ตอนที่8 ปราชญ์เพี้ยนนี่สมชื่อเสียจริง
เสิ่นอี้มาถึงสุสานแห่งใหม่ที่ทางการยังไม่ได้ตั้งชื่อเฉพาะเนื่องจากกำลังสืบค้นข้อมูลและที่มาให้ชัดเจนก่อน ถึงอย่างนั้นทางการเปิดให้เข้าชมเพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวเพียงบางจุดเท่านั้นโดยเป็สุสานที่เพิ่งถูกค้นพบในเชิงเขาของหมู่บ้านหยางเจี๋ยซึ่งอยู่ห่างจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีราวห้าสิบกิโลเมตร
โชคดีที่เขาเดินทางมาถึงเร็วโดยทางการเพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้เพียงสิบนาทีเท่านั้นช่วยให้เสิ่นอี้มีเวลาเดินดูพื้นที่สุสานเท่าที่เปิดให้ชมอย่างละเอียด
“ฉันอยากไปสำรวจพื้นที่ตรงนั้นเสียจริงสงสัยว่าวัตถุประหลาดคงอยู่ในเขตนั้น”
เสิ่นอี้ทอดสายตามองไปอีกด้านซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เปิดให้นักท่องเที่ยวชมประมาณสามร้อยเมตรเขาคาดเดาว่าพื้นที่ที่มีทหารประจำการอยู่นั้น น่าจะเป็ที่อยู่ของเทเลพอร์ตซึ่งเขากำลังตามหาอยู่
เขาสอดส่ายสายตาหาช่องทางเข้าสู่พื้นที่ถูกปิดกั้นพลันเหลือบมองเห็นเส้นทางเล็กแคบที่มีป้ายเขียนระบุเอาไว้ว่า“เฉพาะเ้าหน้าที่เท่านั้น” ทำให้เสิ่นอี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจในการพบเส้นทางและโอกาสที่เหมาะเจาะ
เขาพยายามเดินเลี่ยงออกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวคนอื่นโดยทำทีเป็เดินไปเข้าห้องสุขาเมื่อสบโอกาสจึงเดินหลบสายตาบรรดาเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงไปยังเส้นทางเล็กแคบนั้น
พลันพบเห็นชายวัยกลางคนเดินตามหลังชายหนุ่มพร้อมบ่นให้กับชายหนุ่มที่กำลังเข็นรถเพื่อนำโบราณวัตถุหลายชิ้นตรงไปยังเต็นท์ที่ทำการชั่วคราวอีกแห่งซึ่งอยู่ข้างเคียงกับสุสานแห่งใหม่ว่า
“เสี่ยวเหิงนายเข็นรถให้ดีละ อย่าเข็นแรงเกินไป เดี๋ยวพวกโบราณวัตถุก็ชำรุดหรอก ดูสิมันกระเด็นกระดอนไปหมดแล้ว”
“ขอโทษครับหัวหน้าก็พื้นมันไม่เรียบนี่ครับ จะให้เข็นนุ่มนวลก็คงทำได้ยากแน่ครับ” ชายหนุ่มท้วงขึ้นทันที
“อุบ๊ะ! แกนี่!ไปเลย! ไปเข็นรถให้คนอื่นเลย ฉันจะเข็นเอง”ชายวัยกลางคนสบถอย่างไม่พอใจ
เขาโบกมือขับไล่ชายหนุ่มให้ไปช่วยเข็นรถของนักโบราณคดีคนอื่นทันทีเหตุเพราะกังวลว่าข้าวของที่เพิ่งขุดค้นได้จะพังเสียหายไปก่อนเนื่องจากศาสตราจารย์ที่เป็นักโบราณคดีเชี่ยวชาญกำลังรอการตรวจสอบอยู่ในเต็นท์
ชายหนุ่มเบ้ปากเล็กน้อยอย่างไม่พอใจก่อนที่จะเดินหันหลังกลับไปอย่างไม่สนใจชายวัยกลางคนอีก
เสิ่นอี้เหลือบมองเห็นท่าทางเก้กังของชายวัยกลางคนที่ต้องเข็นรถคันใหญ่เองจึงปราดเข้าไปช่วยเหลืออย่างมีเลศนัยทันที พร้อมแสดงความมีน้ำใจกับอีกฝ่ายว่า
“สวัสดีครับคุณลุงท่าทางรถเข็นนี่จะหนักไม่เบา ผมช่วยเข็นให้ดีไหมครับ?”
จางกุ้ยเหลือบมองเสิ่นอี้ด้วยความแปลกใจเขากำลังจะกล่าวปฏิเสธแต่ชายหนุ่มปราดเข้ามาช่วยเข็นอย่างทะทัดทะแมง ซึ่งการเข็นรถของชายหนุ่มทำให้รถเคลื่อนไปอย่างนิ่มนวลโดยไม่มีโบราณวัตถุชิ้นใดกระเด็นกระดอนอีกทำให้จางกุ้ยยินยอมรับความช่วยเหลือจากเสิ่นอี้แต่โดยดี
พลันมีเสียงราบเรียบของระบบดังขึ้นว่า“ระบบตรวจสอบพบเทเลพอร์ตที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งาน แต่สามารถเปิดใช้งานได้หากได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม”
เสิ่นอี้พลันหยุดยืนนิ่งตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นใระคนยินดีเขาจ้องมองข้อมูลจากภาพฮอโลแกรมที่แสดงรูปลักษณ์ของเทเลพอร์ตด้วยความสนใจพร้อมข้อมูลที่บ่งบอกถึงวิธีกระตุ้นเพื่อเปิดใช้งานอย่างละเอียด
การหยุดเดินกะทันหันของเสิ่นอี้ทำให้จางกุ้ยหันหน้ามาสอบถามเขาด้วยความกังวลใจว่า
“เป็อะไรหรือพ่อหนุ่ม? รถเข็นมันติดอะไร? หรือว่ามันหนักเกินไป? งั้นฉันจะช่วยเข็นให้เอง”
เสิ่นอี้รีบกล่าวแย้งขึ้นมาทันทีเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่ให้ตนเข็นให้อีกเนื่องจากเขากำลังคิดวางแผนการหยิบฉวยเทเลพอร์ตขนาดเท่ากำปั้นที่ถูกโบราณวัตถุชิ้นอื่นวางทับถมอยู่โดยเทเลพอร์ตขนาดเล็กนั้นถูกดินจับตัวห่อหุ้มไว้จนแข็งและหนากลายเป็ก้อนกลมขนาดเกือบเท่าลูกฟุตบอล
“อ๊ะ! ไม่เป็ไรครับ พอดีผมกำลังคิดอยากจะมาเรียนรู้เื่โบราณคดีด้วยไม่รู้ว่าที่นี่เปิดรับสมัครพนักงานช่วยเหลือ หรือลูกจ้างชั่วคราวไหมครับ?”
เสิ่นอี้รีบกล่าวแสดงตนเท่าที่เขาจะนึกแผนการออกในเวลาอันจำกัดเช่นนี้โดยหวังว่าจะมีโอกาสเข้าใกล้เทเลพอร์ตแล้วหยิบฉวยเอาไปได้ ซึ่งเขารู้สึกกังวลใจเป็อย่างมากเพราะเทเลพอร์ตมีขนาดใหญ่ซึ่งยากในการหลบซ่อนจากสายตาผู้คนได้
จางกุ้ยเหลือบมองเสิ่นอี้จากหัวจรดเท้าอย่างไม่แน่ใจเนื่องจากการแต่งกายของชายหนุ่มไม่ได้บ่งบอกว่าขาดแคลนเงินสักนิดแต่เจตนาของชายหนุ่มทำให้เขาเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายคงสนใจอยากเรียนรู้เื่โบราณคดีจึงแนะนำอย่างใจเย็นว่า
“หากพ่อหนุ่มอยากเรียนรู้เื่โบราณคดีจริงคงต้องสอบถามกับท่านศาตราจารย์หวางเองละกันฉันรับหน้าที่แค่ควบคุมการขนย้ายโบราณวัตถุออกมาให้ศาสตราจารย์ตรวจสอบอีกที”
เสิ่นอี้ตาเป็ประกายเมื่อมองเห็นโอกาสเขาพยักหน้ารับคำแนะนำอย่างยินดีโดยหวังเพียงให้มีโอกาสช่วยขนย้ายโบราณวัตถุทั้งหลายให้กับศาสตราจารย์หวางได้ตรวจสอบหากพบโอกาสเขาไม่ลังเลที่จะหยิบฉวยใส่กระเป๋าเป้ที่เตรียมมาทันที
ส่วนการกระตุ้นเพื่อเปิดใช้งานของเทเลพอร์ตนั้นทำให้เขารู้สึกกังวลและหวาดกลัวอยู่ในทีเนื่องจากสิ่งประดิษฐ์ของปราชญ์เพี้ยนระบุเอาไว้ว่าต้องเป็เืคนเท่านั้น
‘ปราชญ์เพี้ยนนี่สมชื่อเสียจริงขนาดเทเลพอร์ตที่ประดิษฐ์แล้วส่งย้อนเวลามาอยู่ในโลกนี้ยังต้องใช้วิธีคร่ำครึในการเปิดใช้งานอีก ท่าจะ.....เป็เอามาก’
เสิ่นอี้นึกขึ้นได้ทันว่าไม่ควรกล่าวหรือคิดตำหนิชายชราผู้เป็คนประดิษฐ์ทั้งระบบโกลาหลและเทเลพอร์ตทำให้เขาละคำที่ไม่ควรนึกถึงทันที พลางลอบสังเกตว่าระบบจะมีคำเตือนหรือไม่ พอไม่มีเสียงราบเรียบดังขึ้นมาสั่งลงโทษเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อเสิ่นอี้เข็นรถเข้ามาในเต็นท์ของศาสตราจารย์หวางที่กำลังก้มหน้าใช้แว่นขยายส่องดูโบราณวัตถุต่างๆ อยู่บนโต๊ะ จางกุ้ยส่งเสียงให้ศาสตราจารย์หวางรู้ตัวอย่างเกรงใจว่า
“ศาสตราจารย์หวางครับผมขนโบราณวัตถุในส่วนที่ศาสตราจารย์เลือกไว้ เอาออกมาหมดแล้วนะครับ”
“เสี่ยวกุ้ยเอาไปวางมุมโน้นให้ทีฉันกำลังยุ่งอยู่”
ชายชราศาสตราจารย์วางในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนขึ้นเล็กน้อยพร้อมกางเกงขายาวที่มีกระเป๋ามากมาย เขาโบกมือชี้ตำแหน่งวางโบราณวัตถุรอบใหม่โดยไม่ได้เงยหน้าจ้องมองผู้ที่เข้ามาแต่อย่างใด
“พ่อหนุ่มเข็นรถไปทางนั้นก่อนเถอะ” จางกุ้ยชี้นิ้วตรงไปยังทิศทางที่ศาสตราจารย์หวางระบุตำแหน่งก่อนหน้า
เสิ่นอี้เข็นรถไปอย่างกระตือรือร้นเพราะมองเห็นโอกาสที่พบว่าศาสตราจารย์หวางไม่ได้ให้ความสนใจตัวเองโดยเขากวาด
สายตามองรอบเต็นท์แล้ว แต่ไม่พบกล้องวงจรปิดหรืออุปกรณ์เฝ้าระวังภัยเหมือนกับพื้นที่ภายนอกส่วนอื่นทำให้เขาคิดวางแผนขโมยทันที
เสิ่นอี้ช่วยขนย้ายโบราณวัตถุร่วมกับจางกุ้ยอย่างคล่องแคล่วทำให้จางกุ้ยลอบพยักหน้าอย่างชื่นชมความขยันขันแข็งโดยคิดที่จะช่วยอีกฝ่ายเจรจาให้ศาสตราจารย์หวางใจอ่อนรับจ้างงาน
จนกระทั่งเสิ่นอี้และจางกุ้ยขนย้ายโบราณวัตถุเสร็จเรียบร้อยโดยชายหนุ่มจงใจนำเทเลพอร์ตวางไว้ใกล้ตัวเพื่อที่จะหาโอกาสขโมยต่อไป
“ศาสตราจารย์หวางครับจะมาตรวจสอบก่อนไหม?”จางกุ้ยส่งเสียงบอกชายชราเมื่อขนย้ายเสร็จเรียบร้อย
ศาสตราจารย์หวางเงยหน้าขึ้นเหลือบมองชายสองคนด้วยความแปลกใจพลางสอบถามจางกุ้ยด้วยความสงสัยว่า “อ้าว!เสี่ยวเหิงไปไหนแล้วละ?”
“เ้านั่นนะหรือ? แค่บอกให้เข็นรถเบา ๆ มันก็ไม่พอใจแล้วอย่าสนใจเลยครับ”
จางกุ้ยอธิบายเหตุผลพร้อมโบกมืออย่างไม่ใส่ใจถึงแม้เสี่ยวเหิงจะเป็หลานของญาติห่าง ๆ ที่ฝากให้เข้ามาทำงานด้วย ทว่าเป็คนหนุ่มที่ใจร้อนและไม่ค่อยเชื่อฟังทำให้เขาไม่พึงพอใจนักซึ่งแตกต่างจากชายหนุ่มแปลกหน้าที่มีน้ำใจและช่วยเหลือตนเป็อย่างดี
“พ่อหนุ่มนี่เป็ใครกันละ? ทำไมถึงได้มาช่วยงานเสี่ยวกุ้ยได้?”
ศาสตราจารย์หวางหันหน้ามาสอบถามเสิ่นอี้และจางกุ้ยด้วยความแปลกใจ
“ผมชื่อเสิ่นอี้ครับอยากมาเรียนรู้เื่โบราณคดีด้วยไม่รู้ว่าท่านศาสตราจารย์พอจะจ้างผมไว้ได้ไหมครับ?”
เสิ่นอี้รีบกล่าวแนะนำตัวพร้อมแจ้งวัตถุประสงค์โดยหวังว่าตนจะมีโอกาสอีกสักเล็กน้อยก่อนถูกขับไล่ออกไป
ศาสตราหวางเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจพลางสอบถามข้อมูลจำเป็ที่ต้องใช้ในการทำงานร่วมกับเขาว่า
“แล้วพ่อหนุ่มเรียนจบสาขาอะไร? จบจากที่ไหน?มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านโบราณคดีอยู่หรือ?”
เขาพบว่ารูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของชายหนุ่มนั้นไม่เหมือนคนเรียนสาขานี้เลย ทั้งที่คนเรียนด้านนี้จะต้องมีการเตรียมพร้อมในการทำงานไม่ใช่สวมเสื้อเสื้อผ้าโก้หรูหรือแต่งกายเหมือนนักท่องเที่ยวอย่างนี้
เสิ่นอี้ยิ้มแห้งเมื่อถูกถามถึงเื่ที่เป็จุดอ่อนของตัวเองทำให้เขาตัดสินใจทำเื่ที่ไม่คาดคิดขึ้นทันที โดยปราดเข้าไป
หยิบเอามีดสกปรกเล่มหนึ่งซึ่งถูกวางทิ้งไว้คู่กับเกรียงและแปรงบนพื้น
จากนั้นใช้มีดเปื้อนฝุ่นปาดข้อมือตนเองโดยตั้งใจให้ข้อมือลอยอยู่เหนือตำแหน่งของเทเลพอร์ตที่เตรียมเอาไว้พร้อมพูดด้วยเสียงเครือโดยปล่อยให้เืจากข้อมือหยดใส่เทเลพอร์ตโดยตรงว่า
“ได้โปรดเถอะครับรับผมเข้าทำงานที ไม่งั้นผมจะไม่ได้กลับบ้าน พ่ออยากให้ผมมีงานทำไม่ใช่ลอยชายไปมาแบบนี้”
เสิ่นอี้จำเป็ต้องโกหกคำโตเพราะหาโอกาสขโมยเทเลพอร์ตออกไปไม่ได้เลยเขาจึงต้องเลือกใช้การกระตุ้นเปิดใช้งานเทเลพอร์ตโดยตรงหวังเพียงให้ระบบโกลาหลสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเทเลพอร์ตได้โดยเร็ว
ติ๊ด !
พลันมีเสียงราบเรียบของระบบดังขึ้นว่า“ระบบโกลาหลกำลังเชื่อมต่อเข้ากับเทเลพอร์ตจำเป็ต้องปล่อยให้มีเืหยดใส่อีกเล็กน้อย 5!...4!...3!...2!...1!ระบบเปิดใช้งานได้แล้ว”