แสงจากฟืนฟอนสว่างวาบอาบไล้ร่างชายชราและเด็กหญิง ชั่วพริบตาคนคล้ายเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่รูปลักษณ์ยังคงเดิม สิ่งซึ่งเก็บซ่อนเอาไว้กำลังเผยตัวเฉกเช่นคลื่นลมสงบก่อนเกิดพายุ
ชายชรายิ้มอยู่ในหน้า มือลูบเคราอยู่ตลอดเวลา ส่วนเด็กหญิงหน้าตาบูดบึ้ง
“ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้ว”
เปลวไฟลุกโพลงขึ้นเสียดฟ้าเป็สัญญาณของอะไรบางอย่าง
เด็กชายแกล้งนอนหลับอยู่ในห้อง อยู่ ๆ รู้สึกหนาวสะท้าน ขนแขนตั้งชัน พอลืมตาขึ้นกลับพบว่าตนเองเพิ่งมุดโพรงไม้เข้ามาในห้อง
เดจาวู?
ในใจนึกสงสัยทว่ามือรีบปัดทรายตามเนื้อตัว พอก้าวออกจากมุมห้องพลันใแทบสิ้นสติ ตรงกลางห้องซึ่งก่อนนี้ยังว่างเปล่ากลับปรากฏร่างของชายชราและเด็กหญิงยืนคู่กัน แสงเทียนในห้องวูบไหวชวนให้นึกถึงเื่เล่าผีรอบกองไฟ หัวใจดวงน้อยเต้นรัว
อา! ที่แท้สองคนนี้พวกเดียวกัน แล้วยาพิษนั่นหมายความว่ายังไง ไม่ใช่สิ มันจะเล่นใหญ่ไปไหม กะอีแค่หลอกเด็กคนหนึ่ง
บิ๊กรู้สึกปั่นป่วนในใจราวกับท้องทะเลยามฤดูมรสุม แต่ภายนอกสงบระงับ พยายามควบคุมสีหน้าอย่างเต็มที่ ทำใจดีสู้เสือ*
“ท่านผู้เฒ่าดึกดื่นค่อนคืนมีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ หากไม่มีอะไรไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยสนทนากันก็ได้ พอดีท้องไส้ไม่ค่อยดี"
เด็กชายทำมือกุมท้อง โชคดีที่เขาเองก็เป็คอนิยายกำลังภายใน จึงพอได้สำนวนมาบ้าง
ชายชรายังคงเค้าหน้าเมตตาการุญ ผิดกับโนะฮิเมะที่หน้าตาบูดบึ้ง สายตาอย่างกับจะกินเืกินเนื้อ
เฮ้ย! ไปกินรังแตนที่ไหนมา หน้าตาบุบบี้ซะไม่มี
บิ๊กพยายามทำหน้าตาใสซื่อ หลบเลี่ยงการสบสายตากับโนะฮิเมะอย่างเต็มที่
“เด็กเอ๋ย ตามเราผู้เฒ่ามา”
ชายชราหมุนตัว ก้าวเท้าแค่เพียงก้าวเดียว ตัวกลับปรากฏขึ้นนอกห้องไกลออกไปหลายสิบเมตร
ย่อพสุธา?
วิชาในนิยายเทพเซียนผุดขึ้นในสมองน้อย ๆ
เด็กชายเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่รู้ว่าชายชราจะมาไม้ไหนแต่คงไม่มีเจตนาร้าย เพราะด้วยฝีมือที่แสดงออกมา ต่อให้ตนมีเก้าชีวิตก็คงไม่พอให้ใช้ เมื่อหนีก็ไม่ได้ สู้ก็ไม่ได้ จึงได้แต่กัดฟันเดินตามออกไป
สายลมดังหวีดหวือ ฟ้าร้องดังครืนครัน
พอก้าวเท้าออกนอกห้องจมูกพลันได้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงโชยมารอบทิศ ขนาดลมทะเลพัดโหมยังไม่อาจพัดพากลิ่นเหม็นนี้ให้หายไป
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ สายตาเด็กชายไม่กล้าว่อกแว่ก มองตรงไปข้างหน้า แน่วแน่กับเส้นทาง
ยิ่งระยะห่างระหว่างตัวเขากับชายชราหดสั้นลงเท่าไร กลิ่นเน่าเหม็นไม่เพียงรุนแรงจนปวดจมูกเท่านั้น ยังมีเสียงโผล่ขึ้นมาจากความมืดรอบตัวเป็ระยะ ๆ ทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงอ้อนวอนร้องขอชีวิต เสียงขอความช่วยเหลือ เสียงสะอื้นไห้ ประเดประดังเข้ามาจนเขาไม่อาจก้าวเท้าต่อไป ได้แต่ยกสองมือปิดหู หวังว่าจะช่วยลดทอนเสียงเหล่านี้ได้บ้าง
“ช่วยด้วย ใครก็ได้”
“อ๊ากกกกก!”
“ไม่ ไม่ อย่าทำข้า”
“ไว้ชีวิตลูกข้าด้วย ได้โปรด”
“ฮือ ๆ ทำไม ทำไมทำกับพวกเราอย่างนี้”
“หนูเจ็บ แม่จ๋า”
“พ่อช่วยหนูด้วย”
“แม่อยู่ไหน ฮือ ๆ แม่จ๋า”
เด็กชายทรุดตัวลงกับผืนทราย น้ำตาไหลอาบแก้ม ถึงไม่เห็นภาพแต่แค่เสียงก็พอเข้าใจ รู้แล้วว่านี่หมายความว่าอะไร กลิ่นเหม็นเน่าที่ว่าคือกลิ่นอะไร
“เ้าก็ได้ยินใช่ไหม”
ยามชายชราเอ่ยคำ เสียงคร่ำครวญพลันสงบลง รอบด้านกลับมาสงบเงียบ แต่ทว่ายิ่งเงียบสงัดเท่าไรยิ่งบีบหัวใจเท่านั้น
เด็กชายพยักหน้า น้ำหูน้ำตาไหลด้วยความเศร้าและความเ็ป ไม่ใช่การเ็ปทางกายแต่เป็ทางใจ
กลิ่นที่ซอกซอนเข้ามาในห้องเก็บของ กลิ่นที่เจือปนอยู่ในอากาศ กลิ่นที่ตลบอบอวล
ก็คือ
กลิ่นซากศพ
กลิ่นเน่าเปื่อยของเนื้อหนัง
ที่จริงแล้วหมู่บ้านนี้เป็หมู่บ้านผีสิง ชาวบ้านที่พบเจอทั้งหมดล้วนเป็คนตาย!
ไม่ว่าจะเป็เด็กน้อยหน้าตายิ้มแย้มซึ่งวิ่งเล่นกับกลุ่มเพื่อน ชายหนุ่มซึ่งกำลังซ่อมแหจับปลา หญิงสาวซึ่งนั่งล้อมรอบกองไฟ ชายชราซึ่งเต้นรำอย่างสนุกสนาน หญิงท้องแก่ซึ่งกำลังโอบกอดลูกน้อย ทุกคนล้วนหมดลมหายใจเหลือเพียงศพเย็นชืด
“เด็กเอ๋ย ลุกขึ้นมาสนทนาเถอะ”
“ท่านผู้เฒ่า นี่มันเกิดอะไรขึ้นขอรับ” เด็กชายแทบยืนไม่อยู่ รู้สึกพื้นดินสั่นโคลง
“ชีวิตย่อมมีเกิดมีตาย”
สายตาของชายชรามองมาทางเด็กน้อย คล้ายกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
“เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา”
เด็กที่เกิดรุ่นเก้าศูนย์อย่างเขา รู้จักา การรบราฆ่าฟัน ผ่านวิดีโอเกม ภาพยนตร์ หนังสือ ละครซีรีส์ สารคดี ไม่เคยประสบกับตัวเองจริง ๆ อย่างเก่งคือคลิปนักเรียนช่างกลตีกันทางยูทูป ภาพข่าวาอ่าว** และอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซนเตอร์ถล่มในเหตุการณ์ 9/11
นี่คือครั้งแรกที่ประสบกับตัว เสมือนอยู่ร่วมในวินาทีนั้น วินาทีสังหารอันโเี้ทารุณ ยังดีที่มาเพียงเสียงและกลิ่น ไม่มีภาพ แต่ว่าการได้เห็นซากศพนอนเกลื่อนพื้น บ้านเรือนและเรือหาปลาถูกเผาเป็เศษซาก เท่านี้ก็พอให้จินตนาการถึงเหตุการณ์จริงได้
"ผู้ที่ทำเื่นี้ มันไม่ใช่คน เดรัจฉาน พวกมันล้วนเดรัจฉานนนน!” เสียงแหลมเล็กของเด็กชายสอดประสานกับสายลมและเสียงคลื่น เกิดเป็คำสัญญาแห่งการปลอบประโลม
หลังจากได้ยินประโยคนี้ มุมปากของชายชราที่ยกยิ้มอยู่เสมอกลายเป็เหยียดตรงราวกับคมดาบ ดวงตาร้อนแรงดุจเปลวเพลิง
“เด็กเอ๋ยเ้าพอจะช่วยเราผู้เฒ่าสักอย่างได้หรือไม่”
เสียงของชายชราชอนไชเข้ามาในรูหู คืบคลานเข้าไปในสมอง ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ
“ท่านผู้เฒ่าอยากให้ข้าทำอะไรขอให้บอก หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงผู้น้อยยินดี” เขารีบประสานมือโค้งคำนับ
อืม คงให้ช่วยฝังศพพวกนี้เป็แน่ เยอะขนาดนี้ท่านคงทำไม่ไหว
คนเราเมื่ออาศัยในบ้านเมืองอันแสนสุขสงบมานาน ความระแวดระวังยังไม่เพียงพอ
“ชาวบ้านเหล่านี้ตายมาครบเจ็ดวันแล้ว สามิญญาเจ็ดจิตเตรียมคืนสู่ร่างเพื่อออกเดินทางครั้งใหม่ เสียอยู่อย่างเดียว ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนไม่ตายดี ความแค้นท่วมฟ้า ิญญายากจะสงบ”
“ท่านผู้เฒ่า้าให้ข้าทำอะไรหรือขอรับ”
คนโบราณนี่ก็ชอบเกริ่นนู่นนี่ บอกกันมาตรง ๆ ก็ได้
“เฮ้อ! เกี่ยวกับเื่นี้แหละ ประเพณีของถังน่าจะเหมือนกัน หลังสิ้นชีพิญญาจะวนเวียนท่องเที่ยวอยู่ภายนอก จะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อครบเจ็ดวัน หากิญญาไม่สงบเกิดเื่ค้างคาในใจ อาจติดอยู่ในภพนี้ ไม่สามารถไปผุดไปเกิด สุดท้ายคงกลายเป็สัมภเวสี”
ชายชราถอนหายใจครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
บิ๊กเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี ลางสังหรณ์บอกว่าคำขอของชายชราต้องไม่ใช่เื่ง่าย ๆ อย่างฝังศพแน่นอน แต่จะเป็เื่อะไรนั้น เขาก็สุดจะคาดเดา
“หลี่ต้าหมิน ข้าขอให้เ้าสังหารเหล่าเดรัจฉานที่ลงมือกับชาวบ้านเหล่านี้”
เปรี้ยงงงงง!
เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นกลางใจ
“หา! อะไรนะครับ” เด็กชายปากคอสั่น
“หน้าโง่”
อยู่ ๆ เด็กหญิงโผล่มาด้านหลังั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ เธอพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยสมน้ำหน้า
“ตาแก่อยากให้เ้าไปฆ่าคนพวกนั้นน่ะ”
เวรแล้วกู
เด็กชายหลี่ต้าหมินเข่าอ่อน ทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดสภาพ
*ทำใจดีสู้เสือ การทำใจกล้า ควบคุมจิตใจให้เป็ปกติ ไม่หวั่นไหวไปกับเหตุการณ์ตรงหน้า เมื่อต้องเจอกับสิ่งที่น่ากลัวหรือเป็อันตราย ใช้อธิบายเมื่อเจอเหตุการณ์ที่น่ากลัวหรือมีอันตราย แต่ก็บังคับใจตัวเองให้สู้ ไม่ให้กลัวจนไม่กล้าทำอะไร
**าอ่าว ในที่นี้หมายถึง าอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 2 ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก ่ระหว่าง 2 สิงหาคม 2533 – 17 มกราคม 2534