของเขาอาจจะรั่วไหลเพราะหนอนบ่อนไส้ และพวกมันก็เตรียมจัดกำลังพลเต็มขั้นเพื่อไปรอโจมตีทัพของเซียวซีแทนแล้ว
จิตใจของเขากระวนกระวายขึ้นมา สร้อยหยกกดทับอยู่กับเสื้อเกราะ สิ่งนี้มีความหมายต่อพระสนมกุ้ยเฟยและกลายเป็ของสำคัญของเซียวซีที่ส่งต่อให้เขาอีกทอด ทำให้เขารู้สึกถูกปลอบประโลมขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับเ้าตัวมาอยู่เคียงข้าง
“ท่านแม่ทัพใหญ่ เราใกล้จะถึงช่องแคบแล้วขอรับ” ทหารม้าที่ถูกส่งไปสังเกตการณ์ล่วงหน้าขี่ม้ากลับมารายงาน
“เห็นสิ่งใดบ้าง รายงานมาซิ”
“พวกมันตั้งทัพอยู่บนหน้าผาอย่างที่ท่านคาดการณ์เอาไว้ มีกำลังพลนับพัน ใช้ทั้งธนูและหอก ทัพของเราสามารถต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ได้ แต่จะเสียเปรียบกว่าและหากยื้อเอาไว้นานเกินไปก็อาจจะเสี่ยงต่อความพ่ายแพ้ขอรับ”
“แน่ใจหรือไม่ว่าพวกมันไม่ได้ซุกซ่อนทหารเอาไว้ด้านล่างเพื่อลอบโจมตี”
“ค่อนข้างแน่ใจขอรับ”
“ค่อนข้างหรือ”
“ขออภัยขอรับ แต่จากที่สำรวจร่องรอยแล้ว มีเพียงการเคลื่อนพลขึ้นไป้าหน้าผาเท่านั้น”
เขาพยักหน้า หรี่ตามองช่องแคบทะมึนเบื้องหน้า ฝุ่นดินคละคลุ้งลอยขึ้นเป็วงบดบังวิสัยทัศน์ เขาสั่งให้นายทหารรับใช้เอาแผนที่ออกมาเพื่อทบทวนภูมิประเทศอีกครั้ง หากเขาสามารถสร้างความเสียหายตรงช่องแคบได้มากก็จะเป็ประโยชน์แก่เซียวซีและลี่หยางที่จะบุกเข้าเมืองเพื่อทลายกองกำลังภายใน
แผนที่วาดด้วยมืออย่างซับซ้อนแทบจะเหมือนกับภาพจริงที่เขากำลังเผชิญอยู่ บัดนี้แทบไม่เหลือที่ปรึกษาที่เขาไว้ใจได้เคียงข้าง เขาจึงต้องตัดสินใจเองแต่เพียงผู้เดียว และด้วยความเป็ห่วงศิษย์ร่วมอาจารย์ที่เป็สหายกันมาแต่เด็ก เขาตัดสินใจจะบุกขึ้นไปตีตลบพวกฏบนเขา ไม่ให้มันลงมาข้างล่างได้โดยง่าย เพียงเท่านี้ เซียวซีก็จะสามารถบุกตะลุยเข้าไปถึงใจกลางของพวกฏอย่างง่ายดาย
เฉิงอี้บอกแผนการกับนายทหารชั้นรอง ด้วยความเฉียบขาดและสุขุมของเขา แม้แผนการจะบ้าบิ่นและฟังดูเป็ไปไม่ได้เพียงใดก็ตาม แต่ทหารทุกนายก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อกังขา ขั้นแรก เขาแสร้งทำเป็ตีฆ้องร้องป่าวให้ข้าศึกรู้ว่ากำลังพลกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้และทำให้ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวลเพื่อที่พวกมันจะได้ประเมินจำนวนคนที่แน่นอนไม่ได้
ม้าที่ถูกฝึกมาอย่างดีห้อตะบึงเข้าไปใจกลางพายุฝุ่นอย่างไม่กลัวเกรง เสียงเกือกม้าและเสียงอาวุธหนักกระทบกันดังกึงกังสะท้อนก้องไปทั้งหุบผา เขากำชับให้ทุกคนคอยระวังที่จะไม่เข้าไปใกล้ระยะการยิงของศัตรูมากนัก เมื่อสร้างความวุ่นวายอึงอลอยู่พักหนึ่ง เขาหยุดฟังเสียงลูกธนูพุ่งแหวกอากาศซึ่งถือเป็สัญญาณการเปิดศึกอย่างแท้จริง เขารีบยกธงโจมตี แล้วพาทหารส่วนหนึ่งตะลุยขึ้นไป้า
ระหว่างพุ่งทะยานผ่านชั้นหินชั้นดินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เขาก็รอสัญญาณควันไฟจากทางลงอีกฝั่งของหุบเขา เมื่อศัตรูเห็นควันก็เกิดความตื่นตระหนก ต้องเลือกระหว่างวิ่งลงไปเสี่ยงกับการโดดแผดเผา หรือวิ่งเข้าหาคมหอกคมดาบของทัพหลวง
“จัดแถว พวกมันมากันแล้ว”
คำสั่งของเขาแผดดังราวกับเสียงฟ้าผ่า นายทหารจัดแถวเรียงหน้ากระดาน ถือหอกทิ่มไปด้านหน้า เตรียมพร้อมปลิดชีพใครก็ตามที่หลงวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา ไม่นานนัก อาวุธแหลมคมเ่าั้ก็ได้ลิ้มรสเืและหากพวกมันยังไม่ตาย ก็จะมีทหารที่ถนัดใช้ดาบคอยประหัตปะาอยู่ด้านหลัง
เฉิงอี้ฟาดฟันกับศัตรูที่วิ่งกรูกันเข้ามาจนท่อนแขนเจ็บแปลบ แต่เขาก็ยังคงกวัดแกว่งดาบต่อไป เหงื่อไหลย้อยเข้าตา ทุกอย่างถูกย้อมเป็สีแดงฉานจากโลหิตที่กระเด็นมาจากทุกทิศทาง เขาอ้าปากหอบหายใจ ก้มตัวหลบดาบที่พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง ในหัวนึกถึงแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
เซียวซี...
“ท่านแม่ทัพ พวกมันไปกันหมดแล้ว”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ เราชนะแล้ว”
เสียงะโไชโยโห่ร้องให้กับชัยชนะดังเสียดแก้วหู เขาหันมองทหารใต้บังคับบัญชาที่มีสภาพไม่ต่างกันมากนัก แขนข้างหนึ่งชูขึ้นบนท้องฟ้าแล้วเขย่าไปมาแสดงความยินดีเหลือล้น
“รีบไปสมทบกับทัพใหญ่กันเถอะ”
เปลวเพลิงคืบคลานเข้ามาใกล้มากขึ้น เสียงแตกปะทุฟังหลอนหู ทุกคนตาลีตาเหลือกลงจากเขา เร่งจัดทัพกันใหม่เบื้องล่าง เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาก็นำทัพอ้อมช่องแคบมุ่งตรงไปยังฐานทัพของฏและเฝ้ารอข่าวดีจากเซียวซี แต่เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้วก็ยังไม่ได้ข่าวคราวใด ๆ
เขารู้สึกกระวนกระวาย หรือทหารม้าจะคลาดกับทัพของเขาที่เส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง เขาหันมองกลับหลังและไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีหน้ากระเหี้ยนกระหือรือของทหารที่หลงอยู่ในชัยชนะเมื่อครู่และกระหายอยากชัยชนะครั้งถัดไป แม้นั่นหมายถึงการต้องเข่นฆ่าผู้อื่นมากขึ้นก็ตามที