ตอนที่2
ผูกสหายยามค่ำคืน
ค่ำคืนอากาศหนาวเย็นแต่เสวี่ยิกลับไม่ก่อไฟ เพราะหากเป็สัตว์ป่าบุกเข้ามาเขามั่นใจว่าพอเอาตัวรอดได้ดีไม่ดีอาจได้อาหารมื้อเช้าไปในคราเดียว ตรงกันข้ามหากมีแสงไฟให้สัตว์ป่าตื่นกลัวแต่กลับดึงล่อสัตว์อสูรมานั่นก็เป็อีกเื่ เพราะสัตว์อสูรระดับต่ำสุดก็เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในระดับพื้นฐานลมปราณขั้นสามแล้วหากเสวี่ยิที่มีระดับฝึกฝนต่ำเตี้ยเพียงระดับสุดปลายของพื้นฐานลมปราณขั้นแรกพบเจอคงกลายเป็อาหารมื้อดึกของมันอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้ระดับฝึกฝนจะถดถอยแต่เสวี่ยิก็ยังคงไม่ละทิ้งการฝึกตน เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นหายลับพ้นปากถ้ำร้างที่เขาอาศัยเสวี่ยิก็นั่งขัดสมาธิเข้าฌาน แม้ในตระกูลหย่งจะมีการวางค่ายกลเขตอาคมเพื่อเพิ่มพลังในการดึงดูดปราณธรรมชาติเพื่อใช้ภายใน แต่ก็ยังนับว่าด้อยกว่าการเข้าฌานท่ามกลางป่าเขาดิบร้างอันอุดมสมบูรณ์เช่นนี้
แต่แล้วเมื่อการซึบซับลมปราณกำลังไหลลื่นไปด้วยดีจู่ ๆ ดวงตาข้างซ้ายที่มีหินสีดำติดอยู่ก็ร้อนลวกขึ้นมา และมันเริ่มสูบลมปราณที่เสวี่ยิเพียรสะสมมาตลอดหลายวันเข้าไปจนหมดสิ้นความเ็ปจู่โจมจนเสวี่ยิต้องอุทาน...โอย! ขึ้นมาคำหนึ่งก่อนที่ทุกสิ่งจะสงบลง
...เ้าหินบ้านี่ดูดลมปราณของเราไปอีกแล้วเสวี่ยิใช้กำปั้นทุบเข้าที่หินดำอย่างแรง แต่ไม่อาจทำอย่างไรกับมันได้และดูเหมือนว่าตอนนี้ มันจะเชื่อมติดเป็เนื้อเดียวกันกับเืเนื้อของเสวี่ยิเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
แกร๊ก...เสียงฝีเท้าที่เหยียบทับใบไม้ดังมาจากด้านนอกในยามดึกสงัดเยี่ยงนี้ ไม่น่ามีผู้คนทั่วไปสัญจรไปมาทำให้เสวี่ยิเพิ่มความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด แต่ไม่ทันที่เสวี่ยิจะย่องออกไปดูที่เบื้องนอกร่างบอบบางในชุดดำสนิทก็พุ่งเป็เงา บดบังแสงจันทร์วูบหนึ่ง ผ่านเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าปากถ้ำสายลมเย็นจากภายนอกถ้ำหอบเอากลิ่นหอมจรุง พัดโชยเข้าสู่ภายใน เสวี่ยิัักลิ่นหอมที่พัดโชยเข้ามาจนรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปอยู่ครู่หนึ่ง
"นั่นใคร"เสียงหวานของเด็กสาวดังขึ้นเมื่อหล่อนััได้ว่าในถ้ำร้างเื้ัมีผู้คนอาศัยอยู่
คำถามดังแทรกทำลายบรรยากาศเคลิบเคลิ้มของเสวี่ยิไปจนสิ้นเสวี่ยิรีบตอบคำอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะแสดงเจตนาดี โดยการเดินชูมืออย่างช้า ๆออกมาหยุดยืนนิ่งข้าง ๆ เด็กสาว
"ท่านเป็ผู้ฝึกตนหรือว่าพรานป่ากัน" หล่อนใช้ตากลมโตมองสำรวจ เสวี่ยิอย่างตั้งอกตั้งใจ
"เออ..."เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวถนัดตา เืลมของเสวี่ยิก็สูบฉีดโดยแรงความงามแม้ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมผมสีเข้ม แต่ก็ยังคงทำให้เสวี่ยิหัวใจเต้นแรงนี่ยังไม่นับรวมกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กสาว
"ท่านเหม่อมองอันใด"เด็กสาวขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะดึงผ้าคลุมมาปิดบังใบหน้าให้มิดชิดกว่าเดิม
"เออ...ข้าขอโทษพอดีข้าเพิ่งจะตื่นนอน จึงยังงัวเงียอยู่บ้าง"
เด็กสาวพยักหน้ารับเป็ทีว่าเข้าใจแต่ยังคงใช้มือข้างหนึ่งดึงรั้งผ้าคลุมหน้าเอาไว้ไม่ปลดออก "ท่านเป็พรานป่าหรือว่าผู้ฝึกตนกัน"
"ข้า..."เมื่อมีเด็กหญิงงดงามอยู่ตรงหน้ามีหรือที่ชายหนุ่มจะยอมตอบโดยลดศักดิ์ศรีของตนเอง "ข้าเป็ผู้ฝึกตน"
หล่อนหยีตาลงจนเรียวงามจับจ้องมองดูเสวี่ยิอย่างใกล้ชิด จนเด็กหนุ่มถึงกับออกอาการหน้าแดงอย่างไม่รู้ตัว"ท่านเก็บซ่อนพลังได้มิดชิดนัก" คำเอ่ยชมของหล่อนทำเอาเสวี่ยิถึงกับตัวแข็งค้างเพราะความเป็จริงนั้นเสวี่ยิหาได้เก็บซ่อนพลังแต่อย่างใดที่เด็กสาวไม่สามารถััพลังของเขาได้ นั่นป็นเพราะพลังฝีมืออ่อนด้อยในตอนนี้ของเขาด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เสวี่ยิรู้สึกกระอักกระอ่วนจากการถูกออกปากชมเพราะความอ่อนแอของตัวเอง
"ก็...ก็ไม่ขนาด..."
"ชูว์...."จู่ ๆ เด็กหญิงก้เปลี่ยนอิริยาบถในทันที โดยหล่อนทำท่าจุ๊ปากไม่ให้เสวี่ยิส่งเสียงก่อนจะฉุดลากเขาเข้าสู่ด้านในของถ้ำด้วยฝีเท้าที่บางเบาราวกลับหล่อนกำลังหลบซ่อนจากบางสิ่งอยู่ "ท่านต้องระวังที่เบื้องนอกคนไม่ดีกำลังออกตามล่าโสมเพลิงโลกันต์อยู่ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือข้าดันพลัดหลงกับอาจารย์ทำให้ต้องหนีมาหลบซ่อนตัวรอจนรุ่งสางค่อยออกตามหาอาจารย์อีกที"
"คนไม่ดีตามล่าโสมแล้วเกี่ยวอันใดกับตัวเ้ากัน" เสวี่ยิสงสัยจึงได้เอ่ยขึ้น
"ก็คนไม่ดีไม่อยากให้ใครมาแย่งชิงโสมวิเศษกับพวกมัน หากมันพบข้ากับเ้าละก็..."หล่อนทำท่ายกมือขึ้นปาดคอ
"คนไม่ดีเก่งขนาดนั้นเลยรึ"หล่อนพยักหน้ารับ "แล้วอาจารย์ของเ้าละ"
"อาจารย์ของข้าย่อมเก่งกว่ามากหากไม่เป็เพราะเ้าโสมบ้านั่นมันวิ่งหนีอย่างไวละก็ ปานนี้ข้าคงนำมันกลับไปปรุงยาที่สำนักได้แล้ว"
"โสมวิ่งหนีได้"
"ช่ายสิโสมเพลิงโลกันต์เกิดจากโสมหมื่นปีที่ดูดซับเปลวเพลิงธรณีที่ระอุอยู่ใต้โลกจนพวกมันมีชีวิต หากนำไปปรุงเป็ยาละก็จะล้ำค่าอย่างที่สุดเลยละ"
"ล้ำค่าอย่างที่สุดถ้าเทียบกับเ้านี่ละ" เสวี่ยิยื่น ยาเม็ดบำรุงปราณเม็ดสุดท้ายที่เขาเคยได้จากตระกูลหย่งยื่นส่งให้เด็กหญิงในใจก็หมายว่ามันจะดูมีค่าในสายตาเด็กสาว
หล่อนรับมาดมดูก่อนจะขยี้จมูกฝืดฟาดสองสามที "นี่มันยาอะไร ทำไมกลิ่นถึงได้ฉุนนักแถมข้ายังััพลังที่ไหลเวียนอยู่ในเม็ดยาไม่ได้เลย"หล่อนจ้องมองดูเสวี่ยิด้วยดวงตากลมโตที่ไร้เดียงสา
"มันก็แค่ขยะเป็ยาบำรุงปราณระดับต่ำเท่านั้นเอง"เสวี่ยิรับเม็ดยาอันล้ำค่าของตัวเองมาก่อนจะซัดเขวี้ยงออกไปจนชนกับผนังด้านหนึ่งของถ้ำ"ข้าก็แค่อยากจะทดสอบความรู้เ้าดูเท่านั้น" แม้ใบหน้าจะเปื้อนยิ้มแต่ในใจกลับลอบจดจำตำแหน่งที่ซัดเขวี้ยงเม็ดยาออกไป หวังว่าเมื่อเด็กหญิงจากไปแล้วค่อยไปรื้อค้นกลับคืนมา
"ท่านนี่แปลกคนแถมยังมีเม็ดยาที่ข้าไม่เคยพบเห็นอีก" เด็กหญิงหาได้โกรธเคืองเสวี่ยิแต่กลับสนอกสนใจกว่าเดิม ทั้งสองต่างพูดคุยกันสนุกสนานอยู่ครู่ใหญ่"ท่านยังมีสิ่งใดน่าสนใจอีก...หนิงเซียนล้วนอยู่แต่ในสำนักนี่เป็ครั้งแรกที่ออกท่องสู่โลกภายนอก"
...หนิงเซียนชื่อนางช่างไพเราะนัก หากได้เห็นหน้าเด็กสาวชัดตาคงจะดีมิใช่น้อย
"อืม...แน่นอนข้าเองแม้เพิ่งเริ่มออกเดินทางฝึกตนลำพัง แต่ยังนับว่ามีของวิเศษติดตัวอยู่บ้าง"
"ฮาเยี่ยม ๆ ท่านเอาออกมาให้หนิงเซียนชมดูบ้าง แล้วเมื่อข้าพบกับอาจารย์แล้วจะได้ขอยาวิเศษเอามาให้ท่านชมดูบ้าง"
"ดี"เอ่ยจบเสวี่ยิก็ล้วงหยิบสมบัติติดตัวเพียงชิ้นเดียวของตัวเองขึ้นมา
...จี้รูปหยดน้ำสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่หย่งเหมยฮวามอบให้
แสงสีฟ้าอ่อนของจี้หยดน้ำที่เรืองรองในยามมืดมิดดูสวยงามลึกลับจนหนิงเซียนเบิกตากลมโตกว้างด้วยความตื่นเต้น หล่อนยื่นสองมือออกหวังจะคว้าจับจี้หยดน้ำจนลืมเลือนเื่ผ้าปิดหน้าไปเสียสนิทเมื่อไม่มีมีข้างหนึ่งดึงรั้งเอาไว้ผ้าปิดหน้าสีดำก็หลุดล่วงลง แต่ตอนนี้หล่อนหาได้สนใจมันอีก
"สวยงามยิ่งนัก"มือขาวนวลยื่นออกไปัักับจี้หยดน้ำ แต่แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็พลันบังเกิดจู่ก็มีไอสีขาวนวล พวยพุ่งออกมาจากจี้ก่อนจะรินไหลเข้าสู่ปลายนิ้วของหนิงเซียนร่างของหล่อนชะงักค้าง ก่อนจะล้มพับหมดสติไปในทันที